14thNovember

14thNovember

14thNovember

 

December 10,2018

‘ปุระพัฒน์’ร่วมเสรีรวมไทย ยันไม่เข้ากับเผด็จการ

           อดีตส.ส.เขตพิมาย “ปุระพัฒน์ วิเศษจินดาวัฒนา” ร่วมพรรคเสรีรวมไทย ลง ส.ส.บัญชีรายชื่อ หนุน “เสรีพิศุทธ์” เป็นนายกรัฐมนตรี เป้าหมายหยุดวงจรคอร์รัปชั่น ยืนยันไม่หนุน “ลุงตู่” อ้างถ้านักการเมืองหยุดโกง ประเทศไทยพัฒนาแน่นอน

           ตามที่ เมื่อวันที่ ๑๓ พฤศจิกายน ๒๕๖๑ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส อดีต ผบ.ตร. หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย เดินทางมาที่ อำเภอบัวใหญ่ จังหวัดนครราชสีมา เพื่อเปิดที่ทำการสาขาพรรคเสรีรวมไทย ประจำภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พร้อมเข้าร่วมประชุมกับสมาชิกพรรคและ ส.ส.กว่า ๑๐๐ คน ในการประชุมครั้งนี้ นำโดย นายวัชรา ณ วังขนาย เลขาธิการพรรคเสรีรวมไทย และอดีต ส.ส.จังหวัดนครราชสีมา นอกจากนี้ มีประชาชนจากหลายจังหวัดในภาคอีสาน อาทิ จังหวัดชัยภูมิ บุรีรัมย์ สุรินทร์ และนคร ราชสีมา เดินทางเข้ามาสมัครเป็นสมาชิกพรรคการเมืองอย่างต่อเนื่อง พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส อดีต ผบ.ตร. หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย กล่าวในที่ทำการสาขาพรรคเสรีรวมไทยว่า “เราต้องการที่จะรวมประเทศ ไทยให้เป็นหนึ่งเดียว เพราะที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่าประเทศของเรายังมีปัญหาอยู่ ทำให้ทหารเข้ามาแทรกได้โดยอาศัยความชุลมุนวุ่นวาย เมื่อเข้ามาแทรกแล้วแทนที่จะทำให้บ้านเมืองสงบได้ กลายเป็นไม่สงบ เมื่อสร้างพรรคเสรีรวมไทยขึ้นจึงต้องการรวมประเทศไทยให้เป็นหนึ่งเดียว จึงเป็นที่มาของพรรคว่า พรรคเสรีรวมไทย มีเจตนาที่จะสร้างความรักความสามัคคี มี นโยบายหลายๆ อย่างด้วยกัน เพื่อขจัดทุกข์บำรุงสุขให้พี่น้องประชาชนอย่างแท้จริง ทำให้พี่น้องประชาชนมีความสุข” 

           ต่อมาเวลา ๑๖.๐๐ น. วันเดียวกัน พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย พร้อมด้วย ว่าที่ ส.ส.กรุงเทพ มหานคร และว่าที่ ส.ส.นครราชสีมา อาทิ นายวัชรา ณ วังขยาย อดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทย นายปุระพัฒน์ วิเศษจินดาวัฒน์ อดีต ส.ส. นครราชสีมา เดินทางมายังบริเวณลานอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี เพื่อทำการกราบไหว้สักการะขอพรคุณย่าโม โดยมีสมาชิกพรรคการเมือง และประชาชน รอต้อนรับและมอบดอกไม้เพื่อเป็นกำลังใจกว่า ๖๐ คน หลังกราบไหว้สักการะขอพรคุณย่าโม พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส ได้ร่วมถ่ายภาพกับประชาชน และแนะนำตัวผู้สมัคร ส.ส.ที่เดินทางมาจากทั่วประเทศ ซึ่งบรรยากาศเต็มไปด้วยความปลื้มปิติ และเปี่ยมสุขของผู้เข้าร่วม

           ล่าสุด นายปุระพัฒน์ วิเศษจินดาวัฒนา อดีตส.ส.พรรคเพื่อแผ่นดิน และผู้สมัคร ส.ส.พรรคภูมิใจไทย ย้ายมาสังกัดพรรคเสรีรวมไทย โดยเป็นว่าที่ผู้สมัครส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ ซึ่งได้รับการทาบทามจาก นายสุรเดช ยะสวัสดิ์ อดีตรองหัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดิน และส.ส.จังหวัดพะเยา ซึ่งนายปุระพัฒน์ให้สัมภาษณ์ “โคราชคนอีสาน” ถึงความเป็นมาในเรื่องนี้ว่า

เข้าร่วมเสรีรวมไทย

           “ผมเห็นว่าประเทศมีปัญหาเรื่องคอร์รัปชั่นมาก เมื่อเจอพรรคเสรีรวมไทย ที่มีอุดมการณ์เข้ามาเพิ่มปราบโกง จึงเกิดความถูกใจ เช่นถนนในชนบท ที่มีการก่อสร้างแล้วซ่อมไม่เสร็จสักที นั่นก็เป็นการคอร์รัปชั่น แต่เป็นการคอร์รัปชั่นแบบเด็กๆ แล้วรัฐบาลจากการรัฐประหาร ที่มี ม.๔๔ อยู่ในมือด้วย ไม่มีฝ่ายค้าน ไม่มีฝ่ายตรวจสอบ ดังนั้นเขาจะทำอะไรก็ได้ ครั้งเมื่อผมเป็นส.ส. เวลาพิจารณางบประมาณประจำปี ต้องใช้เวลาเป็นวันๆ ไม่ได้หลับไม่ได้นอน เพราะว่าสู้กันดุเดือดระหว่างฝ่ายค้านกับฝ่ายรัฐบาล แต่ปัจจุบันวันเดียวก็พิจารณาผ่าน ขณะนี้ผ่าน ๓ ล้านล้านบาทแล้ว เพราะไม่มีใครท้วงติง ถึงจะมีคนท้วงก็ทำพอเป็นพิธี ผมคิดว่า ถ้าประเทศไทยไม่มีการโกง ก็ไม่ต้องไปกู้เงินใครเลย ต่างประเทศเคยทำสรุปไว้ว่า ประเทศไทยมีการโกงไม่ต่ำกว่า ๙ แสนล้านบาทต่อปี แล้วนักการเมือง ๑ วาระ อยู่ได้ ๔ ปี เท่ากับโกงไปกว่า ๓.๖ ล้านล้านบาท จะเห็นได้ว่าเงินขนาดนี้สามารถนำมาทำรถไฟความเร็วสูงได้เลย เพราะใช้งบก่อสร้างเพียง ๑ แสนกว่าล้าน ดังนั้นเราไม่ต้องไปกู้ใครทั้งสิ้น หลายๆ โครงการทำได้เองทั้งนั้น และอีกสิ่งหนึ่งที่ผมมาสมัครพรรคเสรีรวมไทยเพราะว่า หัวหน้าพรรคเป็นคนที่ตงฉิน ไม่โกง ไม่รับเงินลูกน้อง อย่างเช่น เวลานายตำรวจจะเลื่อนขั้นก็ต้องจ่ายเงิน โรงพักไหนรายรับมากก็ต้องจ่ายแพง แต่สำหรับท่าน “เสรีพิศุทธ์” ท่านไม่เคยรับเงินลูกน้องเลย อยากได้ก็ต้องไปหาช่วยงานโรงพักนั้นๆ เอาเอง อีกอย่าง ท่าน “เสรีพิศุทธ์” ท่านปราบคนโกงได้ พวกที่มีบารมีทั้งหลาย อย่างเช่นกำนันเป๊าะ ดังนั้น ผมจึงชอบท่าน ประเทศไทยจะต้องมีคนแบบนี้สักคนหนึ่ง เพื่อเข้ามาดูแลบ้านเมือง เหมือนคำว่า “ไม้กันผี” คนโกงจะได้กลัวที่จะทำผิด”

“ให้เบ็ด ดีกว่าให้ปลา”

           นายปุระพัฒน์ กล่าวต่อว่า “นอกจากนี้ เรื่องบัตรคนจนผมก็ไม่ชอบนะ ไม่ใช่ไม่เห็นด้วย การที่เราจะทำให้คนจนมีเงินได้ เราต้องให้อาชีพเขา “ต้องสอนให้เขารู้จักจับปลา ไม่ใช่ให้ปลาเขาไปกิน” ยิ่งใกล้เลือกตั้ง ยิ่งแจกเงินกันมากมายตกคนละ ๒ พันบาท ทำให้ชาวบ้านเขาก็ต้องรอเอาเงินอย่างเดียว ทำแบบนี้ถือว่าไม่ถูกต้อง อย่างเมื่อก่อนประเทศเราจะมีกิจกรรมพัฒนาฝีมือ ช่วยให้ชาวบ้านรู้จักสร้างอาชีพด้วยตนเอง เช่น หน้าหนาวเราก็จะทำผ้าห่มกันเอง แต่ปัจจุบันหน่วยงานรัฐไปซื้อมาจากจีนหมดแล้ว ดังนั้นรายได้จึงไม่ตกอยู่ที่คนไทย แทนที่จะนำเงินตรงนี้มาให้ชาวบ้านทำ จะได้สร้างอาชีพแบบยั่งยืน เมื่อเกิดการรัฐประหารขึ้นจึงทำให้การสร้างอาชีพตรงนี้หายไป ซึ่งการแจกเงินคนจน ทำให้ชาวบ้านเขาเคยตัว ต่อไปก็จะคิดว่าเดี๋ยวรับก็เอาเงินมาให้ ไม่อยากทำอะไร ถึงเวลาก็รอรับเงินอย่างเดียว อีกอย่างหนึ่งที่เขาพูดกันเล่นๆ ว่า รัฐบาลนี้สอนให้คนรู้จักค้าขาย ก็คือ “ตอนแรกก็ขายผักขายปลา ต่อมาก็เริ่มขายรถขายบ้าน บางคนสุดท้ายต้องยอมขายตัวก็มี” นี่ก็คือสิ่งที่รัฐบาลทำผิดพลาด และการมีบัตรคนจน อาจจะเป็นการสร้างระบบชนชั้นขึ้นมา ทำให้บางคนถูกดูหมิ่นดูแคลนได้ ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่บ้านเมืองเราต้องแก้ไข เพียงแค่คนไทยหยุดโกง บ้านเมืองก็จะเจริญ จะทำอะไรก็ได้ ไม่ต้องไปกู้เงินจากต่างประเทศด้วยซ้ำ ของแค่ตั้งใจปราบโกงจริงๆ จังๆ กันสักทีเถอะ”

เสรีรวมไทยสู้เงินไม่ได้

           นายปุระพัฒน์ เปิดเผยว่า “ผมจะลงสมัครส.ส.ระบบบัญชีรายชื่ออันดับแรกๆ ของพรรคเสรีรวมไทย มีความมั่นใจในการลงสมัครครั้งนี้ แม้จะเป็นพรรคเล็ก และเป็นพรรคใหม่ แต่หัวหน้าพรรคมีชื่อเสียง แม้ระยะนี้การประชาสัมพันธ์ยังไม่เข้าถึงหมด เพราะว่าการสื่อสารยังไม่ถึงประชาชน โดน คสช.เบรกไว้ ไม่ให้ลงข่าวหน้า ๑ ข่าวประชาสัมพันธ์กระแสหลัก ให้แต่กระแสรองคือใช้แค่โซเชียลมีเดียต่างๆ ทำให้ไม่เข้าถึงคนรากหญ้าจริงๆ แล้วก็เวลาเลือกตั้งน้อยให้เวลาแค่ ๖๐ กว่าวัน มันก็ไม่พอที่จะกระจายได้ทั่ว การหาเสียงก็ห้ามตั้งเวทีหาเสียง กฎหมายออกมา กกต. ที่ดึงคะแนนอาศัย ส.ส. ที่แต่ละเขตไปพูดไปบอกเล่า ทุกคนเหนื่อยหมดเลย เงินท่านเสรีก็ไม่ให้ เพราะท่านเป็นคนตรง ได้เท่าไหร่ก็เอาเท่านั้น แต่ถ้าทำ ก็ให้ทำตามที่กฎหมายกำหนด ถ้าเกินนั้นก็ไม่ให้เพราะว่าไม่ถูกกฎหมาย ถ้าเราไปจับคนทำผิดกฎหมาย เราทำผิดเองก็จะมีหน้าไปจับเขา ยากเหมือนกันที่จะชนะ ผมว่าในจังหวัดนครราชสีมา ผู้สมัครพรรคเสรีรวมไทยคงได้ ๓ คนขึ้นไป รวมผมก็ ๔ คน แต่ถ้าเขาซื้อเสียงดุเดือดเราก็อาจจะแพ้เขา เพราะว่าเงินยังเป็นปัจจัยอยู่ แต่ว่ากฎหมายเลือกตั้งก็กำหนดไว้ว่าถ้าใครซื้อเสียง ทั้งผู้ให้และผู้รับก็ติดคุก ๑๐ ปี แล้วก็ยุบพรรค นับเป็นกฎหมายที่ดี จะได้เลิกซื้อเสียงกัน คนเราเวลาจ่ายเงินไปหรือใช้เงินไปก็ต้องมาถอนทุนคืน และสุดท้ายกลายเป็นการคอร์รัปชั่น เป็นวงจรตลอดไป”

โคราชแบ่งเขตมั่ว 

           นายปุระพัฒน์ กล่าวอีกว่า “ผมภาวนาให้คุณย่าโม ช่วยดูแลความผิดปกติของโคราช ให้เข้าสู่สิ่งที่ถูกต้อง เช่นการแบ่งเขตก็เอาเปรียบแล้ว แบ่งสีคิ้วเป็น ๒ เขต ตอนแรกแบ่งพิมายเป็น ๓ เขต ผมก็ไปร้อง กกต. ก็เลยแบ่งเป็น ๒ เขต พิมาย ตั้งแต่เกิดมาอยู่ในท้องพ่อท้องแม่ยังไม่มีการแบ่งเลย พิมายเป็นเมืองแม่ก็แบ่งไปให้ชุมพวง ประทาย ห้วยแถลง ก็ทำให้การจัดการพรรคต้องเปลี่ยนแปลง ทำให้จัดพรรคช้าลง นี่ทางเขาก็ไม่ต้องจัด เขาเตรียมไว้แล้ว แล้วก็ใส่กันเต็มที่เลย การเลือกตั้งก็วิปริต เพราะว่าแต่ละเขต พรรคเดียวกันคนละเบอร์ก็มี จังหวัดเดียวกัน พรรคเดียวกัน แต่คนละเบอร์ เขตก็คนละเบอร์ แล้วชาวบ้านจะไปเลือกตั้งถูกไหม การเลือกตั้งเลขเป็นร้อย เป็นแผ่นยาวเลย ไม่รู้ชาวบ้านที่ไปเลือกตั้งจะจำได้หรือว่าคนที่เขาจะเลือกตั้งเบอร์อะไร แล้วอยู่ตรงไหน ผมพูดถึงชาวบ้านที่ไม่มีความรู้มาก คนแก่ๆ เดินสะดุดอะไรไปก็ลืมแล้ว จะมีบัตรเสียมาก มีบัตรที่ไม่ตั้งใจจะกาให้ก็กาให้ จะมั่วไปหมดเลย แต่ผมก็อยากให้รัฐบาลนับคะแนนที่หน่วยนะ อย่านับรวม อย่างน้อยก็ไม่เปลี่ยนหีบได้ มีคนดูหลายพวก อย่านับรวมแบบคราวที่แล้ว ให้มานับรวมที่เดียวกัน ก็เปลี่ยนหีบระหว่างทางหมดเลย”

มุมมองการเมืองโคราช

           “โคราชต้องเปลี่ยนแปลงเยอะ โคราชขณะนี้พรรคชาติพัฒนาก็เงียบหน่อย บทบาทน้อยลง มีพรรคภูมิใจไทยเข้ามามีการเปลี่ยน แปลงเกิดขึ้น ส.ส.บางคนย้ายพรรควันสุดท้าย มีการแลกเปลี่ยนบางอย่างกัน บางคนยืดเวลาพิจารณาคดี พวกนั้นเล่นทุกทาง ก็ดีอย่างหนึ่งที่คดีทุจริตไม่มีอายุความ ถ้าพรรคเราเข้าไป “ท่านเสรี” จะพูดขึ้นมาหมด คนที่ทำความผิดทั้งหลายต้องได้รับโทษ อันนี้คือสิ่งที่เราหวังไว้ คนทำผิดก็ต้องได้รับผิด”

ไม่สนับสนุน ‘ลุงตู่’

           “ลุงตู่แกก็ดุ แกดุผู้สื่อข่าวเหมือนกับไม่ใช่คน แกมาตวาดใส่ คนเขาไม่ทำกันหรอก ยิ่งเราเป็นผู้นำ ผู้นำจะต้องมีจริยธรรม สูงกว่าบุคคลธรรมดา ผมเคยเห็นพวกไปทำบัตรประชาชนหรือบัตรอะไร สมัยผมเขาตวาดเอาตวาดเอา ก็คือพวกเสมียนพวกทำบัตร ตวาดประชาชนอย่างนู้นอย่างนี้ พอนายอำเภอลงมาบอก “เป็นไร คุณน้ามีอะไรให้ช่วยไหมครับ” คนใหญ่ต้องทำตัวเล็ก แต่พวกตัวเล็กชอบทำตัวใหญ่โต นี่แหละนิสัยคนไทย ดังนั้นต้องเลือกพรรคเสรีรวมไทยให้ท่านเสรีได้เป็นนายกรัฐมนตรี แต่มันก็เป็นไปได้ยาก ภาวนาให้เราได้ ส.ส. ตามสมควรที่จะมาทำงานเป็นรัฐบาลได้ แต่ว่ายังไงท่านเสรีก็ไม่ไปรวมกับพวกเผด็จการอยู่แล้ว”

ส่งครบ ๓๕๐ เขต

           “พรรคผมส่งครบ ๓๕๐ เขต ขอให้ประเทศไทยหยุดโกง สักปีหนึ่งก็ได้ ถ้าดีก็ให้ทั้งสมัย ๔ ปีเลย จนเหลือมากมาบานหทัยจนไม่ต้องสู้ใครเลยไม่ต้องเข้า IMF ขณะนี้เงินในคลังก็หมดแล้ว แจกๆ จนหมด แล้วมาขูดรีดประชาชนอย่างไร้สาระ อย่างน้ำประปา คนจนไม่เสียค่าน้ำ ก็บอกว่าเกินเวลาก็จะปรับ ๓๐๐ บาท ตัดมิตเตอร์ไม่ให้ใช้ แล้วคนจนจะเอาเงินที่ไหนจ่าย อย่าทำกฎหมายอะไรที่ทำให้เขาเดือดร้อน แค่เขาไม่มีเงินไปจ่ายก็เดือดร้อนอยู่แล้ว นี้จะไปเอาเขาเพิ่มอีก หาเงินให้มันถูกหลักรู้จักวิธีที่ดีที่ถูกต้องไม่ใช่ไปขูดรีดทุกอย่าง ค่าไฟฟ้าก็ขึ้น ค่าประปาก็ขึ้น สิ่งเหล่านี้เป็นของที่ทุกคนต้องใช้ เป็นหน้าที่ของรัฐที่ต้องดูแล อย่าเอาเงินไปแจกเพื่อซื้อเสียงไม่ถูกต้อง ฝากบอกช่วยกันขจัดคนโกงจากโคราชก่อนก็ได้ คนไหนโกง คนไหนซื้อเสียง ก็อย่าไปเลือก เลือกคนไม่ซื้อเสียงเลือกคนตรง ดูประวัติด้วยคนไหนคนดีคนไหนคนชั่วให้รู้ไว้ ต้องถึงเวลาสัักที ไม่อย่างนั้นคนชั่วก็เข้ามาได้ตลอด เพราะมีเงินมันโกงมาก่อนแล้ว ได้เข้ามาเป็น ส.ส.ตลอด”

           อนึ่ง นายปุระพัฒน์ วิเศษจินดาวัฒนา เกิดเมื่อวันที่ ๑๑ มีนาคม ๒๔๙๐ ปัจจุบันอายุ ๗๑ ปี ด้านการศึกษา จบปริญญาโท สาขาศิลปศาสตรมหาบัณฑิต (รัฐศาสตร์) มหาวิทยาลัยรามคำแหง, จบปริญญาตรี สาขาเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, จบมัธยมศึกษาปีที่ ๕ รร.เตรียมอุดมศึกษา พญาไท ตำแหน่งงาน ส.ส. ระบบสัดส่วน กลุ่ม ๕ พรรคเพื่อแผ่นดิน และกรรมาธิการการพาณิชย์และทรัพย์สินทางปัญญา  

           นายปุระพัฒน์ วิเศษจินดาวัฒนา เคยเป็นส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อแผ่นดิน แต่จงใจปกปิดบัญชีหนี้สินจากเงินกู้จำนวน ๓.๕ ล้านบาท เป็นการกระทำผิดบทบัญญัติรัฐธรรม นูญฯ ปี ๒๕๕๐ มาตรา ๒๖๓ และพ.ร.บ.ว่าด้วยการป้องกัน และปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๔๒ มาตรา ๑๑๙ องค์คณะผู้พิพากษา พิเคราะห์แล้วเห็นว่า นายปุระพัฒน์จงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินอันเป็นเท็จ จึงห้ามไม่ให้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง หรือตำแหน่งใดในพรรคการเมืองเป็นเวลา ๕ ปี และมีความผิดตามพ.ร.บ.ว่าด้วยป.ป.ช. ลงโทษจำคุกเป็นเวลา ๒ เดือน และปรับ ๔,๐๐๐ บาท โทษ จำคุกให้รอการลงโทษมีกำหนด ๑ ปี ซึ่งขณะนี้มีสิทธิ์ลงรับการเลือกตั้งได้แล้ว

 

 

 ปีที่ ๔๔ ฉบับที่ ๒๕๔๑ วันพฤหัสบดีที่ ๖ - วันจันทร์ที่ ๑๐ เดือนธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๖๑


896 7681