หน้าแรก | ข่าวหน้าหนึ่ง | ศาลอุทธรณ์สั่งทางหลวง ชดเชยกว่า ๒ ล้าน หลังสามพ่อลูกฟ้องนาน ๗ ปี

ศาลอุทธรณ์สั่งทางหลวง ชดเชยกว่า ๒ ล้าน หลังสามพ่อลูกฟ้องนาน ๗ ปี

image นายวิวุฒิ มณีนิล(ขวา) ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจ.บุรีรัมย์ และนายพลกฤต เนาว์ประโคน(ชุดสากล) ประธานสภาทนายความจังหวัดบุรีรัมย์ ร่วมมอบเช็คเงินสดจำนวน ๒,๐๘๕,๘๓๓ บาท ให้กับนายสุนันท์ สืบสิงห์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้กรม ทางหลวงชนบทชดใช้ค่าเสีย หาย ๒ ล้านกว่าบาท ให้ ๓ พ่อ- ลูก หลังยื่นฟ้องประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้ภริยาเสียชีวิต สู้คดีมานาน ๗ ปี ขณะที่ตัวเองพิการเดินไม่ได้ ชี้เป็นคดีตัวอย่างที่ประชาชนฟ้องเรียกค่าเสียหายจากหน่วยงานรัฐชนะคดี ส่วน ใหญ่จะถูกหน่วยงานรัฐฟ้องเรียกค่าเสียหายมากกว่า

เมื่อเวลา ๑๑.๑๑ น.วันที่ ๒๖ มิถุนายน ๒๕๕๒ นายวิวุฒิ มณีนิล ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจ.บุรีรัมย์ และนายพลกฤต เนาว์ประโคน ประธานสภาทนายความจังหวัดบุรีรัมย์ เป็นตัวแทนมอบเช็คเงินสดจำนวน ๒,๐๘๕,๘๓๓ บาท ให้กับนายสุนันท์ สืบสิงห์ อายุ ๔๖ ปี อยู่บ้านเลขที่ ๓ หมู่ ๑๓ ต.นิคม อ.สตึก จ.บุรีรัมย์ ภายหลังศาลอุทธรณ์ภาค ๓ มีคำพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น ให้กรมทางหลวงชนบท ชดใช้ค่าเสียหายให้กับนายสุนันท์ สืบสิงห์ และบุตร ๒ คน กรณีกรมทางหลวงชนบทกระทำโดยประมาท ไม่ซ่อมแซมถนนสาย บ้านหนองตาด-บ้านดงเย็น หมู่ ที่ ๔ ต.โนนขวาง อ.บ้านด่าน จ.บุรีรัมย์ ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของกรมทางหลวงชนบท
 

ทั้งนี้สืบเนื่องจากเมื่อวันที่  ๒๑ พฤศจิกายน ๒๕๔๖ นายสุนันท์ สืบสิงห์ ด.ญ.สุมาตรา สืบสิงห์ และด.ญ.สุมัสสา สืบสิงห์ บุตรสาว ได้เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องกรมทางหลวงชนบท ในข้อหาละเมิด เรียกค่าเสียหาย เป็นคดีแพ่ง หมายเลขดำที่  ๒๗๑๑/๒๕๔๖ โดยคำฟ้องระบุว่า เมื่อวันที่ ๒๘ พฤศจิกายน ๒๕๔๖ เวลาประมาณ ๑๙.๐๐ น. นายสุนันท์ ได้ขี่รถจักรยานยนต์ หมายเลขทะเบียน ธ -๕๘๒๐ บุรีรัมย์ โดยมีนางสติม ภริยา ซ้อนท้ายไปตามถนนสายบ้านกระทุ่ม-อ.คูเมือง จากบ้านหนองตาด ต.ตูมใหญ่ อ.คูเมือง มุ่งหน้าไปตามถนนทางบ้านกระทุ่ม ขณะขับรถจักรยานยนต์ไปถึงบ้านดงเย็น ต.โนนขวาง อ.บ้านด่าน จ.บุรีรัมย์ ปรากฏว่า ถนนเส้นดังกล่าวชำรุด ขาดการซ่อมแซม ซึ่งเป็นความประมาทของกรมทางหลวงชนบท จนทำให้รถจักรยานยนต์ตกลงไปในช่องถนนขาด เป็นเหตุให้นางสติม ภริยา เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ ส่วนนายสุนันท์ ได้รับบาดเจ็บสาหัส หลังพิการเป็นอัมพาตจนถึงปัจจุบัน
 

ต่อมานายสุนันท์ พร้อมลูกสาวทั้ง ๒ คน ได้เข้าร้องเรียนขอความช่วยเหลือจากสภาทนายความจังหวัดบุรีรัมย์ โดยสภาทนายความบุรีรัมย์ มอบหมายให้นายพลกฤต เนาว์ประโคน เป็นทนายความยื่นฟ้องกรมทางหลวงชนบท ต่อศาลจังหวัดบุรีรัมย์ เมื่อวันที่ ๒๑ พฤศจิกายน ๒๕๔๖ โดยฟ้องเป็นคดีอนาถา ศาลจังหวัดบุรีรัมย์ ได้มีคำพิพากษาเป็นคดีแพ่ง หมายเลขแดงที่ ๕๘๕/๒๕๔๘ เมื่อวันที่ ๓๐ มีนาคม ๒๕๔๘ ตัดสินให้กรมทางหลวงชนบทชดใช้ค่าเสียหายให้กับนายสุนันท์ และบุตรสาว ๒ คน เป็นเงินจำนวน ๑,๕๐๕,๑๔๗ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของเงินต้น ๑,๔๐๘,๓๒๕ บาท
 ต่อมากรมทางหลวงชนบท ได้ยื่นอุทธรณ์ เมื่อวันที่ ๒๗ พฤษภาคม ๒๕๔๘ และศาลอุทธรณ์ ได้มีคำพิพากษา เมื่อวันที่ ๑๖ ตุลาคม ๒๕๕๑ ตัดสินยืนตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ให้กรมทางหลวงชดใช้ค่าเสียหายให้กับนายสุนันท์ และบุตร เป็นจำนวนเงินพร้อมดอกเบี้ย ทั้งสิ้น ๒,๐๘๕,๘๓๓ บาท โดยศาลจังหวัดบุรีรัมย์ ได้อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ เมื่อวันที่ ๑๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๒
 นายพลกฤต เนาว์ประโคน ประธานสภาทนายความจังหวัดบุรีรัมย์ และเป็นทนายความที่รับผิดชอบคดีนี้ กล่าวว่า คดีนี้เป็นคดีตัวอย่างสำหรับหน่วยงานของรัฐ ที่ปล่อยปละละเลยหน้าที่ เป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับความเสียหายทั้งชีวิตและทรัพย์สิน ทำให้รัฐต้องสูญเสียงบประมาณโดยใช่เหตุ ถือเป็นอีกคดีหนึ่งที่น่าสนใจที่ประชาชนยื่นฟ้องหน่วยงานของรัฐ และศาลตัดสินให้ชนะคดี
 

นายพลกฤต ยังระบุด้วยว่า เป็นที่น่าสังเกตว่า หลังเกิดเหตุพนักงานสอบสวนได้รวบรวมพยานหลักฐานและตั้งข้อหานายสุนันท์ สืบสิงห์ ขับรถโดยประมาททำให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายและทำให้ทรัพย์สินของผู้อื่นเสียหาย เพียงเพื่อให้ได้รับเงินประกันตามกฎหมายคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถกว่า ๔๐,๐๐๐ บาทเท่านั้น โดยให้มารดาของนางสติม เป็นผู้มาเซ็นยอมว่าไม่ติดใจเอาเรื่องกับนายสุนันท์ สามีนางสติม ทั้งที่ข้อเท็จจริงเป็นความประมาทเลินเล่อของกรมทางหลวงชนบท
 ด้านนายสุนันท์ กล่าวด้วยความปลาบปลื้มทั้งน้ำตาว่า หลังจากพนักงานสอบสวนกล่าวหาเป็นผู้กระทำความผิดทำให้ภริยาเสียชีวิต ต่อมาศาลได้พิพากษาให้ชนะคดี และชดใช้ค่าเสียหายให้กับตนและบุตรสาวทั้งสอง ต้องขอขอบคุณ    สภาทนายความจังหวัดบุรีรัมย์ ที่ช่วยต่อสู้คดีมาถึง ๗ ปี โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายใดๆ รู้สึกซาบซึ้งและจะไม่มีวันลืม ถึงแม้จะไม่ลืมเหตุการณ์วันที่สูญเสียภริยา และเป็นช่วงเวลาที่เลวร้ายที่สุดในชีวิต ซึ่งตนเองต้องพิการเป็นอัมพาต ขาทั้งสองข้างเดินไม่ได้ ไม่สามารถทำงานเลี้ยงบุตรทั้งสองคนได้ ทำให้ต้องไปยืมเงินจากญาติพี่น้อง และกู้เงินเป็นหนี้สินร่วม ๒๐๐,๐๐๐ บาท เพื่อมาเป็นค่าเล่าเรียนบุตร และค่าใช้จ่ายในครอบครัว ซึ่งลำบากมาก
 

นายสุนันท์ กล่าวอีกว่า ส่วนเงินที่ได้นี้ จะนำไปชดใช้หนี้สินที่ยืมมารักษาตัวและส่งลูกสาวทั้งสองเรียนหนังสือมาตลอดช่วง ๗ ปี ที่เหลือก็จะเก็บไว้เป็นทุนให้ลูกสาวทั้งสองเรียนหนังสือจนกว่าจะจบการศึกษา เพราะตนไม่สามารถประกอบอาชีพได้เหมือนก่อน
 นายวิวุฒิ มณีนิล ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดบุรีรัมย์ กล่าวว่า คดีในกรณีเดียวกันนี้เกิดขึ้นบ่อยครั้ง แต่มีประชาชนมาฟ้องร้องต่อศาลน้อยมาก ประกอบกับประชาชนไม่รู้ว่าตนเองจะสามารถฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายต่อหน่วยงานของรัฐได้ ที่ผ่านมาจะเป็นหน่วยงานของรัฐฟ้องประชาชนที่ทำทรัพย์สินของทางราชการเสียหายมากกว่า สำหรับคดีนี้ถือเป็นอุทาหรณ์ของคดีแพ่งที่น่าสนใจคดีหนึ่ง ที่ประชาชนฟ้องร้องชนะหน่วยงานของรัฐ
ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดบุรีรัมย์ ยังกล่าวด้วยว่า ศาลไม่ส่งเสริมให้ประชาชนหรือคู่กรณีมีการฟ้องร้องซึ่งกันและกัน ทำให้เสียเวลาและเงิน อยากให้มีการเข้ามาปรึกษาและไกล่เกลี่ย ยอมความกันที่ศาลจะเป็นทางออกที่ดีกว่า เป็นคดีความฟ้องร้องกันไม่มีที่สิ้นสุด
 ภ

ายหลังจากที่นายสุนันท์ ได้รับเช็คเงินสดและนำไปขึ้นเงินกับสถาบันการเงินที่ระบุแล้ว ได้มอบเงินจำนวน ๓๐๐,๐๐๐ บาท ให้กับสภาทนายความจังหวัดบุรีรัมย์ เพื่อเป็นกองทุนสำหรับดำเนินการช่วยเหลือผู้ยากจนที่มาร้องทุกข์ขอความเป็นธรรมกับสภาทนายความฯ ด้วย

ปีที่ ๓๔ ฉบับที่ ๑๘๔๑ วันอังคารที่ ๓๐ มิถุนายน - วันพฤหัสบดีที่ ๒ กรกฎาคม ๒๕๕๒

ความคิดเห็น (1 จำนวนโพส):

U2BONO แสดงความคิดเห็นเมื่อ ๖ กรกฎาคม ๒๕๕๒  ๑๘:๑๑ น.  
avatar
สุดยอดครับ
นับเป็นคดีตัวอย่าง
โพสแสดงความเห็นของคุณ comment
กรุณาใส่รหัสตามภาพที่เห็น:
0