พระสมเด็จวัดระฆัง พิมพ์ใหญ่ องค์ละ ๓๐ ล้านบาท สร้างสถิติเช่าบูชาสูงสุดในประวัติศาสตร์
ในหมู่ผู้คนไทยที่มีใจรักและชื่นชอบพระเครื่อง ไม่ว่าจะอยู่แห่งหนตำบลไหน แม้แต่ที่ทำมาหากินอยู่ต่างประเทศ หากยังไม่มีความรู้ความชำนาญในการแยกแยะพระเก๊หรือแท้ โดยเฉพาะ “พระสมเด็จ” ท่านเชื่อไหมครับว่า คนที่คล้องพระสมเด็จ ๑๐๐,๐๐๐ คน จะหาพระสมเด็จแท้ๆ สักองค์ก็เป็นเรื่องยาก ผมเคยไปเที่ยวอเมริกาที่แอลเอ ซึ่งคนไทยไปอยู่เยอะมาก ก็มีการล้วงเอาพระมาโชว์ผมเกือบ ๑๐ คน เป็นพระสมเด็จเก๊ทุกองค์ หรือตามบ้านในหลายจังหวัดในเมืองไทย ไปดูมาเกือบ ๓๐ ปีแล้วจนเบื่อที่จะดู ก็ไม่เคยพบของแท้แม้แต่องค์เดียว ด้วยเหตุที่เป็นพระเครื่องในฝันของคนชอบพระเครื่องทุกๆ คน จึงมีการทำของปลอมออกมามากที่สุด และมีปลอมแปลงมาไม่น้อยกว่า ๕๐-๖๐ ปีแล้ว มีการวางให้เช่าบูชาตั้งแต่ทางเท้า ไปถึงการลงทุนใส่ตลับทองเพื่อลวงตา มีการขายตั้งแต่องค์ละไม่กี่ร้อยบาทหรือหลายพันบาทจนถึงองค์ละหลักหมื่นหลักแสน ส่วนใหญ่คนขายพระเก๊ก็จะมีจิตวิทยาที่จะครอบงำผู้ซื้อจนขาดสติ เพราะเชื่อในนิทานนิยายทุกเรื่องที่ผู้ขายเล่าให้ฟัง ผมเองเคยเตือนสติผู้คนอยู่เสมอว่า “ทองคำบาทละหมื่นกว่าบาท อยู่ๆ มีคนเอาทองคำน้ำหนักสองสามร้อยบาท” มาขายให้เรา “หลักพัน หลักหมื่น หลักแสน” ทั้งๆ ที่เรา “มิใช่บิดาของผู้ขาย” ขอบอกว่า “เข็นครกขึ้นภูเขาว่ายากแล้ว เข็นภูเขามาไว้บนครก” มันยากกว่าหลายหมื่นเท่า
ในชีวิตผมสะสมพระมา ๓๐-๔๐ ปี ก็ไม่เคยฟลุ๊กเจอพระสมเด็จราคาถูกแม้แต่องค์เดียว เหตุผลก็คือ “สมเด็จพุฒาจารย์โต พรหมรังษี” พระอริยะผู้สร้างพระสมเด็จท่านไม่เคยมีประวัติเดินทางมาภาคอีสาน แม้แต่ครั้งเดียว หาก ท่านเคยมารุ่นพวกเราก็คงพบก็คงเจอพระฟลุ๊กได้ เพราะพระสงฆ์รุ่นโบราณเวลาที่ท่านเดินทางไปที่ไหน มักจะพกพาวัตถุมงคลที่ท่านสร้างใส่ย่ามไปด้วย ไปที่ไหนท่านก็จะแจกญาติโยมฟรี ในเมื่อท่านไม่เคยมาก็ไม่รู้จะมีพระสมเด็จแท้หลงมาได้อย่างไร
มีคำถามอยู่เสมอๆ ว่า เหตุใดเซียนพระบางคนเพียงเห็นรูปถ่ายก็รู้ได้ว่า พระสมเด็จองค์ในภาพแท้หรือไม่แท้ คุณสมบัติสิ่งแรกก็คือ จะต้องเป็นคนช่างสังเกต รู้จักจดจำ ลึกซึ้งกับศิลปะพระเครื่อง โดยเฉพาะพระสมเด็จ ผู้ที่แกะแม่พิมพ์เป็นฝีมือ “ช่างสิบหมู่หรือช่างหลวง” ในพระเครื่องที่ดูเรียบๆ ง่ายๆ คล้ายจะไม่มีอะไรให้จดจำ แต่กลับเป็นพระที่เป็นฝีมือศิลปะชั้นครู มีความงดงามอย่างเป็นธรรมชาติ มีนัยสำคัญในพระทุกพิมพ์ และมีธรรมชาติของเนื้อหามวลสาร มีทั้งเนื้อละเอียด เนื้อหยาบ (เนื้อขนมตุบตับ) เนื้อแก่น้ำมัน เนื้อแก่ปูนและเนื้อผ่านการลงรักปิดทอง และหากท่านใดสามารถพิจารณาความแห้งตามธรรมชาติของพระอายุร้อยกว่าปีได้ มิใช่แห้งโดยสารพัดวิธีของพระเก๊ที่แห้งอย่างไม่เป็นธรรมชาติ สรุปก็คือ เพียงเห็นภาพถ่ายก็รู้ได้ว่าแท้หรือเก๊เพราะ “เขาแม่นพิมพ์ แม่นเนื้อ” นั่นเอง
แต่ในทางกลับกัน หากยังดูพระสมเด็จไม่เป็น แยกแยะพระแท้หรือเก๊ไม่ออก จะเรียนรู้จากการดูภาพได้หรือไม่ ตอบได้เลยว่าเป็นไปไม่ได้ มีหลายคนที่ตั้งหน้าตั้งตาซื้อหนังสือพระทุกเล่มที่มีขายในเมืองไทย บางคนใช้เวลาหลายสิบปี แต่ในที่สุดก็ซื้อพระเก๊เข้าบ้านทุกวัน แม้แต่หนังสือพระในปัจจุบันที่ดูคล้ายเมนูอาหารเข้าไปทุกที ดูแล้วลงรูปพระแท้บ้างเก๊บ้างเพื่อโฆษณาขาย ที่ดูแล้วมีคุณภาพก็มีไม่กี่ฉบับ เช่น หนังสือในเครือคเณศ์พร ข่าวพระเครื่อง หรือพระท่าพระจันทร์ แล้วก็สปิริตพระเครื่อง สรุปคือ ก่อนจะไปถึงขั้นดูรูปก็รู้ได้ ก่อนอื่นต้องดูต้องเห็นของจริงของแท้ให้มากที่สุด ให้บ่อยที่สุด และหากอยากเก่งจริง ก็ต้องเข้าสนามพระกรุงเทพฯ ให้บ่อยๆ ไปส่งพระประกวดในงานที่กรุงเทพฯ บ้าง ไปส่งพระที่มีการออกใบ “CERTIFICATE” หรือใบประกาศนียบัตรรับรองในงานที่กรุงเทพฯ บ้าง ที่ย้ำคำว่าไปกรุงเทพฯ เพราะงานประกวดพระต่างจังหวัดบ้านเราบางงาน ขอย้ำว่า บางงานผมไม่แน่ใจว่าระหว่างคนส่งพระกับคนตัดสินพระ ใครที่ดูพระเก่งกว่ากัน บางงานก็มีการวางยาอะไรบางอย่างในงานอีกต่างหาก เอาเป็นว่า จะเรียนรู้เรื่องพระ ก็ต้องเรียนประวัติคนขายพระให้เราด้วย เขาดูพระเก่งแค่ไหน อย่างไรก็ไม่สำคัญเท่ากับเขาจริงใจต่อเราแค่ไหน โจรย่อมทิ้งร่องรอยโจร ใช้สตินะครับ
เมื่อ ๓-๔ ปีที่แล้ว เวลาผมไปกรุงเทพฯ เพื่อนผมที่คบกันมาตั้งแต่เขายังจน ที่ชื่อต้อย เมืองนนท์” หรือ “พิศาล เตชะวิภาค” กระทั่งเดี๋ยวนี้ชื่อเสียงเขาดังคับฟ้าคับวงการพระเครื่องเมืองไทย ต้อยชวนผมไปกินข้าวที่โรงแรมดุสิตธานีหลายครั้ง เพื่อไปพบและเจรจาธุรกิจขายพระกับ “นาย ลี กาชิง” อภิมหาเศรษฐีชาวฮ่องกง เจ้านายของ “นาย ไล้ท์ ก็อดวิน” ที่ส่งพระประกวดในนามของตนเองเป็นประจำอยู่สี่ห้าปี ด้วยความเป็นคนรวยระดับโลกของ “นายลี กาชิง” ที่มีรายได้คิดเป็นเงินไทย “หลายหมื่นล้านบาทต่อปี” เวลาแกจะซื้อพระสมเด็จวัดระฆัง แกจะคัดซื้อเฉพาะองค์ที่สวยสมบูรณ์ที่สุดเท่านั้น ผมเคยเห็นแกซื้อพระสมเด็จวัดระฆังองค์แชมป์ของนักสะสมรุ่นเก่า ของจังหวัดนครสวรรค์ ในราคา “สามสิบล้านบาท” (องค์ในรูป) โดยผ่านนายหน้าคือ ต้อย เมืองนนท์ และเป็นสถิติราคาสูงสุดเท่าที่มีซื้อขายพระวัดระฆัง จวบจนกระทั่งปี ๒๕๕๒ จึงได้เกิดมีอภิมหาเศรษฐีไทย ชื่อ “คุณวิชัย เจ้าของคิงเพาเวอร์” ในสนามบินสุวรรณภูมิ ก็ใช้สไตล์ “ใจรัก เงินถึง ใจถึง” ตะลุยซื้อแหลกอยู่เหมือนกัน
ที่เล่าๆ มานี้มิใช่อะไรนะครับ เพื่อเตือนสติเรื่องพระสมเด็จโดยเฉพาะวัดระฆังว่า อย่าไปโลภ อย่าว่าแต่คนจนเลยครับ ต่อให้รวยมีรายได้ปีละสี่ห้าร้อยล้าน สุทธิผลกำไรต่อปีก็ไม่รู้ว่าจะเหลือพอซื้อพระวัดระฆังองค์แชมป์ๆ ได้หรือเปล่า นอกจากจะหารองๆ ลงไป ปัจจุบันองค์ไม่สวยๆ ก็สี่ห้าล้านบาท
สรุปว่าเล่นพระตามกำลังที่เรามีเป็นดีที่สุด อย่าเพ้อฝันแบบคนมีเงินเดือนแปดพัน แต่ฝันอยากขับเบ็นซ์สปอร์ต อยากได้พระสมเด็จมากนักก็เอาที่เขาสร้างกันใหม่ๆ ช่วงนี้ก็เห็นลงโฆษณาน.ส.พ.ส่วนกลางกันเยอะแยะ เช่าบูชาเถอะครับองค์ละไม่กี่ร้อยบาท แบบนี้พระแท้แน่นอนล้านเปอร์เซ็นต์ ได้ทำบุญอีกต่างหาก
“คนเล่นพระต้องมีสติ และมีสตังค์ หากมีแต่ สตังค์ แต่ไม่มีสติ” อีกไม่นาน “จะหมดทั้งสตังค์ เสียทั้งสติ”
โชคดีมีสตินะครับ...สวัสดี
ปีที่ ๓๕ ฉบับที่ ๑๘๖๐ วันศุกร์ที่ ๔ - วันจันทร์ที่ ๗ กันยายน ๒๕๕๒




ความคิดเห็น (1 จำนวนโพส):
โพสแสดงความเห็นของคุณ