18thNovember

18thNovember

18thNovember

 

February 18,2019

โคราชเฝ้าระวังฝุ่นละออง งดจุดธูปไหว้‘ย่าโม’

          เร่งตรวจค่าฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM 2.5) วาง ๖ มาตรการลดฝุ่น รณรงค์งดจุดธูปไหว้ “ย่าโม” ด้านมทส.นำเครื่องมือทันสมัยตรวจวัด ผู้ว่าฯ จับมือตำรวจ ขนส่ง ตรวจเข้มรถควันดำ เจอจับปรับ ๕ พันบาท พ่นสีแดง “ห้ามใช้” เฝ้าระวัง ๙๘ โรงงานส่อปล่อยมลพิษ

          เมื่อวันที่ ๑๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๒ ณ บริเวณอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี จังหวัดนครราชสีมา นายวิเชียร จันทรโณทัย ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา เป็นประธานในพิธีจัดกิจกรรมรณรงค์งดจุดธูป เพื่อลดมลพิษทางอากาศ ซึ่งเป็นหนื่งใน ๖ มาตรการสําคัญ เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM 2.5) ในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา ประกอบด้วย มาตรการตรวจจับควันดํา รถยนต์โดยสาร รถบรรทุก และรถยนต์ ที่ใช้น้ำมันดีเซล มาตรการควบคุมการเผาในที่โล่ง มาตรการตรวจสอบโรงงานอุตสาหกรรมอย่างเข้มงวด มาตรการควบคุมฝุ่นละอองจากการก่อสร้างขนาดใหญ่ มาตรการเร่งคืนสภาพพื้นผิวการจราจรจากการก่อสร้าง และมาตรการรณรงค์ขอความร่วมมือลดการจุดธูปเทียน โดยมี นายวิเชียร จันทรโณทัย ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา เป็นประธานในพิธี พร้อมมอบโนบายให้ทุกภาคส่วนได้ร่วมดําเนินการทุกวิถีทางในการป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็กในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา พร้อมมอบโนบายให้ทุกภาคส่วนได้ร่วมดําเนินการทุกวิถีทางในการป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็กในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา 

มทส.นำเครื่องมือมาตรฐานตรวจวัด

          ผศ.ดร.สุดจิต ครุจิต อาจารย์ประจำสาขาวิชาวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม สำนักวิชาวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี (มทส.) หนึ่งในผู้รับผิดชอบโครงการเฝ้าระวังระดับฝุ่นขนาดเล็กกว่า ๒.๕ ไมครอน (PM 2.5) เพื่อสร้างความตระหนักรู้และความเข้าใจที่ถูกต้องให้กับประชาชนในจังหวัดนครราชสีมา ได้สาธิตการตรวจวัดคุณภาพอากาศด้วยเครื่องตรวจวัดฝุ่นละออง (PM 2.5) แบบมาตรฐาน เปิดเผยว่า “เนื่องจากพื้นที่จังหวัดนครราชสีมายังไม่มีการตรวจวัดระดับ PM 2.5 รายวัน ด้วยเครื่องมือมาตรฐานตามกฎหมายของกรมควบคุมมลพิษ แต่มีรายงานระดับของ PM 2.5 ด้วยเครื่องมือตรวจวัดแบบพกพา รวมทั้งการใช้ข้อมูลจากการตรวจวัดระยะไกลด้วยดาวเทียมของต่างประเทศ ซึ่งมีข้อจำกัดในการแปลความหมาย บ่อยครั้งที่ประชาชนใช้ข้อมูลลักษณะนี้เป็นบรรทัดฐาน ทําให้เกิดความสับสนของข่าวสารที่เกิดขึ้น  

          “มทส.เป็นสถาบันการศึกษาที่ตั้งอยู่ในจังหวัดนครราชสีมา และเป็นหน่วยงานเดียวที่มีเครื่องมือตรวจวัดมาตรฐาน มีบุคลากรที่มีประสบการณ์ในการศึกษาและตรวจวัดระดับฝุ่นละออง (PM 2.5) จึงได้เข้ามามีส่วนร่วมกับจังหวัดนครราชสีมาในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว และนําความรู้และทรัพยากรที่มีอยู่ไปใช้ให้เกิดประโยชน์กับสังคมส่วนรวมอย่างเต็มที่ โดยดำเนินโครงการเฝ้าระวังระดับฝุ่นขนาดเล็กกว่า ๒.๕ ไมครอน (PM 2.5) เพื่อสร้างความตระหนักรู้และความเข้าใจที่ถูกต้องให้กับประชาชนในจังหวัดนครราชสีมา แบ่งการดำเนินการออกเป็น ๒ ส่วน คือ ๑) นําเครื่องมือมาตรฐานในการตรวจวัดระดับ PM 2.5 ของมหาวิทยาลัย ไปตรวจวัดในพื้นที่เฝ้าระวังของจังหวัดนครราชสีมา เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ถูกต้อง โดยจะทํางานร่วมกับสํานักงานสิ่งแวดล้อมภาคที่ 11 และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของจังหวัด และ ๒) พัฒนาเครื่องมือตรวจวัดระดับ PM 2.5 แบบ Real Time โดยใช้เซนเซอร์แบบการกระเจิงแสง แล้วนำไปตรวจสอบความถูกต้องและความน่าเชื่อถือร่วมกับเครื่องมือตรวจวัดมาตรฐานของมหาวิทยาลัย ก่อนนำไปขยายผลในการตรวจวัดให้ครอบคลุมพื้นที่จังหวัดนครราชสีมาต่อไป เพื่อให้ประชาชนในจังหวัดนครราชสีมาได้ตระหนักถึงปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM 2.5) อย่างถูกต้อง ป้องกันตนเองได้อย่างเหมาะสม และร่วมกันลดปริมาณมลพิษให้ลดน้อยลง” ผศ.ดร.สุดจิต กล่าว 

ตรวจจับรถควันดำ

          ทั้งนี้ เมื่อวันที่ ๑๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๒ เวลา ๑๑.๐๐ น. ที่บริเวณถนนมิตรภาพเลี่ยงเมือง บายพาส-จอหอ หน้าศาลปกครองนครราชสีมา นายวิเชียร จันทร โณทัย ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา พร้อมด้วย พล.ต.ต. วัชรินทร์ บุญคง ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครราชสีมา นายวิสูตร ชัชวาลวงศ์ นายอำเภอเมืองนครราชสีมา นายสุทธิพงษ์ เตชะภูสิทธิพงศ์ ผู้ตรวจราชการกรมการขนส่งทางบกรักษาราชการแทนขนส่งจังหวัดนครราชสีมา และนายพรเชษฐ์ แสงทอง หัวหน้าสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดนครราชสีมา เดินทางไปตรวจเยี่ยม “จุดตรวจควันดำ ตามนโยบายลดฝุ่นละอองขนาดเล็กกว่า ๒.๕ ไมครอน (PM 2.5)” ซึ่งเป็นความร่วมมือกันระหว่างสำนักงานขนส่งจังหวัดนครราชสีมา และตำรวจภูธรจังหวัดนครราชสีมา เพื่อตรวจรถยนต์ รถบรรทุก และรถรับจ้างสาธารณะไม่ประจำทาง ซึ่งควันจากท่อไอเสียเป็นอีกสาเหตุสำคัญของปัญหามลภาวะจากฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 และ PM 10 

          นายวิเชียร จันทรโณทัย  กล่าวว่า จากการหารือพูดคุยกับทางผู้บังคับการตำรวจฯ ขนส่งจังหวัดฯ และสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแแวดล้อมฯ พื้นที่จังหวัดฯ มีการตรวจวัดฝุ่นละอองในอากาศ PM 2.5 จากภาคเอกชน พบว่ามีบางจุดในพื้นที่ของจังหวัดนครราชสีมา อาจมีค่าเกินกว่าที่กำหนด ซึ่งเรื่องดังกล่าวทางจังหวัดมีการแก้ไขปัญหาสาเหตุของการเกิดฝุ่นละอองในอากาศ เช่น การจราจรบนท้องถนน โครงการก่อสร้าง โรงงานอุตสาหกรรม รวมทั้งเรื่องการทำเกษตรกรรม โดยเฉพาะชาวไร่อ้อย ขณะนี้มีการกำชับให้สถานีตำรวจทุกแห่งเข้มงวดการตรวจตรานาข้าวและไร่ข้าวโพ้ดของเกษตรกร ถ้าพบมีการเผาให้แจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อเรียกตัวมาสอบสวนจะได้เกิดการเกรงกลัว ซึ่งโรงงานน้ำตาลมีการตัดราคาอ้อยลงตันละ ๓๐ บาท สำหรับอ้อยที่ไหม้ไฟ และขณะนี้ให้ทางเกษตรตำบลลงไปชี้แจงกับประชาชนตามนาข้าวต่างๆ ไม่ให้เผาไร่ เผาตอซังข้าว ซึ่งก่อให้เกิดมลพิษฝุ่น PM 2.5 สะสมในอากาศ 

สั่งป้องกันพื้นที่ก่อสร้าง

          “ส่วนเรื่องของโครงการก่อสร้างต่างๆ ในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมาให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าไปดูแลอย่างใกล้ชิดมีการสั่งฉีดน้ำ เพื่อคลุมพื้นที่ก่อสร้างไม่ให้ฝุ่นกระจายตัวออกมา ส่วนโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งมีการตรวจสอบพบว่า มีจำนวน ๙๘ โรงงานในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา ที่อาจเป็นสาเหตุของการเกิดฝุ่นละอองในอากาศ  ก็ได้มีการส่งเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องออกไปดำเนินการตรวจสอบแล้ว พร้อมทั้งมีการประเมินเพื่อมีการตรวจสอบอีกครั้ง ภายในวันที่ ๒๐ กุมภาพันธ์นี้” นายวิเชียร กล่าว

          นายวิเชียร กล่าวอีกว่า สำหรับมาตรการสำคัญคือการตรวจวัดควันดำ เพื่อจับกุมรถยนต์ผิดกฎหมาย ซึ่งดำเนินการมาตั้งแต่วันที่ ๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๒ โดยทางขนส่งจังหวัดนครราชสีมา ที่ผ่านมามีการตรวจวัดค่าควันดำประมาณ ๔๐ กว่าคัน มีการพบรถยนต์ควันดำ และเสียค่าปรับรายละ ๕,๐๐๐ บาท พร้อมกับพ่นกระจกหน้ารถว่า “ห้ามใช้” ๕ คัน เพราะฉะนั้นเกือบร้อยละ ๑๐ ที่เจอ สำหรับการลงพื้นที่วันที่ ๑๒ กุมภาพันธ์นี้ จากการตรวจสอบรถยนต์ประมาณ ๑๐ คัน พบรถที่มีควันดำเกินมาตรฐานและสั่งห้ามใช้งานไป ๑ คัน หลังจากนี้จะสุ่มตรวจแบบนี้ไปเรื่อยๆ ทั้งในเขตอำเภอเมือง และในเขตต่างอำเภอ เพื่อรณรงค์ไม่ให้มีรถควันดำมาวิ่งอยู่บนท้องถนน

ขนส่งเข้มงวด ‘ห้ามใช้’ รถ

          นายสุทธิพงษ์ เตชะภูสิทธิพงศ์ กล่าวว่า ปัญหาค่าฝุ่นละออง PM 2.5 เริ่มขยายวงกว้างไปยังจังหวัดอื่นๆ ทำให้กรมขนส่งทางบกเร่งดำเนินการตรวจวัดค่าควันดำของรถยนต์ในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยลดปัญหารถที่ก่อให้เกิดควันดำเกินค่ากว่าที่กฎหมายกำหนด ซึ่งจากการลงพื้นที่ตรวจวัดควันดำตั้งแต่วันที่ ๑๑ กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา พบว่ามีรถที่ก่อให้เกิดควันดำเกินค่าที่กฎหมายกำหนดจำนวนมาก ส่วนใหญ่จะเป็นรถบรรทุก และรถกระบะ ซึ่งช่วงแรกที่ตรวจพบรถที่มีควันดำเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด จะทำการปรับไม่เกิน ๕,๐๐๐ บาท พร้อมกับพ่นสเปรย์สีแดงข้อความ “ห้ามใช้” ที่กระจกหน้ารถ เพื่อห้ามไม่ให้ใช้วิ่งบนถนนสารธารณะ เพื่อให้เจ้าของรถหรือผู้ประกอบการเจ้าของรถ นำรถยนต์มาตรวจสภาพกับสำนักงานขนส่งฯ และทำการแก้ปัญหาควันดำเสียก่อนจึงจะลบข้อความให้สามารถนำไปใช้ได้ แต่ถ้ามีการนำรถไปลบข้อความเอง ก็จะมีโทษปรับสูงสุดไม่เกิน ๕๐,๐๐๐ บาทต่อไป

 

 

 ปีที่ ๔๔ ฉบับที่ ๒๕๕๕ วันเสาร์ที่ ๑๖ - วันพุธที่ ๒๐ เดือนกุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๖๒

 

958 7767