หน้าแรก | ข่าวหน้าหนึ่ง | อบจ.พบหลักฐานเพิ่ม ยกเลิกบัญชีครู ลุ้นศาลปกครองชี้ขาด

อบจ.พบหลักฐานเพิ่ม ยกเลิกบัญชีครู ลุ้นศาลปกครองชี้ขาด

image นายแพทย์วีระศักดิ์ เกียรติผดุงกุล รองผอ.ฝ่ายการแพทย์ รพ.มหาราชนครราชสีมา ถ่ายภาพกับพระราชานุสาวรีย์สมเด็จพระมหิตลาธิเบศรฯ และสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ภายในรพ.มหาราชนครราชสีมา

กรณีไม่ได้รับความเป็นธรรม ยกเลิกใช้บัญชีครูผู้ช่วย ๓๙๓ รายของ สพท.บร.๓ กะทันหัน! รอลุ้นศาลปกครองชี้ขาดประเด็นข้ามลำดับบัญชี หลังกรรมการด้านการศึกษาอบจ.โคราช พบเอกสารหลักฐานผู้สอบแข่งขันได ไม่ถูกต้อง ๕ ประเด็น ส่วน บัญชีสพท.อื่น นายกฯ บรรจุและแต่งตั้งฉลุย

       กรณีองค์การบริหารส่วนจังหวัด(อบจ.) นครราชสีมา ขอใช้บัญชีครูผู้ช่วยของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาบุรีรัมย์ เขต ๓ (สพท. บร. ๓) เพื่อบรรจุและแต่งตั้งเป็นข้าราชการครูผู้ช่วยในสังกัดโรงเรียนอบจ.นครราชสีมา จำนวน ๓๙๓ อัตรา แต่ภายหลังกลับยกเลิกการขอใช้บัญชีดังกล่าว ตามที่มีผู้ร้องเรียน คือ นางสาววิลาสินี นคราวนากุล และนางสาว ไพบูลย์ นวลฉวี ซึ่งเป็นผู้สอบแข่งขันได้วิชาเอกภาษาอังกฤษ ที่ได้ขึ้นบัญชีเพื่อรอบรรจุที่สพท.บร.๓ ซึ่งอบจ.นครราชสีมาอ้างว่า สพท. บร.๓ มีการข้ามลำดับบัญชี และประกาศรายชื่อผู้ที่ขึ้นบัญชีไว้ในเว็บบอร์ด ทั้งๆ ที่อบจ.นคร ราชสีมา ยังไม่เสร็จสิ้นกระบวนการพิจารณาบรรจุและแต่งตั้ง จึงทำให้เมื่อวันที่ ๒๗ เมษายนที่ผ่านมา ผู้ที่ขึ้นบัญชีรายอื่นที่ถูกยกเลิกการขอใช้บัญชีดังกล่าว รวมถึงผู้ที่ได้รับผลกระทบเพราะลาออกจากงานล่วงหน้าแล้วนั้น เดินทางไปยื่นหนังสือร้องเรียนต่อผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา ที่ศาลากลางจังหวัด เพื่อทวงถามสิทธิ์


      ต่อมาผู้ว่าฯ จึงมีหนังสือด่วนที่สุด ที่นม. ๐๐๓๗.๒/๘๑๐๖ เรื่องการขอใช้บัญชีสอบแข่งขันและขอยกเลิกการใช้บัญชีสอบแข่งขันของอบจ.นครราชสีมา ถึงนพ.สำเริง แหยงกระโทก นายกอบจ.นครราชสีมา โดยขอให้ทบทวน การยกเลิกขอใช้บัญชีสอบแข่งขันฯ และให้อบจ.นครราชสีมา ประสานไปยัง สพท.บร.๓ เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง เรื่องการอนุญาตให้ใช้บัญชีสอบแข่งขันดังกล่าวว่า ดำเนินการเป็นไปตามระเบียบ หลักเกณฑ์ที่ทางสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา(ก.ค.ศ.) กำหนดหรือไม่อย่างไร และขอให้ชะลอการบรรจุแต่งตั้งผู้สอบแข่งขันได้ในตำแหน่งข้าราชการครู ซึ่งอบจ.นครราชสีมาได้ขอความเห็นชอบจากคณะกรรมการข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา(ก.จ.จ.นม.) ไว้ก่อน จนกว่าจะทราบผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงที่ชัดเจน 


      จากนั้นเมื่อวันที่ ๓๐ เมษายน ๒๕๕๒ นายสมศักดิ์ ชอบทำดี รองผู้อำนวยการ ซึ่งรักษาราชการแทนผู้อำนวยการ สพท.บร.๓ ได้เดินทางมาชี้แจงในเรื่องดังกล่าวกับนพ.สำเริง แหยงกระโทก นายกอบจ.นครราชสีมา โดยนพ.สำเริงให้ทางสพท.บร.๓ ดำเนินการชี้แจงข้อมูลรายละเอียดทั้งหมดภายในระยะเวลา ๗ วัน นับตั้งแต่วันที่ ๒๙ เมษายน หลังจากนั้นอบจ.นครราชสีมา จะดำเนินการตรวจสอบรายละเอียดทั้งหมดอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งทางกลุ่มผู้ร้องเรียนมองว่าเป็นการอ้างแบบเดิมๆ ที่ทางอบจ.นครราชสีมาใช้เพื่อหลบเลี่ยงการแก้ปัญหามากกว่าที่จะออกมาเผชิญหน้า เพราะที่ทางสพท.บร.๓ ลงรายละเอียดในเว็บไซต์นั้น เป็นเพียงรายชื่อโรงเรียนเท่านั้น ไม่ได้มีรายชื่อบุคคลทั้ง ๓๙๓ คน ซึ่งถือว่าเป็นการประชาสัมพันธ์มากกว่า ที่จะเป็นรายละเอียดเท็จแล้วทำให้ผู้อื่นเข้าใจผิดพึ่งศาลปกครองระงับยกเลิกบัญชี 


      กระทั่งกลุ่มผู้ร้องเรียน โดยการนำของนายเปรมินทร์ สิงห์ซอม ตัวแทนผู้สมัครใจขอขึ้นบัญชีฯ อบจ.นครราชสีมา และนาย ชัยณรงค์ ประจงจิตร อดีตนิติกร สพท.ชัยภูมิ เขต ๓ ได้นำเรื่องดังกล่าวยื่นฟ้องต่อศาลปกครองนครราชสีมา เพื่อขอให้มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวซึ่งศาลได้ประทับรับฟ้องและมีหมายเรียกเป็นกรณีด่วน ให้อบจ.นครราชสีมา และสพท.บร.๓ เข้ามาชี้แจงต่อศาล เมื่อวันที่ ๑๒ พฤษภาคมที่ผ่านมา โดยผู้ฟ้องคือผู้ที่อยู่ในบัญชีฯ ได้อ้างถึงคำสั่งการยกเลิกบัญชีรายชื่อเป็นไปโดยไม่ชอบ ส่วนนายกอบจ.นครราชสีมา ผู้ถูกฟ้องได้ชี้แจงสาเหตุที่ต้องยกเลิกบัญชีว่า ตรวจพบบัญชีรายชื่อไม่ดำเนินการตามแนวปฏิบัติของก.ค.ศ. จึงขอให้สพท.บร.๓ ระบุสาเหตุที่ต้องประกาศเรียกข้ามลำดับรายชื่อ ซึ่งศาลปกครองนครราชสีมามีคำสั่งให้ สพท.บร.๓ นำเอกสารที่อ้างอิงได้มาให้ตรวจสอบความถูกต้องเพื่อนำเข้าสู่กระบวนการวินิจฉัย ซึ่งเป็นขั้นตอนสุดท้ายที่จะพิจารณาชี้ขาด พบสพท.บร.๓ ส่อไม่ถูกต้อง  


      นายทวิสันต์ โลณานุรักษ์ ที่ปรึกษานายกอบจ.นครราชสีมา ในฐานะคณะกรรมการการศึกษาอบจ.นครราชสีมา เปิดเผยกับ “โคราชรายวัน คนอีสาน” ว่า จากการตรวจสอบเอกสารของผู้สอบแข่งขันได้ครูผู้ช่วย ตามที่ขึ้นบัญชีไว้กับสพท.บร.๓ พบความไม่ถูกต้องหลายประเด็น คือ ๑. ลายเซ็นของผู้ที่ขึ้นบัญชีไว้ไม่ตรงกัน ทั้งขั้นตอนการสมัครและการแสดงความจำนงสังกัดโรงเรียนในพื้นที่, ๒. ผู้ที่ขึ้นบัญชีหลายคนระบุว่า ภูมิลำเนาหรือที่อยู่อาศัยปัจจุบันอยู่อำเภอนี้ แต่เมื่อสพท.บร.๓ ส่งเอกสารกลับส่งไปอีกอีกอำเภอหนึ่ง, ๓. เอกสารไม่ครบ เช่นมีใบสมัครสอบของผู้ที่ขึ้นบัญชี แต่ไม่มีสำเนาต่างๆ ตามหลักเกณฑ์กำหนด แนบมาเพื่อให้อบจ.นครราชสีมา ตรวจสอบความถูกต้อง, ๔. ไม่ระบุว่าผู้ที่ขึ้นบัญชีไว้ ลำดับที่ ๔๐๑ เป็นสำรองคนที่ ๑ ในกรณีที่ต้องการบรรจุและแต่งตั้ง ๔๐๐ คน ทำให้ผู้ที่ได้รับแจ้งจากทางสพท.บร.๓ เข้าใจผิดคิดว่าถูกเรียกเพื่อมาบรรจุและแต่งตั้งจึงลาออกจากงาน และ ๕. มีกรณีหนึ่งที่ส่งหลักฐานใบแจ้งของผู้ที่ขึ้นบัญชีไว้ไปที่จังหวัดชัยภูมิ ตั้งแต่วันที่ ๒๔ มีนาคมที่ผ่านมา ผ่านทาง EMS (ไปรษณีย์ด่วนพิเศษ) ตามปกติต้องถึงผู้รับปลายทางเพียง ๑ วัน แต่กลับระบุการเซ็นรับหลักฐาน ดังกล่าว ในวันที่ ๓๐ เมษายน ๒๕๕๒ จะเป็นไปได้อย่างไรว่ากระบวนการ EMS ใช้ระยะเวลาส่งถึงผู้รับปลายทางถึง ๓๖ วัน ซึ่งจากการตรวจสอบดังกล่าวที่พบความไม่ถูกต้อง อบจ. นครราชสีมาจะนำไปชี้แจงต่อศาลปกครองในวันพรุ่งนี้(๒๒ พ.ค. ๕๒) ที่มีการนัดไต่สวนมูลฟ้องเป็นครั้งที่สอง เป็นมาตรฐานสังคมไทย ๖๔ ล.คน


      ต่อข้อซักถามว่า เหตุใดจึงเลือกขอใช้บัญชีของสพท.บร.๓? นายทวิสันต์ ตอบว่า “เมื่อไม่มีบัญชีในจังหวัดนครราชสีมา ตามหลักการก็ต้องสอบถามไปยังจังหวัดใกล้เคียง ซึ่งจังหวัดบุรีรัมย์ก็เป็นหนึ่งในนั้น ที่คาดว่าผู้ที่ขึ้นบัญชีไว้จะมีภูมิลำเนาที่สะดวกในการดินทางมาปฏิบัติงานในสังกัดโรงเรียนของอบจ.นครราชสีมา ส่วนกรณีการขอใช้บัญชีจากสพท.กทม.๑ ด้วยนั้น เพราะจังหวัดใกล้เคียงไม่มีตำแหน่งบรรณารักษ์ที่ได้ขึ้นบัญชีไว้ แต่ทางสพท.กทม.๑ ไม่ส่งหนังสือกลับมาภายในเวลาที่กำหนด จึงถือว่าไม่อนุมัติการใช้บัญชีของเขตพื้นที่การศึกษานี้ ทั้งนี้ ผู้ร้องจริงๆ แล้วเป็นประเด็นรอง วันนี้เป็นการทำงานของภาคราชการ ระหว่างสพท.บร.๓ กับอบจ.นครราชสีมา ถ้าทำแล้วผิดพลาดจะเกิดผลกระทบกับประชาชน ซึ่งทางอบจ.นครราชสีมาจะไม่ก้าวล่วงกับผู้สอบแข่งขันได้ที่ขึ้นบัญชีไว้ ท่านนายกฯก็รู้สึกเห็นใจเพราะอบจ.นครราชสีมาไม่มีปัญหากับ ๓๙๓ คนเลย อยากให้เขาได้บรรจุ แต่ก็ต้องเข้าใจว่า สิ่งที่ทำเป็นไปตามหลักธรรมาภิบาล คิดว่าเป็นเรื่องดีสำหรับประชาชนจะได้รู้ว่าหน่วยงานของรัฐให้ความสำคัญกับความถูกต้อง และเป็นมาตรฐานของคนในสังคมไทย ๖๔ ล้านคน บัญชีสพท.อื่นบรรจุฉลุย ๔๘ อัตรา


     ส่วนการขอใช้บัญชีจากสพท.ชัยภูมิ เขต ๑ จำนวน ๓๔ อัตรา, สพท.หนองบัวลำภู จำนวน ๘ อัตรา และสพท.สุรินทร์ เขต ๓ จำนวน ๖ อัตรา เพื่อบรรจุและแต่งตั้งเป็นข้าราชการครูผู้ช่วย ในสังกัดโรงเรียนอบจ.นครราชสีมา ขณะเดียวกันกับสพท.บร.๓ นั้น นายทวิสันต์ กล่าวว่า “ได้บรรจุและแต่งตั้งเรียบร้อยแล้วเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังจากตรวจสอบความถูกต้องทั้งหมด ส่วนบุคลากรครูที่ขาดแคลน ก็ยังมีคำสั่งให้จ้างครูอัตราจ้างชั่วคราวไว้ก่อน และยืนยันว่าไม่มีผลต่อกระทบต่อระบบการเรียนการสอนของทั้ง ๕๘ โรงเรียนในสังกัดแต่อย่างใด” ศาลยังไม่คุ้มครองชั่วคราว


     “โคราชรายวัน คนอีสาน” สอบถามไปยังศาลปกครองนครราชสีมา โดยนายสุมิตร ปราบจะบก พนักงานคดีปกครอง เปิดเผยว่า การยื่นคำร้องให้ไต่สวนมูลฟ้อง กรณีการยกเลิกการขอใช้บัญชีรายชื่อผู้สอบแข่งขันได้ของสพท.บร.๓ ในคดีหมายเลขดำที่ ๑๒๕/ ๒๕๕๒ ระหว่างผู้ฟ้อง นางสาวนิภาวรรณ ผสม ทรัพย์ กับพวกรวม ๔ คน คือ นายธนารักษ์ จันทร์ยอย, นายธนิสร ยางคำ, และนางสาวกุลนาท บริบูรณ์ ซึ่งเป็นผู้สอบขึ้นบัญชีฯ กับอบจ. นครราชสีมา ผู้ถูกฟ้อง หลังจากที่นัดมาไต่สวนแล้ว ๒ ครั้ง ศาลก็ได้นัดให้ส่งเอกสารเพิ่มเติมเพื่อให้แต่ละฝ่ายตรวจสอบ ซึ่งกระบวนการอยู่ระหว่างการไต่สวน โดยศาลจะนัดไต่สวนอีกครั้งในวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๒ เวลา ๐๙.๓๐ น. หลังจากได้ข้อเท็จจริงทั้งหมดแล้ว ศาลจะวินิจฉัยและมีคำสั่งในขั้นตอนต่อไป แต่ก่อนที่ศาลจะตัดสินว่าชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ จะต้องวินิจฉัยการคุ้มครองชั่วคราวก่อน ตามที่ผู้ฟ้องขอให้อบจ.นครราชสีมาดำเนินการระงับคำสั่งยกเลิกการขึ้นบัญชี ดังกล่าวไว้ก่อน จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษา


      ขณะที่นายสมศักดิ์ ชอบทำดี รองผู้อำนวยการ ซึ่งรักษาราชการแทนผู้อำนวยการ สพท.บร.๓ ปฏิเสธที่จะให้ข้อมูลเกี่ยวกับเอกสารและหลักฐานบัญชีผู้สอบแข่งขันได้ครู ผู้ช่วย สพท.บร.๓ ที่ยื่นเสนอต่อศาลปกครองนครราชสีมาพิจารณา ซึ่งจะหมดระยะเวลาการขึ้นบัญชีในเดือนกันยายนของปี ๒๕๕๒ โดยอ้างว่า “เรื่องนี้ยังอยู่ในอำนาจการพิจารณาของศาลปกครองนครราชสีมา หาก ศาลมีการตัดสินออกมาแล้ว จึงจะเปิดเผยให้ได้รับทราบต่อไป” นำข้อพิรุธยื่นศาลพิจารณาแล้ว


      ความคืบหน้าล่าสุด หลังจากศาลปกครองนครราชสีมานัดไต่สวนประมาณครึ่งชั่วโมง ตั้งแต่เวลา ๐๙.๓๐ น. ของวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๒ นายทวิสันต์ โลณานุรักษ์ กล่าวในฐานะคณะกรรมการด้านการศึกษาอบจ.นครราชสีมาว่า นายกอบจ.นครราชสีมา ได้มอบหมายให้ นายธวัชชัย พยุงสุวรรณ ที่ปรึกษา นำเอกสารบัญชีผู้สอบแข่งขันได้ฯ ซึ่งได้ตรวจสอบและพบความผิดปกติ ไปส่งมอบให้กับศาลปกครองนครราชสีมา เพื่อประกอบการพิจารณาต่อไป ผู้ฟ้องเป็นบุคคลที่เหมือนยาที่กำลังจะหมดอายุ เพราะการขึ้นบัญชีจะมีระยะเวลา ๒ ปี จึงขอให้ศาลมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวรอลุ้นศาลชี้ขาดเรียกข้ามบัญชี


      ด้านนายเปรมินทร์ สิงห์ซอม ครูผู้ช่วยสังกัดโรงเรียนกรุงเทพมหานคร กระทรวงศึกษาธิการ กล่าวทิ้งท้ายว่า จากการนัดไต่สวนครั้งที่ ๒ เมื่อวันที่ ๑๔ พฤษภาคมที่ผ่านมา ซึ่งมีอยู่ ๒ ประเด็นที่ทางอบจ.นครราชสีมา นำมาพิจารณาในการยกเลิกบัญชีของผู้สอบแข่งขันได้ฯ คือ ๑. บัตรสนเท่ห์ของนางสาววิลาสินี นคราวนากุล และนางสาวไพบูลย์ นวลฉวี ซึ่งเป็นผู้สอบแข่งขันได้ฯ รายวิชาภาษาอังกฤษ เพื่อขอความเป็นธรรมจากนายกอบจ.นครราชสีมา ซึ่งอ้างว่า สพท.บร.๓ มีการข้ามลำดับบัญชี และ ๒. การที่สพท.บร.๓ เรียกข้ามลำดับบัญชี และมีการเรียกรับเงิน ศาล ปกครองนครราชสีมาพิจารณาในประเด็นแรกว่าให้ตกไป โดยเฉพาะนางสาววิลาสินี นายก อบจ.นครราชสีมายอมรับว่า ได้บรรจุและแต่งตั้งเป็นข้าราชการครูผู้ช่วยในสังกัดอบจ.นครราชสีมาเป็นกรณีพิเศษไปก่อนหน้าที่จะมาร้องเรียนแล้ว ส่วนประเด็นที่ ๒ ศาลนัดให้สพท.บร.๓ ส่งเอกสารเกี่ยวข้องกับบัญชีผู้สอบแข่งขันได้ฯ ทั้งหมด ภายในวันที่ ๑๘ พฤษภาคมที่ผ่านมา ตามที่อบจ.นครราชสีมาต้องการตรวจสอบ โดยภายหลังที่สพท.บร.๓ ส่งเอกสารต่อศาลเรียบร้อยแล้ว ๑ ชุด และให้อบจ.นครราชสีมาตรวจสอบอีก ๑ ชุด ก็นัดอบจ.นครราชสีมานำผลที่ได้จากการตรวจสอบไปยื่นต่อศาลในวันนี้ ซึ่งคาดว่าภายในสัปดาห์หน้าศาลจะมีการตัดสินเกี่ยวกับเรื่องนี้ หากผล ออกมาผู้ที่ขึ้นบัญชีไว้ทั้ง ๓๙๓ คนเป็นฝ่ายชนะ แล้วนายกอบจ.นครราชสีมาไม่เรียกบรรจุ เหมือนที่เคยให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน ก็จะดำเนินการฟ้องร้องต่อไปอีก ความคืบหน้าในการตัดสินของศาลปกครอง “โคราชรายวัน คนอีสาน” จะติดตามนำมารายงานต่อไป.

 

ปีที่ ๓๔ ฉบับที่ ๑๘๓๐ วันที่ ๒๒-๒๕ พฤษภาคม ๒๕๕๒

 

ความคิดเห็น ( จำนวนโพส):

โพสแสดงความเห็นของคุณ comment
กรุณาใส่รหัสตามภาพที่เห็น:
0