8thDecember

8thDecember

8thDecember

 

September 06,2021

ภ.๓ แถลงจับกุมสามีภริยาหลอกแรงงาน หนี ๒๒ หมายจับไปเกาหลีกว่า ๑๐ ปี

เมื่อวันที่ ๖ กันยายน ๒๕๖๔ เวลา ๑๓.๐๐ น. ณ บริเวณด้านหน้าอาคารที่ทำการตำรวจภูธรภาค ๓ พล.ต.ท.ภาณุรัตน์ หลักบุญ ผู้บัญชาการตำรวจภูธร ภาค ๓ (ผบช.ภ.๓) แถลงข่าวกรณีจับกุมแก๊งฉ้อโกงแรงงานหลบหนีไปเกาหลี จำนวน ๒๒ หมายจับ ทั้งนี้ ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.ภาณุรัตน์ หลักบุญ ผบช.ภ.๓ พล.ต.ต.ภาณุ บุรณศิริ รอง ผบช.ภ.๓ พล.ต.ต.พรชัย นลวชัย ผบก.ภ.จว.นครราชสีมา พ.ต.อ.สุริยา นาคแก้ว รอง ผบก.ฯ รรท.รอง ผบก.ภ.จว.นครราชสีมา ได้สั่งการให้กองกำกับการสืบสวนตำรวจภูธรจังหวัดนครราชสีมา นาโดย พ.ต.อ.ถิรเดช จันทร์ลาด ผกก.สืบสวน ภ.จว.นครราชสีมา พ.ต.ท.พรเทพ ทุ้ยแป พ.ต.ท.มณฑล หงษ์กลาง รอง ผกก.สืบสวน ภ.จว.นครราชสีมา พ.ต.ท.วิชานนท์ บ่อพิมาย สว.กก.สืบสวน ภ.จว.นครราชสีมา

สำหรับพฤติการณ์ก่อเหตุนั้น สืบเนื่องจากในห้วงปี พ.ศ.๒๕๕๔ ต่อเนื่องถึงพ.ศ.๒๕๕๖ ได้มีเหตุคดีสำคัญเกิดขึ้นและคนร้าย ได้ก่อเหตุในลักษณะเป็นขบวนการ โดยกลุ่มผู้ต้องหาได้ร่วมกันหลอกลวงผู้เสียหายว่า สามารถจัดหางานเพื่อให้คนงานไปทางานที่ประเทศเกาหลีได้ โดยในคดีนี้ มีผู้เสียหาย หลงเชื่อและจ่ายเงินค่าตอบแทนให้จำนวนหลายราย และมีการแจ้งความดำเนินคดีกับผู้ต้องหากลุ่มนี้ ในท้องที่เกิดเหตุทั้งหมด ๗ สภ. แบ่งเป็น จ.นครราชสีมา ๕ สภ. ได้แก่ สภ.จักราช, สภ.ประทาย, สภ.ห้วยแถลง, สภ.เมืองพลับพลา, สภ.ชุมพวง และ จ.บุรีรัมย์ ๒ สภ. ได้แก่ สภ.บ้านใหม่ไชยพจน์ และสภ.ลำปลายมาศ โดยผู้เสียหายได้แจ้งความดำเนินคดีในข้อหา “ร่วมกันจัดหางานเพื่อให้คนหางานไปทางานยังต่างประเทศโดยไม่ได้รับอนุญาตจากนายทะเบียน หลอกลวงคนหางานว่าสามารถจัดหางานหรือสามารถส่งไปฝึกงานในต่างประเทศได้ และจากการหลอกลวงดังกล่าวได้ไปซึ่งทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดของผู้ถูกหลอกลวง” ซึ่งในขบวนการนี้ มีผู้ร่วมกระทำผิดด้วยกันทั้งหมด ๖ คน ซึ่งผู้ต้องหาจำนวน ๔ คน ถูกจับกุมและดำเนินคดีไปก่อนหน้านี้แล้ว ยังคงเหลือผู้ต้องหา ๒ สามีภริยา ซึ่งเป็นตัวการสำคัญในคดีนี้ยังหลบหนีมานานกว่า ๑๐ ปี คือ นายสมบุญ ดวงเกตุ และนางบุญ ดวงเกตุ สามีภริยา ซึ่งจากการตรวจสอบข้อมูล ผู้ต้องหาทั้งสองรายนี้ มีหมายจับคนละ ๑๑ หมายจับ รวม ๒๒ หมายจับ มูลค่าความเสียหายที่หลอกลวงเงินจากผู้เสียหายไป รวม ๒,๔๒๘,๐๐๐ บาท

เนื่องจากคดีนี้ เป็นคดีสำคัญที่มีลักษณะการก่อเหตุ ที่เป็นขบวนการ มีเหตุเกิดต่อเนื่องหลายท้องที่ มีผู้เสียหายจำนวนมาก และยังมีมูลค่าความเสียหายกว่า ๒.๔ ล้านบาท พล.ต.ต.พรชัย นลวชัย ผบก.ภ.จว.นครราชสีมา จึงได้สั่งการให้ พ.ต.อ.ถิรเดช จันทร์ลาด ผกก.สส.ภ.จว.นครราชสีมา เร่งรัดติดตามสืบสวนจับกุมผู้ต้องหาในคดีนี้มาดำเนินการตามกฎหมายโดยเร็ว

พ.ต.อ.ถิรเดช จันทร์ลาด ผกก.สืบสวน ภ.จว.นครราชสีมา ได้มอบหมายให้ พ.ต.ท.วิชานนท์ บ่อพิมาย หัวหน้าชุดปราบปรามอาชญากรรมพิเศษ กก.สืบสวน ภ.จว.นครราชสีมา พร้อมทีมสืบสวน ดำเนินสืบสวนจนทราบว่าในห้วงที่ผู้ต้องหาทั้งสองคนทราบว่า กำลังจะถูกออกหมายจับในคดีดังกล่าว ปรากฏว่า ผู้ต้องหาทั้งสองได้มีการไปทำหนังสือเดินทางไทย เมื่อวันที่ ๘ กรกฎาคม ๒๕๕๔ และต่อมาเมื่อวันที่ ๑๒ กรกฎาคม ๒๕๕๔ ผู้ต้องหาทั้ง ๒ คน ได้เดินทางข้ามไปยังประเทศกัมพูชา บริเวณจุดผ่านแดนถาวรบ้านคลองลึก อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว และได้เดินทางกลับเข้ามายังราชอาณาจักรไทย ในวันที่ ๑๓ กรกฎาคม ๒๕๖๔ ต่อมาในวันที่ ๑๔ กรกฎาคม ๑๕๕๔ ผู้ต้องหาได้เดินทางออกนอกประเทศ ผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ปลายทางที่ประเทศเกาหลี

ชุดสืบสวน จึงได้ดำเนินการสืบสวนทางสื่อโซเชียลต่างๆ กระทั่งทราบว่า ผู้ต้องหาสองสามีภริยานี้ ได้ไปทางานอยู่ที่ Cheongbuk-myeon, Pyeongtaek-si, Gyeonggi-do, Korea ประเทศเกาหลี จึงได้ทำหนังสือ จำก กก.สืบสวน ภ.จว.นครรำชสีมำ ถึงกองการต่างประเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ แจ้งเรื่อง ขอความอนุเคราะห์ ติดตามผู้ต้องหาหลบหนีต่างแดน จากนั้นประสานตารวจของเกาหลี ดำเนินการช่วยตรวจสอบข้อมูล กระทั่งเมื่อวันที่ ๑๐ สิงหาคม ๒๕๖๔ เจ้าหน้าที่สืบสวนตารวจเกาหลีได้ทำการจับกุมผู้ต้องหาทั้งสองไว้ได้ในข้อหา “อยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตหมดอายุ” และทางการเกาหลีจะต้องทำการสอบสวนความผิด และดำเนินการผลักดันกลับมายังประเทศไทย ต่อมาจึงได้ทำการประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจ กองการต่างประเทศ เพื่อประสานงานในการรับตัว

ล่าสุดเมื่อวันที่ ๓ กันยายน ๒๕๖๔ ชุดสืบสวนได้รับแจ้งว่า ผู้ต้องหาทั้ง ๒ คน ได้ถูกผลักดันจากประเทศเกาหลี และเดินทางกลับเข้ามาในราชอาณาจักรไทย ด้วยเอกสารการเดินทางชั่วคราว และจะถึงประเทศไทยช่วงกลางคืน จึงได้ประสานกับตำรวจตรวจคนเข้าเมืองท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และตำรวจท่องเที่ยว ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ดำเนินการจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับของศาลจังหวัดนครราชสีมา เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

นายสุวิทย์  ปูนไธสง อายุ ๕๘ ปี ชาวตำบลเมืองพลับพลา อ.ห้วยแถลง หนึ่งในผู้เสียหาย กล่าวว่า ปี ๒๕๕๓ นางลสา ศรวงศ์ ภริยาของชาวอังกฤษ ซึ่งเป็นเครือข่ายอ้างเป็นนายหน้าจัดหาแรงงานไปทำงานที่ร้านอาหารของสามีในประเทศอังกฤษ ได้เงินค่าจ้าง ๗๐,๐๐๐ บาทต่อเดือน แต่ต้องจ่ายค่าดำเนินเอกสารหลักฐานรายละ ๓ แสนบาท สัญญาปีต่อปี ตนหลงเชื่อได้จ่ายเงิน ๔ หมื่นบาทให้กับนายสมบุญ-นางบุญ สามีภริยาเป็นค่าดำเนินการเอกสารต่างๆ ทั้งสองคนเป็นเครือข่ายของนางลสาฯ ทำหน้าที่คอยตระเวนหาเหยื่อพร้อมพูดจาหว่านล้อมออกอุบาย โชคดีที่ไม่ได้จ่ายส่วนที่เหลืออีก ๑.๖ แสนบาท ขอขอบคุณเจ้าหน้าที่ตำรวจช่วยเหลือในการติดตามจับกุม

 
ด้านนายวิโรจน์ พะเนาไธสง อายุ ๕๘ ปี ชาว อ.ห้วยแถลง ผู้เสียหาย เปิดเผยว่า ตนและเพื่อนร่วมชะตากรรมเดียวกัน เป็นเพียงชาวบ้านและเกษตรกรไม่มีความรู้ในการตรวจสอบ ประกอบกับแก๊งคนร้ายได้ออกอุบายเสนอที่ดูหน้าเชื่อถือ ค่าตอบแทนต่อเดือนนั้นสูงถึง ๗ หมื่นบาท จึงหลงเชื่อ จากนั้นได้ไปกู้หนี้ยืมสินมาจ่ายค่านายหน้า เพื่อให้ได้เดินทางไปทำงานต่างประเทศ ผู้เสียหายบางรายได้จ่ายเงินไปแล้วกว่า ๒ แสนบาท แต่ยังไม่ได้เดินทางไปไหนแต่อย่างใด ก่อนรู้ตัวว่าถูกหลอกลวง


292 801