22ndOctober

22ndOctober

22ndOctober

 

February 25,2019

ผู้ตรวจการลงพื้นที่พิมาย กาวใจราษฎร-กรมศิลป์ ชุมชนเคียงคู่โบราณสถาน

          ผู้ตรวจการแผ่นดิน รับเป็นกาวใจประสาน กรมศิลปากรกับประชาชน หลังรับผลกระทบการประกาศเขตพื้นที่โบราณสถานพิมาย ทับซ้อนที่ดินกว่า ๒,๖๐๐ ไร่ รองอธิบดียันไม่ลิดรอนสิทธิ หรือเวนคืน ประชาชนยังมีสิทธิ์ตามโฉนด ๑๐๐% ด้านผู้ตรวจการฯ เตรียมผลักดัน ‘พิมายโมเดล’ ชุมชนเคียงคู่โบราณสถาน 

          ตามที่ กรมศิลปากรจัดทำบัญชีโบราณสถาน และประกาศชื่อโบราณสถานเมืองพิมาย ในราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๕๓ ตอนที่ ๓๔ วันที่ ๒๗ กันยายน ๒๔๗๙ เพื่อกำหนดจำนวนโบราณสถานสำหรับชาติ ซึ่งพระราชบัญญัติโบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ๒๕๐๔ แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๓๕ มาตรา ๘ กำหนดไว้ว่า บรรดาโบราณสถาน ซึ่งอธิบดีกรมศิลปากรจัดทำบัญชีและประกาศในราชกิจจานุเบกษาตามกฎหมายว่าด้วยโบราณสถาน ศิลปวัตถุ โบราณวัตถุและการพิพิธภัณฑ์แห่งชาติแล้วก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้ถือว่าเป็นโบราณสถานที่ได้ขึ้นทะเบียนแล้วตามพระราชบัญญัตินี้ด้วย

          การขึ้นทะเบียนโบราณสถานเป็นหลักการสำคัญประการหนึ่งในการควบคุมดูแลโบราณสถานไม่ให้ถูกทำลายหรือทำให้เสื่อมค่า ทั้งนี้ พระราชบัญญัติโบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ๒๕๐๔ แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๓๕ มาตรา ๗ ให้อธิบดีกรมศิลปากรมีอำนาจประกาศในราชกิจจานุเบกษาขึ้นทะเบียนโบราณสถานใดๆ ตามที่อธิบดีเห็นสมควรได้และให้มีอำนาจกำหนดเขตที่ดินตามที่เห็นสมควรเป็นเขตของโบราณสถาน โดยให้ถือว่าเป็นโบราณสถานด้วย  ในขั้นตอนการดำเนินการกรมศิลปากรได้มีการประชุมและศึกษาแนวทางในการดำเนินงานมาตั้งแต่ปี ๒๕๕๐ และได้ทำหนังสือกรมศิลปากรที่ วธ ๐๔๐๓/๔๒๐๖ ลงวันที่ ๑๖ กันยายน ๒๕๕๙ เรื่อง การกำหนดเขตที่ดินโบราณสถานเมืองพิมายแจ้งเจ้าของหรือผู้ครอบครองที่ดินในเขตที่ดินโบราณสถานเมืองพิมาย จำนวน ๑,๖๖๕ ราย เพื่อแจ้งให้ทราบถึงการเตรียมการประกาศกำหนดเขตที่ดินโบราณสถานเมืองพิมาย โดยอาศัยอำนาจตามมาตรา ๗ แห่ง พ.ร.บ.โบราณสถานพื้นที่ประมาณ ๒,๖๕๘ ไร่ ๒๕ ตารางวา ซึ่งหากเจ้าของหรือผู้ครอบครองที่ดินไม่เห็นด้วยหรือมีข้อโต้แย้งประการใด ให้แจ้งมายังกรมศิลปากรภายใน ๓๐ วันนับแต่วันที่กรมศิลปากรแจ้งให้ทราบ

ผู้ตรวจการฯ ลงพื้นที่คลายปมปัญหา

          เมื่อวันที่ ๒๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๒ เวลา ๑๔.๐๐ น. ที่พิพิธภัณฑสภานแห่งชาติพิมาย อำเภอพิมาย จังหวัดนครราชสีมา นายสมศักดิ์ สุวรรณสุจริต ผู้ตรวจการแผ่นดิน (อดีตรองผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา) เป็นประธาน พร้อมด้วยนางปิยะฉัตร อินสว่าง รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา, นายพนมบุตร จันทรโชติ รองอธิบดีกรมศิลปากร, นายเลิศพันธุ์ สินบรรเลงเสนาะ นายอำเภอพิมาย,  นายจารึก วิไลแก้ว ผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ ๑๐ นครราชสีมา, พ.ต.อ. เอนก ศรีกิจรัตน์ ผู้บังคับการสถานีตำรวจภูธรอำเภอพิมาย, นายดนัย ตั้งเจิดจ้า นายกเทศมนตรีตำบลพิมาย ตลอดจนเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดนครราชสีมา โยธาธิการและผังเมืองจังหวัดนครราชสีมา และตัวแทนประชาชนชาวพิมายที่ได้รับผลกระทบ จากกรณีกรมศิลปากรประกาศเขตพื้นที่โบราณสถานทับที่ดินและที่อยู่อาศัยของประชาชนในเขตอำเภอพิมาย เข้าประชุมร่วมกัน เพื่อรับฟังปัญหารวมถึงอออกตรวจพื้นที่ เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาร่วมกับส่วนราชการระดับจังหวัด และเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงและเร่งรัดแก้ไขปัญหา

          โดยกรมศิลปากรกำหนดเขตพื้นที่โบราณสถานเมืองพิมาย ทับซ้อนกับที่ดินของชุมชนชาวอำเภอพิมายมากถึง ๒,๖๕๘ ไร่ ๒๕ ตารางวา ทำให้มีประชาชนรับผลกระทบมากกว่า ๑,๖๐๐ ราย ทั้งเรื่องที่อยู่อาศัย ที่ทำมาหากิน ทั้งที่มีโฉนดเอกสารสิทธิ์ในที่ดินโดยชอบตามกฎหมายในพื้นที่บริเวณดังกล่าว ที่ผ่านมาประชาชนแจ้งว่า การกำหนดเขตโบราณสถานดังกล่าวยังไม่มีการรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนในพื้นที่ ซึ่งอาจเป็นการไม่ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.๒๕๖๐ มาตรา ๕๘ ทำให้ประชาชนในชุมชนเมืองพิมายได้รับความเดือดร้อน

นายกเทศมนตรีฯ อยากให้เริ่มต้นกันใหม่

          นายดนัย ตั้งเจิดจ้า นายกเทศมนตรีตำบลพิมาย กล่าวว่า ในฐานะที่ตนเป็นตัวแทนประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการกำหนดเขตโบราณสถานฯ ที่ผ่านมาตั้งแต่ปี ๒๕๕๙ ประชาชนที่รับผลกระทบก็รู้สึกวิตกกังวลว่า ตัวเองจะได้รับผลกระทบด้านใดบ้าง ยังคงครองความเป็นเจ้าของพื้นที่ตามเอกสารโฉนด ๑๐๐% หรือไม่ รวมถึงประชาชนบางส่วนโดนแจ้งข้อหาบุกรุก ซึ่งทั้งหมดเกิดจากความไม่เข้าใจกัน เกิดจากการสื่อสารที่ไม่ชัดเจน มาวันนี้จึงอยากให้มีการทำประชาพิจารณ์อีกครั้ง ถอยหลังไปเริ่มต้นใหม่ เริ่มจากการพูดคุยและสอบถามความคิดเห็นจากประชาชนในเขตพื้นที่ เพราะพี่น้องประชาชนกังวลว่าจะไม่มีสิทธิ์ในพื้นที่ของตนเอง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์  และไม่แน่ใจว่าในอนาคตที่ดินของตนเองจะเป็นอย่างไร 

ขอให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม

          นายภควัต บุญการุณ ประธานเครือข่ายชุมชนเทศบาลตำบลพิมายที่ได้รับผลกระทบจากการประกาศเขตโบราณสถาน กล่าวว่า การที่ผู้ตรวจการแผ่นดินลงพื้นที่มาแก้ไขปัญหา ประชาชนชาวพิมายเห็นว่า เป็นแนวทางที่ดีในการแก้ไขปัญหา ปัญหาที่เกิดขึ้นสืบเนื่องมาจากทางกรมศิลปากรทำอะไรไม่เคยแจ้งประชาชนให้รับทราบ หรือประสานงานทำความเข้าใจกับประชาชน ใช้อำนาจโดยไม่ใส่ใจความรู้สึกของคนในพื้นที่ อันดับแรกควรให้ประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหา เพราะประชาชนต้องอยู่ที่นี้ไปจนวันตาย หนังสือที่กรมศิลปากรจัดส่งถึงประชาชนภายในเขตโบราณสถานฯ เพื่อให้คัดค้าน ตามมาตรา ๗ แห่ง พ.ร.บ.โบราณสถานฯ พ.ศ.๒๕๐๔ มีความล่าช้าและไม่ทั่วถึง และเร่งรัดให้ประชาชนดำเนินการมากเกินไป ไม่มีการทำประชาพิจารณ์ที่ถูกต้องและครอบคลุม จนทำให้เกิดความเข้าใจผิดแบ่งชุมชนชาวพิมายออกเป็นสองฝั่ง เกิดความขัดแย้งกันเองในชุมชน

วอนผู้ตรวจการฯ ช่วยที่ดินไร้มูลค่า

          ด้านนางกำไล ศรีปะทุม อายุ ๔๗ ปี สมาชิกสหกรณ์การเกษตรอำเภอพิมาย กล่าวว่า ในปีพ.ศ. ๒๕๕๙ สหกรณ์การเกษตรอำเภอพิมาย ออกประชุมพื้นที่แจ้งทางสมาชิกสหกรณ์การเกษตรอำเภอพิมายว่า ถ้าสมาชิกมีพื้นที่ในเขตโบราณสถานฯ สหกรณ์การเกษตรพิมาย ไม่รองรับการจำนองพื้นที่ ซึ่งประชาชนได้รับความเดือดร้อนเป็นอย่างงมาก เพราะเกษตรกรที่อยู่ในชุมชน มีเนื้อที่สามารถจำนองได้ก่อนปี  ๒๕๕๙  เมื่อมีการประกาศว่าไม่รองรับการจำนอง เกษตรกรได้รับความเดือดร้อน ไปเช่าทำนานอกพื้นที่เขตโบราณสถาน แต่ต้องเอาหลักทรัพย์พื้นที่ในเขตโบราณสถานไปจำนอง ในขณะนี้ทำอะไรไม่ได้ อยากจะฝากให้ผู้ที่เกี่ยวข้องช่วยชาวเกษตรกรในเขตโบราณสถานได้มีมูลค่า สามารถรองรับจากสถาบันการเงิน สหกรณ์การเกษตรอำเภอพิมาย เป็นที่พึ่งของเกษตรกร แต่เรื่องนี้เป็นความเดือนร้อนที่สุดของประชาชน ต้องการให้ประชาชนที่มีเขตพื้นที่ในโบราณสถาน สามารถนำพื้นที่ไปจำนองกับสหกรณ์ทางการเกษตรที่เป็นสินเชื่อได้  แต่ในขณะนี้ตั้งแต่ปี ๒๕๕๙ ไม่สามารถทำอะไรได้เลย อยากขอฝากผู้ที่ดูแลเรื่องนี้ เช่น ผู้ตรวจการแผ่นดิน ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา หรือหลายๆ ฝ่าย อยากฝากเรื่องไว้ให้พิจารณา

          การลงพื้นที่ของผู้ตรวจการแผ่นดินและคณะในครั้งนี้ สร้างความสบายใจให้พวกเราเป็นอย่างยิ่ง เพราะติดตามเรื่องด้วยตัวเองมาโดยตลอดตั้งแต่ปี ๒๕๕๙ และอยากขอบคุณหน่วยงานราชการ และผู้ตรวจการแผ่นดิน ที่ได้ลงมาช่วยเหลือประชาชน ดูแลความเดือดร้อนของพี่น้องประชนอย่างพวกเรา เพราะพวกเราได้รับผลกระทบและลำบากกว่า ผู้ที่มีกิจการหรือผู้ประกอบการ

บทสรุปและหาแนวทางแก้ไข

          ล่าสุดเมื่อวันที่ ๒๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๒ เวลา ๐.๙.๐๐ น. ที่ห้องประชุมนางสาวบุญเหลือ ชั้น ๒ ศาลากลางจังหวัดนครราชสีมา นายสมศักดิ์ สุวรรณสุจริต ผู้ตรวจการแผ่นดิน เป็นประธานกล่าวสรุปและหาแนวทางแก้ไขปัญหาร่วมกัน จากกรณีกรมศิลปากรประกาศเขตพื้นที่โบราณสถานทับที่ดินและที่อยู่อาศัยของประชาชนในเขตอำเภอพิมาย โดยมีนางปิยะฉัตร อินสว่าง รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา, นายพนมบุตร จันทรโชติ รองอธิบดีกรมศิลปากร, นายจารึก วิไลแก้ว ผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ ๑๐ นครราชสีมา, พ.ต.อ.เอนก ศรีกิจรัตน์ ผู้บังคับการสถานีตำรวจภูธรอำเภอพิมาย, นายดนัย ตั้งเจิดจ้า นายกเทศมนตรีตำบลพิมาย ตลอดทั้งเจ้าหน้าที่                       ผู้เกี่ยวข้อง และตัวแทนประชาชนชาวพิมาย เข้าร่วมรับฟังการชี้แจงกว่า ๔๐ คน

‘พิมายโมเดล’ชุมชนคู่โบราณสถาน

          นายสมศักดิ์ สุวรรณสุจริต ผู้ตรวจการแผ่นดิน กล่าวว่า คณะผู้ตรวจการแผ่นดินมาร่วมประชุม ปรึกษาหารือ แนวทางแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากประกาศกำหนดเขตพื้นที่เมืองเก่าพิมาย ด้วยการหารือในแนวทางที่จะลดผลกระทบของพี่น้องประชาชน เพื่อหาแนวแนวทางที่จะให้ชุมชนสามารถอยู่ร่วมกับโบราณสถานได้ แต่ต้องดูในเรื่องหลักเกณฑ์ในการใช้ประโยชน์ของพื้นที่ในเขตพื้นที่เมืองเก่า ให้มีความคล่องตัวมากขึ้น ในแง่การอยู่อาศัย การลงทุนเชิงพาณิชย์ ที่ไม่ขัดหรือเป็นผลกระทบกับโบราณสถานฯ เพราะว่าอุทยานแห่งชาติพิมายเป็นโบราณสถานและแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญ 

          “จุดอ่อนคือการพูดคุยกันระหว่างหน่วยงานของรัฐและตัวแทนพี่น้องประชาชน แต่หลังจากนี้จะมีความชัดเจนมากขึ้นพี่น้องประชาชนมีความมั่นใจมากขึ้นในแง่ของการอยู่อาศัย หรือการลงทุน ในเขตพื้นที่เมืองเก่า ซึ่งอุทยานแห่งชาติพิมายจะต่างจากอุทยานแห่งชาติที่อื่น เช่น ที่จังหวัดสุโขทัย หรือ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เพราะว่าเป็นอุทยานที่อยู่ใกล้ชิดกับชุมชนมีโบราณสถานอยู่ติดชุมชน ฉะนั้น ชุมชนอยู่คู่กับโบราณสถาน เป็นโมเดลตัวอย่าง นำร่องชุมชนอยู่คู่กับโบราณสถาน  โดยไม่ทำลายหรือบดบังส่วนที่เป็นจุดเด่นของกันและกัน”

          นายสมศักดิ์ กล่าวอีกว่า ส่วนเรื่องของคดีความประชาชนไม่ต้องกังวล ถ้าทุกอย่างมีความชัดเจนในเรื่องข้อยุติ แนวทางการแก้ไขปัญหาร่วมกัน จะไม่มีคดีความเกิดขึ้น เพราะไม่มีการทำอะไรที่ผิดกฏเกณฑ์ หลังจากนี้จะเร่งตั้งคณะกรรมการขึ้นมาดูแลในส่วนนี้ ที่สำคัญจะร่วมหารือกับภาคธุรกิจที่จะลงทุน การขอทำธุรกรรมทางการเงินกับสถาบันการเงินต่างๆ จะมีการประชุมเพื่อให้เกิดความมั่นใจระหว่างประชาชนและสถาบันการเงินในเรื่องเอกสารสิทธิ์ของประชาชนและการใช้ประโยชน์  

          “การใช้ชีวิตของประชาชนชาวพิมายยังปกติ เพียงแต่ว่าในส่วนของความเป็นโบราณสถาน ชุมชนที่อยู่ในเขตโบราณสถาน เอกสารสิทธิ์ของพื้นที่ทำกินเป็นของพี่น้องประชาชนแน่นอนไม่มีเปลี่ยนแปลง แต่การใช้ประโยชน์ของคนในพื้นที่ มีกรอบและขั้นตอน เพื่อไม่ให้กระทบกับการคงอยู่และภูมิทัศน์ของโบราณสถาน ซึ่งตรงนี้พี่น้องประชาชนก็เข้าใจ และหาแนวทางการแก้ไขปัญหาร่วมกันในหลายๆ ฝ่ายอย่างถูกต้องต่อไป ซึ่งจากความเดือดร้อนของประชานกว่า ๑,๖๐๐ ราย รัฐบาลชุดไหนก็ไม่มีทางขับไล่หรือให้ประชาชนออกจากพื้นที่แน่นอน” นายสมศักดิ์ กล่าวปิดท้าย

ย้ำสิทธิ์ยังเป็นของปชช.๑๐๐%

          นายพนมบุตร จันทรโชติ รองอธิปดีกรมศิลปากร กล่าวว่า ในเรื่องของการประกาศเขตโบราณสถานเมืองพิมาย ขณะนี้มีการหยิบยกขึ้นมาหารือกัน เพราะว่าที่ผ่านมาเรามองเห็นปัญหาว่า ประชาชนไม่รู้ว่ามันมีผลกระทบต่อชีวิตอย่างไร เมื่อไม่รู้ก็เกิดความกังวล แล้วพอกรมศิลปากรประกาศไป ประชาชนก็ถามว่า เขาจะถูกลิดรอนสิทธิ์หรือไม่ ซึ่งจริงๆ ตอบได้เลยว่า ไม่ เพียงแค่เพิ่มขั้นตอนในการทำธุรกรรมเกี่ยวกับที่ดิน แต่ไม่ใช่เรื่องยุ่งยาก เพื่อให้เห็นว่า ประชาชนทุกคนจะได้รับการสื่อสารข้อมูลที่เป็นจริง ไม่ตระหนกตกใจ แล้วนโยบายของกรมศิลปากรก็คือ เมืองพิมาย เป็นของคนพิมาย โบราณสถานที่พิมาย มีความยิ่งใหญ่ที่บรรพบุรุษทิ้งไว้ให้ ทุกคนจะเป็นผู้ครอบครอง แล้วก็สืบต่อถึงลูกหลานได้ตามปกติ เพียงแต่ว่าอาจจะเพิ่มขั้นตอนการขออนุญาตเข้ามาที่อาจจะเป็นผลกระทบเดียวจริงๆ เพราะฉะนั้นการสื่อสารในเรื่องนี้จะมาคุยกับประชาชนใหม่แบบง่ายๆ ให้เข้าใจ แล้วอาจจะนำไปสู่การพิจารณาถึงเรื่องการกำหนดแนวเขตอีกครั้ง แต่ว่าจะไม่ได้มีการยกเลิกการกำหนดแนวเขต แล้วมาเริ่มประกาศใหม่แบบนั้นไม่ใช่ 

          “กรมศิลปากรยืนยันให้ประชาชนชาวพิมายสบายใจว่า กรมศิลปากรเป็นแต่เพียงผู้ดูแลโบราณสถานฯ ผู้ดูแลมรดกวัฒนธรรม แต่ประชาชนทุกคนคือเจ้าของอย่างแท้จริง และเรื่องนี้ยืนยันว่า ประชาชนไม่ได้เสียสิทธิ์หรือถูกลิดรอนใดๆ เพียงแต่ว่าอาจจะเพิ่มขั้นตอน ในการถ่ายโอนเป็นมรดก ด้วยการซื้อขาย ประชาชนยังประกอบธุรกรรม ประชาชนยังประกอบอาชีพบนพื้นที่ของตัวเองได้ตามปกติ ส่วนเรื่องการก่อสร้างอาคารสูงห้ามเกิน ๘ เมตร เพราะอาจจะไปบดบังทัศนียภาพของโบราณสถานฯ คณะกรรมการต้องมาประชุมหารือว่า จะมีการกำหนดขอบเขตหรือโซนที่ตรงไหนทำได้และทำไม่ได้ เพราะในอนาคตเมืองพิมายจะต้องโตขึ้นด้วยขนาดของเมืองและเรื่องของเศรษฐกิจ และย้ำว่า กรมศิลปากรไม่มีนโยบายเวนคืนที่ดินแน่นอน” นายพนมบุตร กล่าวปิดท้าย

          ทั้งนี้ เมืองพิมายเป็นเมืองโบราณรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีกำแพงเมืองและคูเมืองล้อมรอบ มีปราสาทหินพิมายเป็นศาสนสถานสำคัญตั้งอยู่กลางเมือง สร้างขึ้นเนื่องในพุทธศาสนามหายานตั้งแต่ราวพุทธศตวรรษที่ ๑๖-๑๘ โดยเมืองพิมายนี้มีพัฒนาการตั้งถิ่นฐานมาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลายต่อเนื่องมา สมัยประวัติศาสตร์วัฒนธรรมทวารวดี และมีความเจริญสูงสุดในช่วงวัฒนธรรมเขมร

          นอกจากปราสาทพิมายแล้ว เมืองพิมายยังประกอบด้วยโบราณสถานสำคัญหลายแห่งได้แก่ สระน้ำโบราณ (สระเพลง สระแก้ว สระขวัญ สระโบสถ์ สระช่องแมว) เมรุพรหมทัต กุฏิฤาษี ท่านางสระผม ถนนโบราณเชื่อมต่อจากปราสาทไปยังด้านหน้าเมือง อันเป็นที่ตั้งของบารายใหญ่ด้านทิศใต้อีกด้วย

 

 

 

 ปีที่ ๔๔ ฉบับที่ ๒๕๕๖ วันพฤหัสบดีที่ ๒๑ - วันจันทร์ที่  ๒๕ เดือนกุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๖๒


834 7624