8thDecember

8thDecember

8thDecember

 

October 09,2021

ทล.ลงนามร่วมภาคเอกชน ลุยพัฒนามอเตอร์เวย์ ยกระดับการคมนาคมขนส่ง

ทางหลวงลงนามสัญญาให้เอกชนร่วมลงทุนในการดำเนินงานและบำรุงรักษามอเตอร์เวย์บางปะอิน-โคราช และบางใหญ่-กาญจนบุรี นำเทคโนโลยีระบบการเก็บค่าผ่านทาง Free Flow เพิ่มประสิทธิภาพสอดรับ คาดเปิดบริการปี ๒๕๖๖ สร้างความสะดวก รวดเร็วทันสมัย ปลอดภัยให้กับประชาชน เสริมประสิทธิภาพ การขนส่งและระบบโลจิสติกส์ สร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจของไทย 

 

นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธานในพิธีลงนามสัญญาให้เอกชนร่วมลงทุนในการดำเนินงานและบำรุงรักษา (O&M) โครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข ๖ สายบางปะอิน-นครราชสีมา (M6) และโครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข ๘๑ สายบางใหญ่-กาญจนบุรี (M81) โดยมีนายวีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม นายวิรัช พิมพะนิตย์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นางสุขสมรวย วันทนียกุล เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นายชยธรรม์ พรหมศร ปลัดกระทรวงคมนาคม นายพิศักดิ์ จิตวิริยะวศิน นายอานนท์ เหลืองบริบูรณ์, นายสรพงศ์ ไพฑูรย์พงษ์ รองปลัดกระทรวงคมนาคม นายสราวุธ ทรงศิวิไล อธิบดีกรมทางหลวง คณะผู้บริหารกระทรวงคมนาคมผู้บริหารและตัวแทนกลุ่มกิจการร่วมค้า BGSR และสื่อมวลชนเข้าร่วมงาน เมื่อวันที่ ๒๙ กันยายน ๒๕๖๔ ณ ห้องประชุมอาคารสโมสรและหอประชุม กระทรวงคมนาคม

นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม

นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า โครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข ๖ สายบางปะอิน-นครราชสีมา (M6) และโครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข ๘๑ สายบางใหญ่-กาญจนบุรี (M81) เป็น โครงการสำคัญตามแผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของไทย คณะรัฐมนตรีได้มีมติ เมื่อวันที่ ๒๒ สิงหาคม ๒๕๖๐ อนุมัติให้กระทรวงคมนาคม โดยกรมทางหลวง (ทล.) ดำเนินโครงการ ให้เอกชนร่วมลงทุนในส่วนนของการดำเนินงานและบำรุงรักษา Operation and Maintenance (O&M) ในรูปแบบ PPP Gross Cost ซึ่งที่ผ่านมากระทรวงคมนาคมได้เร่งรัดให้ ทล. ดำเนินการในขั้นตอนการประมูลคัดเลือกเอกชนร่วมลงทุนมาตามลำดับ โดยกลุ่มกิจการร่วมค้า BGSR เป็นผู้ได้การคัดเลือก ซึ่งถือเป็นการใช้รูปแบบ PPP ในการพัฒนาและบริหารจัดการระบบมอเตอร์เวย์ของ ทล. ที่เป็นโครงการแรกในรอบว่า ๒๐ ปี ซึ่งจะช่วยลดภาระการลงทุนและบุคลากรของภาครัฐได้อย่างมาก

นายสราวุธ ทรงศิวิไล อธิบดีกรมทางหลวง กล่าวเพิ่มเติมว่า โครงการนี้ถือเป็นโครงการสำคัญระหว่าง ทล. และกลุ่มกิจการร่วมค้า BGSR ซึ่งเป็นการรวมตัวของ บมจ.บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้ง (BTS) บมจ.กัลฟ์เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ (GULF) บมจ.ซิโน-ไทย เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น (STECON) และ บมจ.ราช กรุ๊ป (RATCH) โดยรายละเอียดของสัญญาแบ่งออกเป็น ๒ ระยะ ได้แก่ ระยะแรก ระยะเวลาไม่เกิน ๓ ปี กลุ่มกิจการร่วมค้า BGSR จะเป็นผู้ออกแบบและลงทุนก่อสร้างติดตั้งงานระบบและองค์ประกอบที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย การก่อสร้างด่านและติดตั้งระบบจัดเก็บค่าธรรมเนียมผ่านทางแบบไม่มีไม้กั้น M-Flow ระบบควบคุมและบริหารจัดการการจราจรอัจฉริยะ ระบบโครงการสื่อสารใยแก้วนำแสงและระบบจ่ายกระแสไฟฟ้าบนสายทาง อาคารศูนย์ควบคุมและอาคารสำนักงานต่างๆ และระยะที่ ๒ เมื่อเปิดเส้นทางให้บริการ กลุ่มกิจการร่วมค้า BGSR จะทำหน้าที่จัดเก็บค่าผ่านทาง และนำส่งรายได้ค่าผ่านทางทั้งหมดให้แก่ ทล. บริหารจัดการและควบคุมการจราจร ซึ่งรวมถึงการกู้ภัยและช่วยเหลือผู้ใช้ทางตลอด ๒๔ ชั่วโมง ตลอดจนการซ่อมบำรุงทางถนนและงานระบบทั้งหมดของโครงการเป็นระยะทาง ๓๐ ปี หลังเปิดให้บริการโดยกลุ่มกิจการร่วมค้า BGSR จะได้รับค่าตอบแทนสำหรับค่าก่อสร้างงานระบบและค่าตอบแทนสำหรับการดำเนินงานและบำรุงรักษา โดยจะต้องรักษาระดับการให้บริการให้เป็นไปตามเงื่อนไข KPI ตามที่ ทล.กำหนดไว้

ทั้งนี้ กลุ่มกิจการร่วมค้า BGSR มีความยินดีที่ได้รับความเชื่อมั่นและไว้วางใจจาก ทล. ในการร่วมพัฒนาโครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญของประเทศไทยให้มีความทันสมัยเทียบชั้นกับนานาอารยประเทศได้ โดยกลุ่ม BGSR ได้นำเทคโนโลยีระบบการจัดเก็บค่าผ่านทางแบบไม่มีไม้กั้น หรือ Free Flow มาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้กับระบบมอเตอร์เวย์เพื่อสอดรับพฤติกรรมของประชาชนในยุคดิจิทัล ช่วยลดการสัมผัสระหว่างบุคคลตามแนวทางการปฏิบัติของยุค New Normal พร้อมทั้งนำระบบบริหารจัดการจราจรอัจฉริยะ เช่น ระบบตรวจจับและแจ้งเตือนอุบัติเหตุอัตโนมัติ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ใช้อย่างกว้างขวางและเป็นที่ยอมรับในต่างประเทศ มาช่วยเพิ่มความปลอดภัยสูงสุดให้กับผู้ใช้ทาง ทั้งนี้ กลุ่ม BGSR มีความพร้อมที่จะเริ่มงานทันทีที่ตรวจรับพื้นที่ ทล. เสร็จสิ้น เพื่อให้ ทล. สามารถเปิดใช้ทั้ง ๒ เส้นทางโดยเร็วที่สุด เป็นการอำนวยความสะดวกให้กับประชาชนตามนโยบายของรัฐบาล และเป็นอีกหนึ่งเส้นทางโลจิสติกส์สายสำคัญของไทยที่เชื่อมต่อโครงข่ายคมนาคมไปยังพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และพื้นที่โซนภาค ตะวันตกและภาคใต้ เพื่อเชื่อมฐานการผลิตและการส่งออก รองรับแผนการก่อสร้างเมกะโปรเจกต์ของกระทรวงคมนาคมในอนาคต

อย่างไรก็ตาม ทล.ได้เร่งผลักดันการก่อสร้างโครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองทั้ง ๒ เส้นทางดังกล่าว ในส่วนการก่อสร้างงานโยธาและการติดตั้งงานระบบภายใต้สัญญา PPP ให้แล้วเสร็จ คาดว่าจะเปิดให้บริการได้ภายในปี ๒๕๖๖ ซึ่งโครงการดังกล่าวจะช่วยเติมเต็มโครงข่ายคมนาคมขนส่ง สร้างความสะดวก รวดเร็ว ทันสมัย ปลอดภัยให้กับประชาชนในการเดินทางสู่ภูมิภาคต่างๆ และเสริมประสิทธิภาพการขนส่งและระบบโลจิสติกส์ สร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจของไทย นำพาประเทศไปสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืนต่อไป

นสพ.โคราชคนอีสาน ปีที่ ๔๖ ฉบับที่ ๒๖๙๘ วันพุธที่ ๖ - วันอังคารที่ ๑๙ เดือนตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๖๔


28 795