กรมทางหลวงเตรียมขึ้นป้ายปชส. ฟัง ๔,๐๐๐ คนสร้างทางลอด ๔๐๐ ล
กรมทางหลวงเผยสัปดาห์หน้าร่าง TOR แล้วเสร็จ เตรียมติดป้ายประชาสัมพันธ์ทั่วเมืองล่วงหน้า ๑๕ วัน ก่อนลุยทำประชาพิจารณ์ใหม่ ทางลอดโคราชมูลค่า ๔๐๐ ล้านบาท บริเวณแยกถ.มิตรภาพ-หนองคาย ด้านมทส. เพิ่มแบบสอบถามเป็น ๔,๐๐๐ ชุด ย้ำให้เคารพมติสร้างสังคมมีสุข แต่ฝ่ายคัดค้านหวั่น! กลุ่มตัวอย่างไม่ได้บทสรุปแท้จริง
ตามที่กรมทางหลวง มีแผนการก่อสร้างโครงการก่อสร้างทางลอดโคราช บนทางหลวงหมายเลข ๒ บริเวณสามแยกนครราชสีมา กม. ๒๕๓+๙๕๐ (ทางแยกถนนมิตรภาพ-หนองคาย) มูลค่า ๔๐๐ ล้านบาท เพื่อแก้ปัญหาจราจรที่คับคั่งในชั่วโมงเร่งด่วน และช่วงเทศกาล จึงว่า จ้างบริษัทที่ปรึกษาคือ บริษัท ไทย ดีซีไอ จำกัด สำรวจและออกแบบรายละเอียดโครงสร้างทางวิศวกรรม รวมทั้งให้จัดทำประชาสัมพันธ์ โครงการ และการมีส่วนร่วมของประชาชน แต่เมื่อคัดเลือกรูปแบบตามแนวถนนมิตรภาพ มีทิศทางจากจังหวัดขอนแก่น เลี้ยวขวาไปจังหวัดสระบุรี ด้วยคะแนนสูงสุดร้อยละ ๕๗.๔ จึงทำให้ขณะนั้นมีกลุ่มผู้คัดค้าน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นนักธุรกิจในพื้นที่ก่อสร้าง ที่ยังไม่ทราบว่าจะมีการก่อสร้างทางลอดเกิดขึ้น เพราะขั้นตอนการมีส่วนร่วมของประชาชนทั้ง ๒ ครั้ง ซึ่งจัดขึ้นที่มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา มีผู้เข้าร่วมประชุมค่อนข้างน้อย ครั้งที่ ๑ จำนวน ๑๒๐ คน และครั้งที่ ๒ จำนวน ๙๙ คน โดยเฉพาะจากความเห็นที่ว่า “ทางลอด” ไม่ใช่ทางออกสำหรับแก้ไขปัญหาจราจรในเมืองโคราชทั้งระบบ และต้องสูญเสียงบประมาณจำนวนมาก
กระทั่งสมัย นายประจักษ์ สุวรรณภักดี เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา คนปัจจุบัน ในฐานะประธานจึงเรียกประชุมคณะทำงานประนีประนอมและพิจารณาหาแนวทางแก้ไขปัญหาหรือบรรเทาเยียวยา ทั้งก่อนหรือระหว่างการก่อสร้างทางลอดโคราช และมีมติเห็นชอบเมื่อวันที่ ๔ มีนาคม ๒๕๕๒ ให้กรม ทางหลวงจัดทำประชาพิจารณ์ใหม่ ตามรัฐธรรมนูญ ฉบับ พ.ศ.๒๕๕๐ มาตรา ๕๗ วรรค ๒ ที่ระบุว่า การวางแผนพัฒนาสังคม เศรษฐกิจ การเมือง และวัฒนธรรม การเวียนคืนอสังหาริมทรัพย์ การวางผังเมือง การกำหนดเขตการใช้ประโยชน์ในที่ดิน และการออกกฎที่อาจมีผล กระทบต่อส่วนได้เสียสำคัญของประชาชน ให้รัฐจัดให้มีกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนอย่างทั่วถึงก่อนดำเนินการ เพื่อขอมติจากประชาชนในพื้นที่ภายในระยะเวลา ๓๐ วัน เพราะขณะนั้นยึดถือตามรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ. ๒๕๔๐ โดยมอบหมายให้มหาวิทยาลัยเทคโน โลยีสุรนารี(มทส.) ซึ่งถือว่าเป็นสถาบันการศึกษาที่เป็นกลาง เป็นผู้ดำเนินการทำประชาพิจารณ์ เพื่อให้ทันวงเงินงบประมาณก่อสร้างที่ได้รับอนุมัติมาแล้ว ๔๐๐ ล้านบาท ที่จะสิ้นสุดในเดือนตุลาคมปี ๒๕๕๒
ต่อมาสำนักทางหลวงที่ ๘ (นครราชสีมา) จึงทำหนังสือขออนุมัติงบประมาณการจัดทำประชาพิจารณ์ใหม่ ไปยังกรมทางหลวงและ อนุมัติงบประมาณเมื่อต้นเดือนมิถุนายน ที่ผ่านมา จำนวน ๖๐๐,๐๐๐ บาท มาดำเนินการ ซึ่งหลังจากนั้นกรมทางหลวงได้ร่าง TOR (Terms of Reference-ขอบเขตของงาน) ก่อนที่จะเข้าสู่ขั้นการว่าจ้างมทส. เพื่อดำเนินการทำประชาพิจารณ์ทางลอดให้แล้วเสร็จภายใน ๓ เดือน ตามที่ “โคราชรายวัน คนอีสาน” นำเสนอรายละเอียดมาเป็นลำดับแล้วนั้น
TOR ร่างเสร็จสัปดาห์หน้า
ความคืบหน้าล่าสุด ในวันที่ ๒๗ มิถุนายน ๒๕๕๒ นายสามารถ ดีด้วยชาติ ผู้อำนวยการแขวงการทางนครราชสีมาที่ ๒ เปิดเผยกับ “โคราชรายวัน คนอีสาน” ว่า สัปดาห์หน้าเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญของสำนักทางหลวงที่ ๘ (นครราชสีมา) จะร่าง TOR แล้วเสร็จ หลังจากนั้นจะเรียก มทส.มาพูดคุย เพื่อกำหนด ขอบ เขตของการจัดทำประชาพิจารณ์การก่อสร้างทางลอดโคราช ก่อนที่จะติดป้ายเพื่อ ประชาสัมพันธ์ล่วงหน้า ๑๕ วัน เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่ทราบว่า กรมทางหลวงจะดำเนินการทำประชาพิจารณ์โครงการนี้ใหม่ โดยป้าย ประชาสัมพันธ์จะติดตั้ง ๕ จุด คือ ที่บริเวณสามแยกนครราชสีมา ๒ จุด ซึ่งเป็นพื้นที่ก่อสร้าง, สี่แยกประโดก, สี่แยกจอหอ และทางแยกต่างระดับปักธงชัย เพื่อให้ถูกต้องตามข้อกำหนดของรัฐธรรมนูญ แล้วจึงสามารถดำเนินการแจกแบบสอบถามหรือจัดทำประชาพิจารณ์ คาดว่าภายใน ๒ เดือนจะดำเนินการทำประชาพิจารณ์แล้วเสร็จ
เพิ่มแบบสอบถาม ๔,๐๐๐ ชุด
สำหรับรูปแบบแบบสอบถามและขั้นตอนการทำประชาพิจารณ์ ผศ.ดร.สมประสงค์ สัตยมัลลี หัวหน้าสาขาวิชาวิศวกรรมขนส่ง และผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาและถ่ายโอนเทคโนโลยีการขนส่ง มทส. เปิดเผยกับ “โคราชรายวัน คนอีสาน” ว่า ระหว่างที่การร่าง TOR ยังไม่แล้วเสร็จ ขณะนี้มทส.ได้เตรียมแบบสอบถามสำหรับแจกกลุ่มตัวอย่างในการก่อสร้างทางลอดโคราชไว้แล้ว จำนวน ๔,๐๐๐ ชุด เพิ่มจากเดิม ๓,๐๐๐ ชุด เนื่องจากต้องการสำรวจกลุ่มตัวอย่างเพิ่ม เติมในส่วนของประชาชนรอบพื้นที่ก่อสร้างด้วย การทำประชาพิจารณ์ครั้งนี้ มีคณะทำงาน ประกอบด้วย อาจารย์มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา และอาจารย์มทส. ซึ่งในเรื่องของแบบสอบถาม จะเป็นหน้าที่ของมรภ.นครราชสีมา ส่วนการประเมินผลจากกลุ่มตัวอย่างที่แจกแบบสอบถาม ทางมทส.จะเป็นผู้ดำเนินการ
“การลงพื้นที่แจกแบบสอบถามว่า จะ มุ่งเน้นไปที่ ๓ กลุ่มหลัก คือ ๑. ผู้ที่อยู่อาศัยหรือธุรกิจบริเวณพื้นที่ก่อสร้าง ในรัศมีครึ่งกิโลเมตรจากแนวทางก่อสร้าง, ๒. ชาวโคราชที่สัญจรไปมาในบริเวณสามแยกนครราชสีมา และ ๓. คน นอกพื้นที่ที่เดินทางสัญจรไปมา เพื่อมาทำธุระหรือมาท่องเที่ยวในจังหวัดนครราชสีมา ด้วย การสุ่มสัมภาษณ์ตามแหล่งการเดินทาง ทั้ง ภายในห้างสรรพสินค้าและปั๊มน้ำมัน แต่สำหรับผู้ประกอบการหรือนักธุรกิจ จะเข้าไปแจกแบบสอบถาม ๒๐๐ ชุด ตามแผนที่ผังเมืองที่อยู่ในบริเวณพื้นที่ก่อสร้าง ซึ่งอาจจะได้รับผล กระทบ ที่สำคัญการสุ่มสำรวจความเห็นจาก ๓ กลุ่มดังกล่าว อย่างน้อยๆ ต้องเป็นผู้ที่ใช้รถใช้ถนน โดย ในแบบสอบถามจะถามว่า เมื่อสัญจรผ่านไปมาบริเวณสามแยกนคร ราชสีมาแล้ว ประสบปัญหาเรื่องจราจรหรือไม่ ถ้าประสบปัญหาการจราจรติดขัด วิธีการหรือทางออกสำหรับแก้ปัญหาจราจรบริเวณนี้ จะต้องจัดการจราจรอย่างไร คืออาจจะเป็น ๑. จัดระบบจราจร, ๒. สร้างสะพาน และ ๓. สร้างอุโมงค์หรือทางลอด คาดว่าจะใช้เวลาประมาณ ๑ สัปดาห์จะแล้วเสร็จ สำหรับการลงพื้นที่สุ่มแจกแบบสอบถามโดยไม่เว้นวันหยุดราชการ ทั้งนี้ ต้องเห็น TOR ก่อน จึงจะสามารถกำหนดผู้แจกแบบสอบถาม หรือรายละเอียดอื่นๆ ได้ แต่อยากให้มั่นใจว่า การทำประชาพิจารณ์ครั้งใหม่นี้ แตกต่างจากครั้งที่ผ่านมา เพราะใช้กลุ่มตัวอย่างมากขึ้น ซึ่ง เป็นผู้ใช้รถใช้ถนนจริงๆ ไม่ใช่ผู้นำชุมชนและผู้ประกอบการเท่านั้น และภายหลัง จัดทำประชาพิจารณ์เสร็จสิ้นแล้วต้องเสนอกรมทางหลวง ก่อนที่จะเสนอไปยังคณะอนุกรรมการจัดระบบการจราจรทางบกจังหวัด(อจร.) นครราชสีมาต่อไป เพื่อพิจารณาว่าประชาชนจากที่ลงพื้นที่สุ่มแจกแบบสอบถาม มีความคิดเห็นกับการแก้ไขปัญหาจราจรอย่างไร”
เคารพประชาพิจารณ์สังคมมีสุข
ผศ.ดร.สมประสงค์ แสดงทัศนะด้วยว่า ไม่ว่าผลการทำประชาพิจารณ์จะออกมาอย่างไร อยากให้ทุกคนเคารพความคิดเห็นที่แตกต่างได้ เพื่อจะอยู่ในสังคมอย่างมีความสุข ถ้ายังดื้อดึงดันไม่ยอมรับ หากผลการทำประชาพิจารณ์เห็นว่าควรก่อสร้าง ต่อให้ทำประชาพิจารณ์ให้ตายก็ไม่จบ ผมไม่เข้าข้างใคร แต่ ปัญหาจราจรต้องแก้เป็นระบบ โดยทยอยแก้ไขทีละจุดให้เป็นทิศทางเดียวกันที่ถูกต้อง อย่าลืมว่าคนที่ได้รับผลกระทบจากการใช้เส้นทางนี้ มีในระยะยาวทั้งเรื่องจราจร พลังงาน และ มลพิษ ส่วนผู้ประกอบการได้รับผลกระทบในระยะสั้นๆ ช่วงที่มีการก่อสร้าง หลังก่อสร้างแทบไม่เห็นความแตกต่างระหว่างอุโมงค์กับถนนปกติ สิ่งที่ผู้เดินทางสัญจรผ่านไปมาจะได้รับ คือความสะดวกจากการลื่นไหลของจราจรที่ดีขึ้น และรถทางตรงจะได้สัญญาณไฟเขียวมากขึ้นเท่านั้นเอง แต่ไม่ใช่ว่าอุโมงค์เป็นคำตอบของการแก้ปัญหา แต่เป็นวิธีหนึ่งที่ศึกษามา ผมไม่ได้สรุปว่าจะเลือกก่อสร้างอุโมงค์ เพราะการศึกษาจราจรเมืองโคราชหลายวิธี บางจุดแก้ด้วยการจัดการจราจร บางจุดต้องก่อสร้างโครงสร้างสาธารณูปโภคมารองรับ ที่สำคัญไม่ว่าจะแก้ไขปัญหาจราจรด้วยรูปแบบใดก็ตาม ในภาวะเศรษฐกิจเช่นนี้จะทำให้เกิดการจ้างงานในโคราช
คณะทำงานฯไม่ได้แก้ปัญหา
ด้านนายสันติ วาฤทธิ์ ทนายความ ซึ่ง เป็นคณะทำงานผู้ที่คัดค้านโครงการก่อสร้างทางลอด บริเวณสามแยกนครราชสีมา-ขอนแก่น กล่าวถึงการทำประชาพิจารณ์กับ “โคราชรายวัน คนอีสาน” ว่า เงื่อนไขการทำประชาพิจารณ์ครั้งนี้ เป็นเงื่อนไขตามที่นายสุนทร จันทร์รังสี (สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ.๒๕๕๐) เสนอ ในที่ประชุมคณะทำงานฯ ตนค่อนข้างกังขาว่า เป็นคณะทำงานที่บรรเทาหรือเยียวยาอย่างไร เนื่องจากด้วยชื่อคณะทำงานประนีประนอมและพิจารณาหาแนวทางแก้ไขปัญหาหรือบรรเทาเยียวยา ทั้งก่อนหรือระหว่างการก่อสร้างทางลอดโคราช น่าที่จะต่อต้านการก่อสร้างทางลอด และมาดูแลเรื่องความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่จากการก่อสร้างทางลอด เพื่อให้เป็นไปตาม เงื่อนไขของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ (พ.ศ.๒๕๕๐) ซึ่งในการร่วมรับฟังความเห็นหรือทำประชาพิจารณ์ ๒ ครั้งที่ผ่านมา ผู้เข้าร่วมประชุมมองว่าไม่ใช่การทำประชาพิจารณ์ที่ถูกต้องตาม กฎหมาย ฉะนั้น นายสุนทรจึงเสนอต่อที่ประชุมคณะทำงานดังกล่าว เมื่อวันที่ ๔ มีนาคมที่ผ่านมา ให้จัดทำแบบสอบถามใหม่ โดยคณะทำ งานฯ มอบหมายให้ ผศ.ดร.สมประสงค์ สัตยมัลลี จากมทส.ดำเนินการ ซึ่งการทำประชาพิจารณ์ต้องทำแบบสอบถามออกเป็น ๓ กลุ่ม คือ ผู้ที่ประกอบการค้าบริเวณพื้นที่ก่อสร้าง, ผู้สัญจรไปมา และผู้ที่เดินทางผ่านมาจากต่างจังหวัด
ยันไม่คุ้มค่า-แก้ไม่ถูกจุด
“ผมเองเป็นหนึ่งในคณะคณะทำงานผู้ที่คัดค้านโครงการก่อสร้างทางลอด บริเวณสามแยกนครราชสีมา-ขอนแก่น ที่คัดค้านโครงการนี้ เพราะไม่เห็นด้วยในเงื่อนไขที่ระบุไว้ตั้งแต่แรกว่า การแก้ปัญหาจราจรด้วยวิธีระบายรถจากจังหวัดหนองคาย และจังหวัดขอนแก่น ที่จะมุ่งหน้าไปจังหวัดสระบุรี ซึ่งเป็นเงื่อนไขหลักของกรมทาง หลวง ในการขออนุมัติก่อสร้างทางลอดโคราชนั้น ไม่ใช่เป็นเงื่อนไขที่ถูกต้อง เนื่องจากว่าปัจจุบันจังหวัดนครราชสีมา มี By pass(ถนนเลี่ยงเมือง) แล้ว เพื่อรองรับปริมาณจราจรของ ผู้ที่สัญจรมาจากจังหวัดหนองคาย และจังหวัดขอนแก่น เพื่อมุ่งหน้าเข้าสู่กรุงเทพมหานคร โดย ไม่ต้องผ่านมายังบริเวณสามแยกนครราชสีมา” นายสันติกล่าว และชี้แจงว่า
“อีกประเด็นหนึ่งคือ ระบบจราจรเมืองโคราช บริเวณถนนมิตรภาพ จะหนาแน่นหรือติดขัดเฉพาะช่วงเช้า-เย็น เนื่องจากมีสถาบันการศึกษา ๔ แห่งที่มีอาณาเขตติดกัน และห้างสรรพสินค้า ฉะนั้น การก่อสร้างทางลอดจึงไม่ใช่เป็นวิธีแก้ปัญหาจราจรติดขัดต่อเนื่อง จากภาย ในตัวเมืองผ่านไปยังถนนมิตรภาพ รวมทั้งขณะนี้มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์กันว่า การแก้ปัญหาจราจรตรงบริเวณสามแยกนครราชสีมา ด้วยการ ก่อสร้างทางลอดจะช่วยลดอุบัติเหตุนั้น ผมขอย้อนถามว่า บริเวณนี้เกิดอุบัติเหตุมากน้อยแค่ไหน ผมใช้ชีวิตอยู่โคราชมานาน ไม่บ่อยนักที่จะพบเห็นอุบัติเหตุตรงบริเวณแยกนครราชสีมา นอกจากนี้ยังมีความคิดเห็นด้วยว่า หากก่อสร้างทางลอดแล้ว จราจรจะไม่หนาแน่นในบริเวณสัญญาณไฟแดงแยกสำโรงจันทร์ ที่จะมุ่งหน้าไปเดอะ มอลล์ เนื่องจากจะมีการปรับสัญญาณไฟแดงให้สอดคล้องกับรถที่วิ่งมาจากทางลอด ถามว่าแล้วเหตุใดจึงไม่ปรับสัญญาณไฟจราจรให้สอดคล้องกันทั้งเมือง ขณะที่ปัจจุบันยังไม่ได้ดำเนินการก่อสร้างทางลอด
ส่วนที่มีการโจมตีว่า คณะทำงานผู้ที่ คัดค้านโครงการก่อสร้างทางลอดฯ ส่วนใหญ่เป็นนักธุรกิจที่ประกอบธุรกิจอยู่ริมถนนมิตรภาพนั้น ขอชี้แจงว่า บรรดานักธุรกิจส่วนใหญ่ที่เป็นคณะทำงานฯ ไม่ได้สนใจว่าจะสามารถจอดรถได้หรือไม่ได้ หากก่อสร้างทางลอด เพราะปัจจุบันนี้กลุ่มนักธุรกิจดังกล่าว มีสถานที่จอดรถในบริเวณด้านหลังสถานประกอบการ แต่ปัญหาที่ห่วงคือ มูลค่าการก่อสร้าง ๔๐๐ ล้านบาท หรือมากกว่าจำนวนนี้ เป็นการลงทุนที่คุ้มค่าหรือไม่ แทนที่จะนำเงินจำนวนมากไปสร้างทางลอด แต่นำไปพัฒนารถบบถนน ไฟจราจร และขยายถนนเส้นอื่น น่าจะคุ้มค่ามากกว่า”
ใครจะรับผิดชอบ’ทางลอด’
ต่อข้อซักถามว่า หากประชาชนเห็นด้วยให้ก่อสร้างทางลอดจากผลการทำประชาพิจารณ์ คณะทำงานฯ จะคัดค้านต่อไปหรือไม่? นายสันติ กล่าวว่า ถ้าประชาชนในพื้นที่ส่วนใหญ่เห็นว่าดี คณะทำงานฯ ก็คงต้องยอมรับ แต่จะให้ข้อคิด เห็นไว้ว่า หากก่อสร้างแล้วไม่คุ้มค่าหรือเกิดผล กระทบ ใครจะต้องรับผิดชอบ ที่สำคัญการทำประชาพิจารณ์ในครั้งนี้สมบูรณ์แบบหรือไม่ โดย เฉพาะผู้ที่สัญจรไปมาจากต่างจังหวัด ซึ่งเป็น กลุ่มตัวอย่าง แท้จริงแล้วเขาจะทราบหรือไม่ว่า การจราจรในเมืองโคราชวิกฤติเพราะอะไร จาก ช่วงไหนถึงช่วงไหน ถ้าไม่ทราบจริงๆ การออก แบบสอบถามก็ไม่ได้ประโยชน์เท่าที่ควร แม้ผล ออกมาว่าต้องสร้างก็ตาม ตรงจุดนี้ที่ต้องมองให้ละเอียดและชัดเจน ไม่ใช่ดึงดันว่าจะสร้างและ เป็นการแก้ปัญหาจราจรที่ถูกต้อง แต่ต้องดูผล กระทบระยะยาว เพราะทางลอดไม่ได้อยู่ในแผนแม่บทของจังหวัด
เมื่อถามต่อไปอีกว่า มองอย่างไรที่บางกลุ่มบอกว่า “ทางลอด” เป็นสิ่งที่บอกถึงความเจริญของเมือง? “ก็ไปดูที่กรุงเทพฯ ถนนสายต่างๆ ที่ก่อสร้างไว้ มีตอม่อตลอดทางเป็นการสร้างความเจริญหรืออย่างไร และแม้จะอ้างตัวอย่างการก่อสร้างทางลอด เพื่อแก้ปัญหาจราจร ทั้งที่จังหวัดเชียงใหม่ และจังหวัด ขอนแก่น ต้องมองว่าสภาพจราจรแต่ละพื้นที่ไม่เหมือนกัน ผมเดินทางไปจังหวัดนครสวรรค์ และกำแพงเพชร สังเกตเห็นว่ามีลักษณะจราจรภายในเขตเมืองใกล้เคียงกับโคราช คือ ถนน ขนานกัน มีทางแยกเป็นหมากรุก แต่ปรากฏว่า รถติดค่อนข้างน้อยในเขตเมือง เพราะจัดระบบจราจรเป็นวันเวย์ และจอดวันคู่-วันคี่ ซึ่งจากที่ได้สอบถามประชาชนในพื้นที่ บอกว่าช่วงแรกๆ ก็รับไม่ได้ แต่สุดท้ายเขาก็รับได้ เพราะสามารถค้าขายได้ตามปกติ และ ทำให้จราจรไม่ติดขัด” นายสันติกล่าวทิ้งท้าย
ปีที่ ๓๔ ฉบับที่ ๑๘๔๑ วันอังคารที่ ๓๐ มิถุนายน - วันพฤหัสบดีที่ ๒ กรกฎาคม ๒๕๕๒




ความคิดเห็น (20 จำนวนโพส):
การสร้างทางลอดอาจจะทำให้เกิดจราจรติดขัดอย่างมากในตัวเมืองโคราช
ทำให้ผู้ที่ผ่านไปมาจากจังหวัดอื่น ที่จะเข้ามาทำธุระในตัวเมือง ทั้งผู้ที่อยากเข้ามาสักการะย่าโม คงไม่อยากเข้ามาเท่าใดนัก
อย่าลืมว่าโคราชมีถนนเส้นหลักเพียงเส้นเดียว คนต่างถิ่นก็จะใช้ถนนเส้นนี้กันทั้งนั้น เพราะไม่รู้ทาง
ใครจะอยากเข้ามา มาจากทางบขส.ใหม่ก็ติด มาจากทางราชภัฎจะไปกรุงเทพก็ติด มาจากหัวทะเลก็ติด แต่อาจทำให้เกิดผลดีเพราะรถอาจติดไปถึงสี่แยกประโดก เลยต้องขยายถนนที่เชื่อมบายพาส เพื่อให้รถวิ่งออกนอกเมืองได้ (อันหลังผมคิดเล่นไม่รู้ว่าถ้าสร้างแล้วรถติดขนาดนั้นจริงๆจะขยายหรือเปล่า)
เรื่องธุรกิจอาจจะตายได้ทั้งเมืองไม่ใช่แค่บริเวณที่สร้างทางลอด ยกตัวอย่างช่วงเทศกาลคนที่จะกลับกรุงเทพอยากเข้าไปไหว้ย่าโม อยากซื้อของฝากแถวนั้น ถ้ารู้ว่ามีการสร้างทางลอดรถติดมาก เขาจะเข้าไปไหม เพราะคงไปติดที่สร้างทางลอด ลามไปถึงสามแยกปัก ยกตัวอย่างปึงหงี่เชียง ถ้ารถติด คนไม่อยากเข้ามาในเมือง หรือเข้ามากว่ารถจะข้ามไปถึงเดอะมอลล์ได้คงนาน ไปซื้อเตียหงี่เฮียงดีกว่ารถไม่ติดด้วย(ขออภัยที่อ้างอิงถึง)
แต่ผมก็คิดได้สองด้านนะ ด้านดีก็มีแต่น้อยกว่า เช่น อาจทำให้ถนนบายพาสคึกคักขึ้นและเป็นถนนเศรษฐกิจใหม่ หรือมีการตัดถนนใหม่มากขึ้นเพื่อแก้ปัญหาจราจรที่เกิดขึ้น เพราะอย่าลืมว่าใช้เวลาสร้างทางลอดตั้ง 3 ปี
แต่ท้ายที่สุดในความคิดผมนะ เอางบ 400 ล้าน มาตัดถนนใหม่ในเมืองโคราชดีกว่าไหม เช่นเชื่อมมิตรภาพบริเวณชุมชนสำโรงจันทร์กับบายพาส หรือเชื่อมมิตรภาพตรงแยกโรงบาลกรุงเทพกับบายพาส คงช่วยลดปริมาณรถที่จะต้องผ่านสามแยกนี้ได้
ทั้งๆ ที่มันไม่ใช่วิธีการที่ถูกต้อง แค่นั่งมองเฉยๆ ก็รู้แล้วว่า ไอ้ที่รถมันติดๆ อยู่เพราะอะไร แต่ทำไมยังพากันดันทุรังจะสร้างให้ได้
เอาเงิน 400 ล้านบาทไปทำประโยชน์อย่างอื่นดีมั้ยครับ
เฮ้อ! เบื่อจริงๆ
คุณทนายไม่รู้เหรอคะ ว่าถนนในเขตเมืองโคราช ก็มีระบบวันคู่วันคี่ และห้ามจอดในเวลาที่กำหนด และปัจจุบัน ถนนในเขตเมือง ก็ไม่ได้ติดนรกแบบถนนมิตรภาพหรอกนะคะ ถ้าให้เอางบทำถนนเส้นอื่น ขยายถนนเส้นอื่นนี่จะไม่เดือดร้อนกันหนักไปกว่าเหรอคะ เพราะนั่นทั้งเวนคืนที่ดิน กับสิ่งปลูกสร้าง สำรวจแนวถนนใหม่หมด คือเหมือนกับว่าเป็นการปัดความเดือนร้อนไปให้พ้นๆตัวเองเลยนะคะ เพราะนี่ขนาดไม่ได้เวนคืนแม้แต่ซัก ตร.ม.เดียว แค่กระทบ เพราะค้าขายไม่สะดวก ก็ยังค้านกันขนาดนี้เลย
และคุณทนายเอง ต้องไปถามกลุ่มพ่อค้าริมถนนมิตรภาพ ผู้คัดค้านของคุณน่ะค่ะ ว่าพวกเขาเป็นหนึ่งในสาเหตุของการจราจรติดขัดหรือเปล่า และจริงหรือ ที่มีที่จอดรถหลังสถานประกอบการ เพราะรู้สึกว่า ทั้งแนวถนนมิตรภาพจะห้ามจอดช่วงเช้า 6.30-9.00 และเย็น 16.30-18.30 ค่ะ ถ้ามีที่จอดรถจริง ๆทำไมจึงจอดเต็มริมทางในเวลาที่ห้ามคะ ไม่ว่าจะเป้นรถที่มาซื้อของและติดต่อใช้บริการ หรือรถของร้านค้าเหล่านั้น ก็เห็นจอดกันเต็มทุกช่วงเวลา นี่ยังไม่รวมพวกที่โหนเอารถไปจอดซะบนทางเท้านั่นอีกนะคะ เห็นแล้วอารมณ์เสียค่ะ
พวกพ่อค้านี่ถ้าไม่คัดค้านเพราะเสียประโยชน์ในการประกอบธุรกิจ ก็ยังนึกไม่ออกนะคะว่าจะค้านเพราะอะไรและเพื่อใคร ถ้าไม่ใช้ตัวเองเป็นหลัก จะอ้างว่าสร้างแล้วคุ้มทุนหรือไม่ หรือสิ้นเปลืองเงินไร้ประโยชน์ แล้วให้สร้าง ขยายถนนอื่นแทน นี่ฟังดูออกจะน้ำหนักเบาไม่เท่าคัดค้านเพื่อตัวเองล่ะค่ะ
ผลประโยชน์เห็นๆ ครับ ไม่ตอ้งคิดไปไกล เพราะพวกนี้รู้วิธีการทำงานของราชการไทย ถ้าโครงการไหนยกเลิกไป ก้คือพับโครงการลูกเดียว เค้าไม่ได้คิดถึงใช้รถใช้ถนนหรอก และก็อย่ามาอ้างว่าคนใช้ถนนส่วนใหญ่เป็นคนต่างจังหวัด คิดว่าเค้าอ่้านหนังสือไม่ออกหรือครับ ว่าอันไหนทางเข้าเมือง อันไหนทางเลี่ยงเมือง ปัดกันไปปัดกันมา ส่วนไอ้เรื่องพิจารณาระบบจราจรของโคราชใหม่ทั้งหมด ก็ไม่ได้ต้องทำหรอกครับ เพราะ สนข เคยมาทำแล้ว เสียงบประมาณไปเยอะแล้วเหมือนกันแต่ก็ทำอะไรไม่ได้
อยากเห็นวิธีการแก้ไขปัญหาจราจรของผู้ึคัดค้านจริงๆ ว่าจะปฎิบัติจริงได้ซักกี่เปอร์เซ็นต์ ไม่ต้องตัดถนนใหม่นะ
ส่วนไอ้เรื่องขยานถนนก็อยู่ในแผนของผังเมืองรวมเมืองนม มาชาตินึงแล้ว ก็ยังทำอะไรไม่ได้ ถ้าสิ่งก็สร้างในเมืองเป็นไม้ทั้งหมดอะไรต่ออะไรคงง่ายขึ้น
น่าจะลองบอกคนพวกนี้ไปว่า ทำไมไม่ลองให้สร้างดูก่อน ถ้าแก้ปัญหาไมไ่ด้จริงค่อยกลบทางลอดแล้วเปลี่ยนมาเป็นสามแยกไฟแดงอย่างปัจจุบัน ทีสนามบิน 400 ล้านเหมือนกัน ไกลเมืองสุดลูกหูลูกตา ไม่เห็นมีใครค้านเลย แล้วตอนนี้เป็นไง ได้ใช้กันหรือเปล่า???????????? อย่าทำมาเป็นหวงงบประมาณของรัฐเลย ไม่ต้องอ้าปากก็เห็นลิ้นไก่แล้ว
น่าเสียดายนะครับ
บ้านผมอยู่แถวอู่เชิดชัย วันก่อนจะไปหาหมอที่ถนนช้างเผือก ก็ขับรถไปติดอยู่ตรงสามแยกไฟแดงบิ๊กซีนี่แหละ เกือบตายเพราะรถติด ยังคิดอยู่ว่าถ้ามีอุโมงค์ ก็คงไปได้เลย ไม่ติดอยู่บนถนนตั้ง20นาที ถ้าผมตายไป ใครจะรับผืดชอบครับ คนที่คัดค้านไม่ให้สร้างต้องตกนรกเพราะทำบาปทำกรรม ทำให้ผมตายกลางถนน.
พอเพียงที่จะย้ายไปทั้ง 30 กว่าอำเภอสบายๆ ถ้าไม่พอก็ขอฮุนเซนสักหน่อยคงจะได้
ปัจจุบัน โคราชมีเนื้อที่ประมาณ 20,494 ตารางกิโลเมตร แบ่งการปกครองออกเป็น 32 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมืองนครราชสีมา ปากช่อง สีคิ้ว สูงเนิน ขามทะเลสอ ด่านขุนทด โนนไทย โนนสูง ขามสะแกแสง พิมาย คงโนนแดง ประทาย ชุมพวง บัวใหญ่ แก้งสนามนาง บ้านเหลื่อม จักราช ห้วยแถลง ปักธงชัย โชคชัย ครบุรี เสิงสาง หนองบุนนาก วังน้ำเขียว เฉลิมพระเกียรติ เมืองยาง เทพารักษ์ ลำทะเมนชัย พระทองคำ บัวลาย และสีดา
แล้วเราก็สร้างถนนขนาด 100 เลนเหมือนประเทศจีน สร้างรถไฟหัวกระสุน วิ่ง 500 กม/ชม ให้เยี่ยมกว่าที่จำปาในอดีต ปัจจุบันคือเวียตนาม จีนเรียกว่าอันนาน หรืออังนั้ม สร้างหอคอยสูงสัก1,050 ฟิต หรือ320.04 เมตรเท่าหอไอเฟล สร้างแบบโรมาเนสก์ เหมือน Tower of London ก็ได้
เอางี้ดีกว่า ใครทราบว่า อนุสาวรีย์ย่าของเราสร้างปี พ.ศ.อะไร ? ใครสร้าง ? สูงกี่เมตร ? โม แปลว่าอะไร ? รบกับเจ้าอนุวงศ์ปีไหน? ท่านเสียชีวิตปีไหน? อายุเท่าไหร่? ช่วยตอบให้สมกับที่เป็นลูกหลานย่าโมหน่อยครับ แล้วค่อยไปทะเลาะกันต่อ ที่ถามยังงี้เพราะเห็นคนที่ทะเลาะกันวุ่น ไม่ใช่คนที่เกิดโคราชสักคน.
ในหลวงและราชินีเสด็จมาวางมาลาย่าโมรวม2ครั้ง ครั้งแรกเมื่อพ.ศ.2498 (อนุสาวรีย์แห่งแรก)ในการเสด็จประพาสภาคอีสาน และประทับแรมในค่ายสุรนารี จากนั้นได้เสด็จไปที่พิมายและไทรงามด้วยเดะ
ครั้งที่สองเมื่อ พ.ศ. 2524 คือเมื่อวันที่ 5 เมษายน เวลา 14.00 น. หลังจากกบฎมนูญยึดอำนาจรัฐบาลเปรมไม่สำเร็จต้องยอมแพ้ระหว่าง1-3เมษายน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ซึ่งแปรพระราชฐานมาประทับที่บ้านพลเอกเปรม หน้าบชร.2 ตามที่ได้รับคำถวายว่าเพื่อความปลอดภัยและชัยชนะของรัฐบาล
ทั้งสองพระองค์ได้เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี (สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชเสด็จกลับไปก่อนแล้ว)ทั้งสองพระองค์ทรงวางพวงมาลา ณ อนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี ท่ามกลางพสกนิกร ที่เข้าเฝ้าถวายความจงรักภักดีอย่างเนื่องแน่น ในบ่ายวันนั้นนั่นแหละ..จำได้ไม๊ล่ะ?
อนุสาวรีย์ย่าของเราสร้างเสร็จปี พ.ศ.2477 ครับ.
อาจารย์ศิลป์ พีระศรี เป็นผู้สร้างครับ.
สูง 1.85 เมตร
โม มาจากคำโคราช โม้ แปลว่า ใหญ่
รบกับ เจ้าอนุวงศ์ปี 2369
พระนั่งเกล้า ร.3 พระราชทานชื่อ ท้าวสุรนารี
ท่านถึงแก่กรรม ปี 2395 ก่อน ร.5 สมภพ 1 ปี
มีอายุ 81 ปี
ร.5สวรรคตเมื่อ 23 ตุลา 2453 ปีหน้า 2553 ครบ 100 ปีครับ.
และนายวัฒนา ก็เป็นผู้ที่อยู่เบื้องหลังการจัดหาที่ดินคลองด่านขาย ซึ่งจุดนี้ทำให้นายวัฒนา ถูกศาลพิพากษาโทษจำคุก 10 ปี เพราะเป็นเจ้าพนักงานใช้ตำแหน่งโดยมิชอบข่มขืนใจ หรือจูงใจเพื่อให้เจ้าหน้าที่กรมที่ดินมอบให้ หรือหามาซึ่งทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นแก่ตนเอง หรือผู้อื่น และใช้ให้ผู้อื่นกระทำความผิดต่อกฎหมายโดยทุจริต
ได้ยินมาแบบนี้ครับ
โพสแสดงความเห็นของคุณ