ผบ.ตร.มั่นใจรับมือม็อบเสื้อแดงป่วนการประชุมหอการค้าไทยที่ขอนแก่น

E-mail Print PDF

 

ผบ.ตร.มั่นใจรับมือม็อบเสื้อแดงป่วนการประชุมหอการค้าไทยที่ขอนแก่น วางกำลังร่วมตำรวจ-ทหารกว่า ๒,๐๐๐ นายรับมือการลงพื้นที่ของนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี


เมื่อเวลา ๑๐.๓๐ น. วันที่ ๒๗ พ.ย. ๒๕๕๓ ที่ห้องประชุมไชยเวช  กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค ๔ ขอนแก่น  พล.ต.อ.วิเชียร  พจน์โพธิ์ศรี ผบ.ตร. ประชุมร่วมกับนายตำรวจในสังกัดตำรวจภูธรภาค ๔ ทั้ง ๑๑ จังหวัด เพื่อประเมินสถานการณ์ และการกำหนดมาตรการรับมือการลงพื้นที่เป็นประธานเปิดการประชุมหอการค้าไทยที่จ.ขอนแก่น ของนายอภิสิทธิ์  เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรีที่มีกำหนดการร่วมพิธีเปิดในวันที่ ๒๘ พ.ย. รวมถึงการวางกำลังรับมือการลงพื้นที่ปฎิบัติภารกิจของคณะรัฐมนตรีในทุกพื้นที่ตลอดทั้งการประชุมครั้งนี้

พล.ต.อ.วิเชียร  พจน์โพธิ์ศรี  ผบ.ตร.กล่าวว่า ยังคงมั่นใจว่าจะสามารถที่จะควบคุมสถานการณ์ได้ สำหรับกลุ่มบุคคลที่จะออกมาเคลื่อนไหวนั้นก็อาจจะมีบ้าง แต่ถ้าการชุมนุมนั้นไม่เป็นไปตามระบอบประชาธิปไตยหรือคาดการณ์ว่าจะเกิดความรุนแรง กำลังตำรวจที่ประจำการอยู่นั้นก็จะต้องใช้มาตรการขั้นเด็ดขาด  ซึ่งก็ได้กำชับให้ตำรวจในสังกัด  กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค ๔ โดยเฉพาะ บก.ภ.จว.ขอนแก่น ซึ่งรับผิดชอบในการประชุมหอการค้าไทยครั้งนี้ ซึ่งยอมรับว่าการเตรียมการนั้นพร้อมแล้วโดยทั้งหมด ทั้งชุดปราบจลาจล ชุดควบคุมฝูงชน รวมไปถึงกำลังตำรวจที่มาประจำทั้งที่โรงแรมที่พักของผู้เข้าร่วมประชุมกว่า ๒,๐๐๐ คน สถานที่จัดการประชุม และทุกจุดของการลงพื้นที่ทำกิจกรรมร่วมกันของสมาชิกหอการค้าไทย ซึ่งตำรวจจะต้องทำหน้าที่ทั้งในด้านของการอำนวยการและงานบริการ

“มั่นใจว่าตำรวจขอนแก่นและตำรวจภูธรภาค ๔ จะสามารถรับมือกับการประชุมครั้งนี้ได้ โดยเฉพาะในช่วงของการลงพื้นที่ปฎิบัติภารกิจของนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี ตลอดทั้งการประชุมหอการค้าไทยที่ขอนแก่น ซึ่งหากกลุ่มบุคคลที่จะออกมาเคลื่อนไหวหรือชุมนุมก็ขอให้อยู่ในกรอบของกฎหมายและไม่ให้เกิดความรุนแรงเกิดขึ้น ซึ่งหากเกิดสถานการณ์ที่ไม่สู้ดีนักหรือเกินความคาดการณ์กำลังตำรวจก็จะต้องดำเนินการขั้นเด็ดขาดทันที” ผบ.ตร. กล่าว

พ.ต.อ.สุภากรณ์ คำสิงห์นอก  รอง ผบก.ภ.จว.ขอนแก่น กล่าวว่า การวางกำลังตำรวจตลอดทั้งการประชุมหอการค้าไทยที่ขอนแก่น ครั้งนี้ได้วางกองร้อยควบคุมฝูงชนและปราบจลาจลรวม ๑๐ กองร้อย และกองร้อยชุดปราบจลาจลจาก มทบ.๒๓ รวม ๓ กองร้อย นอกจากนี้ยังคงจัดชุดสายตรวจรถยนต์ รถจักรยายนต์ ตำรวจจราจร และตำรวจประจำภายในสถานที่พัก และสถานที่สำหรับการจัดการประชุม รวมกำลังตำรวจสำหรับการปฏิบัติภารกิจครั้งนี้รวมกว่า ๕,๐๐๐ นาย เพื่อให้เกิดความปลอดภัยและอำนวยความสะดวกให้กับผู้เข้าร่วมในการประชุมและบุคคลสำคัญอย่างเต็มที่ที่สุด ขณะที่การเคลื่อนไหวของกลุ่มบุคคลนั้นได้เตรียมสถานที่ของการชุมนุมไว้แล้วเพื่อไม่ให้เกิดสถานการณ์ความรุนแรงที่อาจจะเกิดขึ้นได้ตลอดทั้งการประชุมครั้งนี้

Comments (5)

Subscribe to this comment's feed
...
0
วันที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2555 เวลา 22:00:00 น.

Share110



รับชมข่าว VDO

สัมภาษณ์ : พันธวิศย์ เทพจันทร์





หลังจากที่ “นิติราษฎร์” แถลงการณ์เรื่อง การแก้ไขกฎหมายอาญามาตรา 112 วันที่ 15 มกราคม 2555
จนไปถึงการออกแถลงการณ์ลบผลพวงที่เกิดขึ้นจากการรัฐประหาร วันที่ 22 มกราคม 2555




แรงสะท้อนกลับจากข้อเสนอร้อนๆ รุนแรงอย่างไม่น่าเชื่อ



ฝ่ายที่เห็นด้วยก็มาก ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยก็โผล่ออกมาไม่น้อย



แต่ที่ดุเดือดแบบสุดๆ คือ การปรากฎตัวของมวยรุ่นใหญ่อย่าง “ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ” เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ จุฬาฯ


ดร. ปื๊ด ตั้งสเตตัสในเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า




“ผมว่าก่อนจะแก้ไขรัฐธรรมนูญตามที่พวกคุณเสนอ ควรแก้ข้อบังคับทุนอานันทมหิดล ให้ผู้รับทุนสาบานว่าจะไม่เนรคุณและไม่ทรยศต่อพระมหากษัตริย์ผู้พระราชทานทุนจะง่ายกว่าไหม ข้อเสนอผมไม่ต้องแก้รัฐธรรมนูญเลย”



ครั้งหนึ่ง ดร.ปื๊ด เคยกล่าวยกย่อง ดร.วรเจตน์ ภาคีรัตน์ ว่าเป็นนักกฎหมายรุ่นใหม่ที่น่าจับตามอง



แต่วันนี้ ข้อหา"เนรคุณ"ดูจะกลายเป็นข้อหาฉกรรจ์ไปเสียแล้ว


ก่อนหน้านี้ มติชนออนไลน์ เคยถามคำถามทำนองเดียวกันนี้กับ “วรเจตน์ ภาคีรัตน์” มาแล้ว



“สิ่งที่อาจารย์ทำอยู่นั้นไม่ขัดแย้งกับทุนที่อาจารย์เคยได้รับเพื่อไปศึกษาต่อในต่างประเทศรึเปล่า”


ไปฟังคำตอบกันเลย...
-----------------------------------------


เหตุใดนิติราษฎร์จึงต้องพูดถึงสถานะของสถาบันพระมหากษัตริย์ในสังคมมากขึ้น




วันนี้ยุคสมัยมันเปลี่ยนไปเยอะ แล้วการพูดเรื่องที่เกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์ก็ค่อนข้างเสี่ยงในสังคมไทย แต่ว่าวันนี้ไม่ว่ามองไปทางไหนก็ไม่เห็นพอมีใครที่จะหยิบจับเรื่องนี้มาทำได้อย่างเป็นวิชาการ เป็นเหตุเป็นผล ผมจึงตัดสินใจทำ และทำทุกอย่างด้วยความปรารถนาดีต่อสังคมไทย ด้วยความหวังดีอย่างที่สุดต่อสถาบันฯ ไม่มีความมุ่งหมายต่อการที่จะล้มล้างสถาบันฯ แต่อย่างใด อีกอย่างหนึ่งคือคนที่กล่าวหาว่าล้มเจ้าหรือล้มล้างสถาบันฯ นั้น ส่วนใหญ่ก็จะไม่ให้เหตุผลในการโต้แย้งสักเท่าไหร่ เรายืนยันตลอดมารวมถึงในร่างแก้ไขก็ชัดเจนว่าเราอยู่ในรัฐที่เป็นราชอาณาจักร เพียงแต่ต้องทำให้สถาบันฯ สอดคล้องกับหลักประชาธิปไตย พอมีคนที่ไม่สามารถใช้เหตุผลถกเถียงได้ ก็เบี่ยงประเด็นไปถามว่า นิติราษฎร์ต้องการปกครองแบบไหน ตอนไปรายการ “ตอบโจทย์” คุณภิญโญก็ถาม ผมว่าผมก็ตอบชัดว่า นิติราษฎร์ยึดถือการปกครองในระบอบประชาธิปไตยในรัฐที่อยู่เป็นราชอาณาจักร ผมก็สงสัยว่าคนที่ถามผมต้องการการปกครองในระบอบไหนครับ ต้องการปกครองระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์อย่างงั้นหรือ ซึ่งถ้าเป็นระบอบนี้ เราจะไม่มีการยอมรับ เราจะสู้ไม่ยอมย้อนกลับไปในระบอบนั้นแล้ว เพราะสุดท้ายแล้วเมื่อสังคมเข้าสู่จุดแตกหักทางความคิด สถาบันฯ ก็จะดำรงอยู่อย่างยากลำบาก ดังเช่น ช่วงก่อนและหลังเปลี่ยนแปลงการปกครองปี 2475 สุดท้ายการกลับไปในระบอบนั้นสถาบันพระมหากษัตริย์จะทำการใดๆ พระมหากษัตริย์จะทำการใดต่างๆ ในทางกฎหมาย พระองค์ก็ต้องรับผิดชอบในทางกฎหมายนั้นด้วย ถูกวิพากษ์วิจารณ์ในทางการเมือง เราอยากให้เป็นแบบนั้นหรือ ระบอบที่เรารณรงค์อยู่ในตอนนี้เป็นระบอบที่สอดคล้องกับสากลที่สุด



อาจารย์รู้สึกอย่างไรที่มักโดนฝ่ายตรงข้ามถามว่า “ล้มเจ้ารึเปล่า” เพราะอาจารย์เองก็เป็นคนไทย อีกทั้งยังพูดและคิดตามกรอบของกฎหมาย


ก็รู้สึกว่าบางทีคนก็ไม่เข้าใจ และก็ต้องอดทนในการอธิบาย ซึ่งผมก็ใช้ความอดทนตลอดมาในระยะเวลาหลายปี พยายามอธิบายให้สังคมได้รับฟัง เราต้องเข้าใจว่าสังคมมันเปลี่ยนไปมากแล้ว มันไม่เหมือนเดิมแล้ว คนที่ไม่เข้าใจในข้อเสนอของนิติราษฎร์คือไม่เข้าใจสภาพการเปลี่ยนแปลงของสังคม จะยึดจะเอาสังคมให้อยู่ในรูปแบบเดิมซึ่งมันเป็นไปไม่ได้ แล้วผมห่วงเหลือเกินว่าหากไม่มีการเปลี่ยนอะไรให้มันรับกับสภาพการณ์ มันจะเกิดการแตกหักแล้วสิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมาหลังจากนั้นเป็นสิ่งที่เราทุกคนไม่พึงปรารถนาแล้วเราคาดไม่ถึงว่ามันจะเกิดอะไรขึ้นมา



มีประวัติศาสตร์อยู่แล้วใช่ไหมที่เหตุการณ์แบบนี้ไม่มีความประนีประนอมกัน


ในประวัติศาสตร์โลกก็เป็นบทเรียนให้เราอยู่แล้ว ทำไมเราต้องไปซ้ำรอยในที่อื่น ทำไมเราไม่หาทางออกแล้วเปลี่ยนผ่านสังคมไปอย่างสันติ สถาบันฯ ไหนต้องอยู่กับกฎหมายแบบไหน องค์กรไหนต้องอยู่กับกฎหมายแบบไหน ผมเรียนแบบนี้ว่าคนที่พูดเรื่องนี้ต้องลดละประโยชน์ส่วนตัวไว้เสียก่อน คนที่เคยได้ประโยชน์หลังการรัฐประหารครั้งที่ผ่านมา กรุณาคิดและก็วางประโยชน์ส่วนตัวหน่อย หลายคนก็ได้รับประโยชน์ไปมากแล้ว เป็นประธานกรรมการ ดำรงตำแหน่ง ได้รับเงินมากมายแล้ว นิติราษฎร์ไม่เคยได้รับประโยชน์อะไรจากสิ่งที่ได้นำเสนอออกไปแม้แต่บาทเดียว เราทำด้วยใจ หลายคนในกลุ่มนิติราฎร์ก็ไม่ได้เป็นคนมีฐานะสูง แต่ว่าเวลาจะทำอะไรเราก็ลงขันกันครับ อาจจะครั้งละหนึ่งพันเพื่อทำกิจกรรม แผ่นพับและอื่น ๆ ในการจัดเวทีเสวนา มีหลายคนจะบริจาคเงินให้กิจกรรมที่นิติราษฎร์ทำ ผมไม่ต้องการเงินของใครทั้งสิ้น ไม่ใช่เพราะนิติราษฎร์มีเงินแต่เราต้องการให้เรื่องที่รณรงค์อยู่นั้นเป็นเรื่องที่บริสุทธิ์และเป็นเรื่องทางวิชาการจริงๆ



เมื่อต้องการจะให้สถาบันมีสถานะที่สอดคล้องกับการปกครองระบอบประชาธิปไตย เหตุใดจึงเริ่มที่การขอยื่นแก้ไขกฎหมายอาญามาตรา 112 เป็นเรื่องแรก


เป็นเพราะว่ากฎหมายอาญามาตรา 112 เป็นกฎหมายที่กระทบสิทธิเสรีภาพของประชาชนมากกว่าเรื่องอื่น ๆ ที่จะต้องพูดกันต่อไป เวลานำออกมาบังคับใช้มันมีคนถูกจับ ถูกลิดรอนเสรีภาพ ปัญหาสำคัญของมาตรานี้คือ ก่อนเปลี่ยนแปลงการปกครอง ปี 2475 กฎหมายหมิ่นฯ เขียนว่า “กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ” หลังเปลี่ยนแปลงการปกครองแล้วจึงเขียนว่า “หมิ่นประมาทองค์พระมหากษัตริย์” แม้ถ้อยคำจะเขียนแบบเดียวกันเลย แต่เวลาจะมาบังคับใช้นั้นจะตีความแบบเดียวกันไม่ได้เพราะว่าอุดมการณ์ที่กำกับตัวบทกฎหมายนั้นอยู่คนละประเภทกัน แต่ปัจจุบันการตีความกฎหมายหมิ่นฯ ดูจะขัดแย้งกับระบอบการปกครองระบอบประธิปไตย ซึ่งแบบนี้มันจะเกิดผลเสียเพราะมันไม่รับกับตัวระบอบ


กระแสสังคมส่วนหนึ่งบอกว่าการที่นิติราษฎร์แยกกฎหมายอาญามาตรา 112 ออกจากหมวดความมั่นคง เท่ากับกำลังทำให้สถานะของสถาบันพระมหากษัตริย์ไม่มั่นคงหรือไม่


ตัวบทกฎหมายเขียนชัดเจนว่า คนที่กระทำความผิดก็ต้องได้รับโทษตามข้อกฎหมาย ยังมีการคุ้มครองพระเกียรติของพระมหากษัตริย์อยู่ แล้วก็คุ้มครองเป็นพิเศษมากกว่าประชาชนทั่วไป เพียงแต่เราทำให้สถานะของสถาบันฯ มีความเป็นสากลมากขึ้นตามประเทศที่มีประมุขของรัฐคือพระมหากษัตริย์ เวลาเราพูดว่าต้องรักษาความมั่นคงของสถาบันฯ ไว้ เราต้องหมายถึงการรักษาให้สง่างามตามมาตรฐานสากล ไมใช่ว่าประเทศไทยพูดอย่าง แต่ต่างประเทศพูดอีกอย่าง



พูดถึงกลุ่มคนที่ต้องการให้บทลงโทษเกี่ยวกับกฎหมายอาญามาตรา 112 มีโทษมากขึ้น





นักวิชาการด้านกฎหมายอีกฝ่ายบอกว่าถ้าต้องแก้ให้กฎหมายอาญามาตรา 112 ออกจากกฎหมายความมั่นคง หรือยกเลิกไปเลยนั้น ก็จะต้องยกเลิกมาตรา 8 ของรธน.ด้วย


เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ต้องมาถกเถียงกัน สังคมเข้าใจเรื่องมาตรา 8 ตาม รธน. ต่างกัน เวลาเราทำความเข้าใจตัวบทกฎหมายไม่ใช่เพียงแค่ตีความไปตามลายลักษณ์อักษรที่เขียนขึ้นมาเพราะถ้าเป็นแบบนั้นใคร ๆ ก็ตีความตามความเข้าใจของตัวเองทั้งนั้น ดังนั้นรธน.เป็นส่วนหนึ่งของระบอบการปกครอง เราจึงต้องตีความระบอบการปกครองของเราด้วย ด้วยเหตุนี้การแก้ไขม.112 จึงไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับมาตรา 8 ในแง่ที่ว่า ความมุ่งหมายของมาตรานี้ก็เพื่อเทิดองค์พระมหากษัตริย์ให้ทรงพ้นไปจากการเมือง เพราะการเมืองเป็นเรื่องผลประโยชน์และความขัดแย้ง จะดึงพระมหากษัตริย์ลงมาไม่ได้



อีกกระแสหนึ่งบอกว่าเสนอให้ยกเลิกม.112 ไปเลย อาจารย์ทำไมจึงไม่เสนอไปถึงขั้นนั้น


เราศึกษาเปรียบกฎหมายในหลายประเทศก็ยังมีกฎหมายคุ้มครองประมุขของรัฐอยู่ แม้ประเทศญี่ปุ่นจะไม่มีกฎหมายคุ้มครอง แต่หลายประเทศยังมี เราจึงอนุโลมไปตามนั้น



หลายครั้งเวลามีข้อเสนอจากนิติราษฎร์ปรากฎออกมาในหน้าสื่อสารมวลชนก็จะถูกเรียกว่า “นิติเรด” “แก๊งค์ลิงหลอกเจ้า” ซึ่งทำให้คนที่ฟังข้อเสนอของเรามีภาพลบต่อสิ่งที่เราจะพูด ในแง่นี้จะแก้ไขหรือโต้ตอบกลุ่มคนที่ให้ค่ากับนิติราษฎร์ไปในทางลบอย่างไร




มีนักวิชาการบอกว่านิติราษฎร์กำลังทำอะไรอยู่ แก้กฎหมายกลับไปกลับมา ไม่รู้หรือว่า “เมื่อเสียงปืนดังขึ้น กฎหมายจะต้องเงียบ”


ปืนไม่ได้ดังตลอดเวลามันแค่ดังอยู่ช่วงหนึ่งเท่านั้น สังคมที่ถูกกดทับเอาไว้ เนียนบ้างไม่เนียนบ้าง สักวันหนึ่งคนก็จะรู้ แล้วเขาก็จะค่อย ๆ ลุกขึ้นยืน แน่นอนว่าการลุกขึ้นยืนมันต้องแลกมาด้วยความเจ็บปวดเพราะฝ่ายที่ไม่อยากให้ลุกขึ้นยืนจะกดทับแล้ว แต่เชื่อเถอะว่าไม่มีพลังไหนที่จะแข็งแกร่งไปกว่าพลังหรืออำนาจของประชาชน แม้เสียงปืนจะดัง พลังของปืนจะรุนแรง แต่สุดท้ายแม้ในประวัติศาสตร์โลกก็จารึกไว้ว่า พลังของประชาชนนั้นแข็งแกร่งที่สุด ไม่มีใครต้านทานกระแสความเปลี่ยนแปลงได้หรอก

สิ่งที่นิติราษฎร์กำลังทำอยู่หวังผลประโยชน์จากพรรคการเมืองบางพรรคหรือไม่


สิ่งที่เราทำอยู่นั้นมาจากมโนสำนึกของเรา ถ้าเราไม่ทำในสิ่งที่เรากำลังทำอยู่ เรามองหน้าในกระจกไม่ได้ เท่ากับว่าเราเลือกไปในอีกข้างแล้วหากเราอยู่เฉยกับความอยุติธรรมในสังคมนี้ หลายคนที่เวลาเลือกแล้วมันมีความแตกต่างอย่างชัดเจนก็คือ เวลาที่อีกฝ่ายเลือกเข้าได้ประโยชน์ เงิน ตำแหน่งต่าง ๆ หลังจากที่เขาเลือกข้างไปแล้ว แต่นิติราษฎร์เลือกไปยืนฝั่งตรงข้ามซึ่งเราไม่ได้อะไรเลย เงินก็ไม่ได้รับ ตำแหน่งทางการเมืองหรือวิชาการก็ยังอยู่กับที่ นอกจากไม่ได้อะไรแล้วเรายังต้องเสียเงินเพื่อต้องการบรรลุในสิ่งที่เราทำ ผมพูดตรง ๆ เปิดใจเลยนะ ถ้าผมไปเชียร์รัฐประหาร ไปเป็นคนร่างรธน.หลังจากรัฐประหาร ผมว่าผมคงได้อะไรมากกว่าที่เป็นอยู่แน่นอน อาจจะได้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือวิชาการมากมาย แต่ที่ผมเลือกอยู่ข้างนี้ ผมไม่ได้อะไรเลยนอกจากว่าความรู้สึกที่ว่าเราได้ทำตามหลักการในสิ่งที่เราเรียนมาในเรื่องกฎหมายมหาชน รู้สึกได้ทำในสิ่งที่มันถูกต้อง ซื่อสัตย์ต่อวิชาชีพและประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจ ผมรู้สึกสลดใจกับสังคมนะ ในขณะที่ข้างหนึ่งได้ประโยชน์เห็นจากการทำรัฐประหาร ไม่มีสื่อไหนมาตรวจสอบ กลุ่มปัญญาชน นักวิชาการเงียบสนิท ฝ่ายผมที่ไม่เคยได้อะไรเลย ทำไปจากอุดมการณ์กลับถูกกล่าวหา ป้ายสีอยู่ตลอดเวลา ว่าทำเพื่อทักษิณ ทั้งชีวิตผมจนถึงตอนนี้ยังไม่เคยคุยกับทักษิณเลย


จะเล่นการเมืองไหม


ผมยังไม่อยากพูดอะไรที่มันต้องมัดตัวเองในอนาคต แต่ใจผมจริง ๆ ไม่อยากเล่นการเมือง คุณพ่อผมก็เตือนเสมอว่า ถ้าเป็นไปได้อย่าไปเล่นการเมืองเลย



เวลาเดินสวนกับอาจารย์ร่วมคณะที่มีความคิดเห็นขัดแย้งกับนิติราษฎร์ อาจารย์มีปฏิกิริยาอย่างไร


ถ้าคนที่คุยกันได้ก็คุยเรื่องดิน ฟ้า อากาศ ไม่ได้คุยกันเรื่องกฎหมายเพราะเรารู้ว่าแต่ละคนต่างมีความคิดเป็นของตัวเอง ผมเชื่อว่าทางเดินผมถูก เขาก็คงเชื่อว่าทางเดินของเขาก็ถูก แต่ผมเชื่อว่าอาจารย์หลายคนในคณะนี้ที่รู้จักผมดี แม้จะยืนฝั่งตรงข้ามกันแต่เขาก็จะยืนยันแทนผมได้ว่า ผมเป็นคนธรรมดา ไม่ได้มีอะไร ไม่เกี่ยวข้องกับนักการเมืองคนไหนเลย เพราะกลุ่มอาจารย์ในคณะนี้ก็เห็นกันมาตลอดตั้งแต่ยังไม่มีกลุ่มนิติราษฎร์ด้วยซ้ำ รู้จักกันดี แน่นอนว่าหลังจากมีกลุ่มนิติราษฎร์เกิดขึ้นมา ความสัมพันธ์กับอาจารย์ที่คิดต่างจากเราก็จะลดน้อยลงไป ส่วนอาจารย์อีกกลุ่มหนึ่งที่ยืนตรงข้ามกับเราในลักษณะที่ชวนหาเรื่องมากกว่าคุยกันด้วยเหตุผลก็จะบอกว่า ไม่ควรใช้คำว่านิติหรืออ้างความเป็นอาจารย์นิติศาสตร์ มธ. ผมอยากตอบว่า ผมมาเป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัยแห่งนี้ถูกต้องตามกฎบังคับของมหาวิทยาลัยทุกข้อ



ในฐานะที่เป็นอาจารย์สอนลูกศิษย์ ถ้าลูกศิษย์มีจุดยืนทางการเมืองแบบหนึ่งที่ทั้งตรงกับเราและไม่ตรงกับเรา ในฐานะอาจารย์ก็เป็นที่รู้จักในทางการเมือง อาจารย์จะสอนลูกศิษย์อย่างไร


ผมบอกลูกศิษย์เสมอว่า เวลาจะเชื่อผมหรือเคารพคล้อยตามในเหตุผลของผมนั้นให้เชื่อเพราะเหตุผลของผมนั้นดี ไม่ใช่ว่าเพราะเป็นผมบอกจึงเชื่อ เราต้องเคารพในเหตุผลมากกว่าตัวบุคคล ไม่ใช่ใครบอกอะไรมาก็เชื่อไปหมดเพราะเห็นว่าเป็นฝ่ายเดียวกัน อีกทั้งถ้าจะแย้งผมว่าผมพูดผิดตรงไหนก็สามารถทำได้แต่ต้องมีเหตุผลรองรับด้วยนะ ไม่ใช่กล่าวหาลอย ๆ สำหรับนักศึกษาที่อาจจะมีความคิดไม่ค่อยตรงกับผมนั้น โดยปกติวิชาที่ผมสอนบางครั้งในเทอมหนึ่งอาจจะมีอาจารย์ผู้สอน 2 คน ใครไม่ชอบหลักการของผมก็สามารถไปเรียนกับอีกคนหนึ่งได้ หรือถ้าปีไหนไม่มีอาจารย์ผู้สอนอีกคน ผมก็จะเปิดวิชานี้ไว้แค่เทอมหนึ่ง แล้วเทอมสองก็ให้คนที่ไม่อยากเรียนกับผมไปเรียนช่วงเทอมสอง คือผมพยายามที่จะไม่ผูกขาดวิชาใดวิชาหนึ่งเป็นผู้สอนคนเดียว ผมจะพยายามให้มีผู้สอนที่หลากหลายในวิชาที่ผมสอนอยู่ ให้นักศึกษามีสิทธิเลือกอาจารย์ที่อยากเรียน


ในอีกแง่หนึ่งที่เรานำเสนอสิ่งที่ขัดแย้งกับผลประโยชน์จากฝ่ายตรงข้าม เคยโดนขู่ไหมครับ แล้วถ้าเคยรู้สึกกลัวไหม


ก็มีเขียนจดหมายมาด่า มีมาขู่บ้าง ในความเป็นมนุษย์ที่มีเลือดเนื้อก็ต้องกลัวเป็นธรรมดา ผมเป็นนักวิชาการตัวเล็ก ๆ คงไม่สามารถจ้างบอดี้การ์ดมาคุ้มครองได้ แต่เหล่านี้ก็ไม่ได้ทำให้ผมไม่ทำอะไรเลย คนเราเกิดมาตายครั้งเดียว เพียงแต่ชีวิตหนึ่งผมอยากทำสิ่งที่ถูกต้อง ดีงาม ให้ผลประโยชน์แก่เพื่อนร่วมชาติ



สุดท้ายอาจารย์เป็นนักกฎหมายที่จบจากเยอรมันด้วยทุนอานันทมหิดล หลายคนบอกว่าสิ่งที่อาจารย์ทำอยู่นั้นขัดแย้งกับทุนที่อาจารย์เคยได้รับเพื่อไปศึกษาต่อในต่างประเทศรึเปล่า


เพราะผมเป็นนักเรียนทุนอานันทมหิดลนี่แหละครับ ผมจึงต้องออกมาเคลื่อนไหว สิ่งที่ผมทำอยู่คือการตอบแทน กตัญญูต่อผู้ที่ให้ทุนอานันทมหิดลแก่ผม ที่ผมทำทุกอย่างก็เพื่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ผมไม่รู้ว่านักเรียนคนอื่น ๆ ที่ได้ทุนนี้มีจินตนาการเรื่องนี้อย่างไร แต่สำหรับผมแล้ว สิ่งที่ผมทำก็เพื่อความดำรงอยู่ของสถาบันพระมหากษัตริย์สืบไป ผมชัดเจนเสมอว่าผมต้องการรัฐธรรมนูญในประเทศที่เป็นราชอาณาจักร

ko , January 26, 2012
...
0
ศิษย์เก่าปลายแถว อิจฉาศิษย์เก่า ผู้ได้ดิบได้ดี อ่านไป ชำไป ชื่อยังไม่กล่าบอก แต่อ้างซะเป็นเสียงส่วนใหญ่ ชองศิษย์เก่า
====================================================
ศิษย์เก่าเบญจมราชูทิศฉุนขึ้นป้ายยินดี'เต้น'


ศิษย์เก่าเบญจมราชูทิศฉุนขึ้นป้ายยินดี'เต้น'
อย่างไรก็ตามศิษย์เก่าเบญจมราชูทิศ ซึ่งปัจจุบันรับราชการในระดับบริหารหน่วยงานแห่งหนึ่ง ได้แสดงความเห็นในเรื่องเดียวกันว่า ผู้บริหารโรงเรียนจะต้องแยกให้ออกว่าอะไรคือการเมือง อะไรคือการรักษาความเป็นอันหนึ่งอันเดียวของศิษย์ทั้งหลายที่มาจากโรงเรียนที่มีประวัติอันยาวนานแห่งนี้ การจะขึ้นป้ายเพื่ออะไรเพื่อหน้าเพื่อตาของโรงเรียน หรือเพื่อหน้าตาของผู้บริหาร

ศิษย์เก่าคนนี้กล่าวอีกว่า ต้องยอมรับว่าคนนครศรีธรรมราช และกล้าพูดว่าเป็นคนส่วนใหญ่ของจังหวัดเสียด้วยซ้ำไม่ชอบวิธีการของคนเสื้อแดง และไม่ชอบการกระทำของนายณัฐวุฒิที่พูดว่า “เผาเลยพี่น้อง ผมรับผิดชอบเอง” การยุยงเผาเมืองเช่นนี้ไม่ควรออกจากศิษย์เก่าโรงเรียนแห่งนี้ดังนั้นการที่จะมีการขึ้นป้ายแสดงความยินดีทั่วเมืองนั้นต้องคำนึงถึงความรู้สึกของคนด้วย อย่าท้าทายความรู้สึกของคนมันอันตราย อย่าได้แค่หน้าตาของคนทำป้ายเป็นพอ ความเสียหายจะตามมาอีกมาก คนนครศรีอยู่กันแบบเงียบมานาน ไม่เคยคิดแตกแยก อย่าทำแบบนี้ให้เกิดเรื่องอย่างนี้ขึ้นมา

“ผมคิดว่า การปลุกปั่นคนไทยด้วยการปั่นหัวประชาชนว่าเป็นพวกไพร่ ทั้งที่สังคมไทยไม่เคยมีไพร่อยู่แล้วทุกคนทุกครอบครัวมีวิถีทางในการเดิน คนชนบทคนบ้านนอกหาเช้ากินค่ำมีลูกมีหลานที่ขยันศึกษาเล่าเรียนเป็นใหญ่เป็นโตในประเทศนี้เป็นจำนวนมาก แต่กลับไปยุยงปั่นหัวให้ชาวบ้านสู้จนล้มหายตายจากไปเพียงแค่รู้สึกว่าเป็นคนชั้นไพร่ โดยไม่เป็นความจริงเลย สุดท้ายผลประโยชน์ทั้งทางตรง ทางอ้อมก็ตกอยู่ที่คนปลุกปั่นยุยงทั้งนั้น พ่อแม่ของคนที่ตายมีใครบ้างมานั่งเป็น รมช.เช่นณัฐวุฒิ หรือเป็น ส.ส.เช่นแกนนำทั้งหลาย ส่วนชาวบ้านได้อะไรบ้าง เงินที่เอามาฟาดหัวแล้วเรียกว่าเป็นเงินเยียวยาอย่างนั้นหรือ วิธีการอ้างปลุกปั่นอ้าประชาธิปไตย แล้วจูงจมูกคนไทยให้มีสิทธิแค่กาบัตรเลือกตั้งนั้นควรจะหมดไปแล้ว นักการเมือง หรือคนที่มีความรู้มีการศึกษาทั้งหลายเราเองจะไปโทษคนที่มาตายมาชุมนุมไม่ได้ เพราะเขาไม่รู้ เขาไม่มีโอกาสเรียนรู้ เขาจึงถูกคนที่รู้มากกว่านำพาไปอย่างที่เขาต้องการ” ศิษย์เก่า ร.ร.เบญจมราชูทิศนครศรีธรรมราช กล่าวและว่า


อ่านเนื้อหาเต็มได้ที่นี่
http://www.komchadluek.net/det...
...
0
วิชา มหาคุณ ย้ำชัดๆ "มีการใช้อาวุธสงครามยิงใส่กัน ตรงนี้ทุกคนยอมรับหมด มีภาพกับคลิปชัดเจน"วันที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2554 เวลา 14:09:34 น.
http://www.matichon.co.th/news...=&subcatid

สัมภาษณ์โดย พงศ์พิพัฒน์ บัญชานนท์ มติชน 13 ธันวาคม 2554





ในอดีตเคยมีคดีที่ตำรวจได้ข่าวว่ามีผู้ร้ายอยู่ในรถ แล้วยิงกระสุนปืนออกมาจากรถ พอตำรวจยิงตอบโต้ไปแล้วปรากฏว่ามีคนถูกลูกหลงตาย แต่ศาลวินิจฉัยว่าการกระทำของตำรวจดังกล่าว เป็นการใช้ดุลพินิจเหมาะสมกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น... เราไม่มีทางรู้เลย





ในขณะที่ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี การันตีว่าจะหาตัว "ผู้สั่งการ" สลายชุมนุมคนเสื้อแดง เมื่อปี 2553 จนทำให้มีผู้เสียชีวิต 91 ศพ มาลงโทษให้ได้





หลายคนก็อาจสงสัยว่า วิธีการทางกฎหมาย ในการหาตัวผู้รับผิดชอบระดับนั้น ต้องทำอย่างไร





"มติชน" สัมภาษณ์ วิชา มหาคุณ กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ที่มีอีกหนึ่งหน้าที่เป็น "ประธานคณะอนุกรรมการไต่สวนคดีสั่งสลายการชุมนุมคนเสื้อแดงโดยมิชอบเป็นเหตุให้มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจำนวนมาก" ให้มาช่วยนิยามคำว่า "ผู้สั่งการ" พร้อมอธิบายขั้นตอนการหาตัว "ผู้กระทำผิด" จากเหตุการณ์นั้นอย่างละเอียด





- คดีที่ตำรวจเรียกนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี กับนายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกรัฐมนตรี ไปให้ปากคำ มีความสำคัญอย่างไรต่อการคลี่คลายคดี 91 ศพ





ที่ตำรวจทำอยู่คือสำนวนการไต่สวนชันสูตรพลิกศพ ไม่เกี่ยวกับเนื้อหาว่าใครผิดใครถูก คนละเรื่องกันเลย เรื่องผิดเรื่องถูก ใครสั่งการ ชอบไม่ชอบ เป็นอำนาจของ ป.ป.ช.ตามกฎหมาย ป.ป.ช. แม้การชันสูตรพลิกศพจะสำคัญ เพราะถ้าไม่รู้ว่าใครทำ มันดำเนินการอะไรต่อไปไม่ได้ แต่ศาลจะดูแค่ว่าอยู่ในความรับผิดชอบของเจ้าหน้าที่หรือไม่ จะไม่ได้บอกว่าเจ้าหน้าที่ผิดหรือถูก





- หลังจากทำสำนวนชันสูตรพลิกศพเสร็จ ตำรวจสามารถหยิบไปทำเป็นคดีอาญา อาทิ ข้อหาฆาตกรรมได้ไหม





ตำรวจจะดูความผิดทางประมวลกฎหมายอาญาปกติ แต่ถ้าเป็นการใช้อำนาจรัฐก็ต้องส่งมาให้ ป.ป.ช. ซึ่งเราก็รออยู่



- ความผิดฐาน "สั่งการ" จะต้องมีองค์ประกอบอะไรบ้าง



ต้องเป็นเจ้าหน้าที่แล้วใช้อำนาจรัฐ มันก็เป็นไปตาม ป.อาญา มาตรา 157 คือ ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต



- จำเป็นต้องสั่งจำเพาะเจาะจง เช่นสั่งให้ยิง นาย ก.หรือไม่ ถึงจะเข้าข่ายมีความผิด



ถ้าดูที่ ป.ป.ช.เคยชี้มูลคดี 7 ตุลาคม (ที่ตำรวจใช้แก๊สน้ำตาสลายการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรที่มาปิดล้อมรัฐสภา เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 1 ราย) เราไม่ได้บอกเลยว่า เขาผิดเพราะสั่งการให้ไปยิงใคร เขาแค่สั่งการให้ปฏิบัติหน้าที่ แต่พอมีคนตายแล้วเขาไม่สั่งการให้หยุด เราไม่ได้บอกว่าเขาสั่งการไม่ชอบ คำสั่งให้สลายการชุมนุมนั้นชอบอยู่แล้ว เพราะมีคนไปปิดกั้นการประชุมของรัฐสภา แต่เมื่อมันเกิดความเสียหายแล้ว เขาไม่หยุด เพราะคนสั่งการตาม พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 จะต้องพิเคราะห์ดูว่า อำนาจที่ตนใช้มันเหมาะสมไหม ถ้าไม่เหมาะสม สามารถเปลี่ยนแปลงได้ เรื่องการสั่งการ ข้าราชการทุกคนรู้ดี เว้นแต่จะแกล้งไม่รู้





"เราเอาคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในคดีหวยบนดิน มาเทียบเคียงเรื่องการสั่งการ ท่านไม่ได้เอา ครม.ทั้งคณะ ท่านดูว่าใครรับผิดชอบโดยตรง พวกเล็กๆ ท่านก็ยกฟ้องหมด เพราะเขาต้องปฏิบัติตาม"





- คดี 91 ศพ เอาไปเทียบเคียงกับคดี 7 ตุลาคมได้หรือไม่



ไม่ได้เลย คนละเรื่องเลย.. กรณี 7 ตุลาฯเป็นอำนาจของตำรวจที่ใช้อำนาจโดยตรงในการดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยตามกฎหมายปกติ ทั้ง ป.อาญา และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ป.วิ อาญา) แต่กรณี 91 ศพ มีการใช้ พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 มันเป็นตัวกำหนดว่า คนสั่งการและคนปฏิบัติก็ทำตาม พ.ร.ก.ฉบับนี้ เจ้าหน้าที่ก็จะมีเหตุให้อ้างอิงได้มากกว่า เช่น สั่งห้ามออกนอกเคหสถานได้ การพิจารณาจึงต้องทำคนละส่วน





- แสดงว่า เหตุผลที่ ป.ป.ช.เคยใช้ชี้มูลในคดีนั้นที่ว่า เกิดความเสียหาย มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตแล้ว แต่ไม่สั่งการให้หยุดสลายการชุมนุม คงนำมาอนุมานใช้กับคดีนี้ไม่ได้





มันคงลำบาก เพราะกรณี 7 ตุลาคม เป็นการใช้ดุลพินิจของตำรวจโดยแท้ คนละอย่างกับการมีกฎหมายมีคำสั่ง ห้ามไม่ให้คนออกจากบ้านแล้วคนฝ่าฝืน เราต้องไปดูว่าการสั่งการครอบคลุมครบถ้วน อ้างอิงกฎหมายแล้วผู้ปฏิบัติถือตามนั้นหรือไม่



- การประกาศใช้ "เขตกระสุนจริง" อยู่ในอำนาจ พ.ร.ก.ไหม



ต้องไปดูใน พ.ร.ก.ว่าให้อำนาจไว้หรือไม่ ต้องยึด พ.ร.ก.เป็นหลัก





- ใน พ.ร.ก.จะมีมาตรา 17 ที่คุ้มครองไม่ให้เจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติตาม ไม่ต้องรับผิดทั้งทางแพ่ง ทางวินัย และทางอาญา แปลว่าท้ายสุด อาจไม่มีใครต้องรับผิดเลย





แม้จะบอกว่าไม่มีความผิด แต่เราก็ต้องดูเรื่องความเหมาะสม ความสมควรในการกระทำว่ากระทำลงไปเพราะมีเจตนาที่จะให้เกิดความเสียหายขึ้นหรือไม่ ซึ่ง ป.อาญา มาตรา 157 ไม่ใช่ว่าแค่ทำรุนแรงก็ต้องถือว่ามีความผิด ในอดีตเคยมีคดีที่ตำรวจได้ข่าวว่ามีผู้ร้ายอยู่ในรถแล้วยิงกระสุนปืนออกมาจากรถ พอตำรวจยิงตอบโต้ไปแล้วปรากฏว่ามีคนถูกลูกหลงตาย แต่ศาลวินิจฉัยว่าการกระทำของตำรวจดังกล่าว เป็นการใช้ดุลพินิจเหมาะสมกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในขณะนั้น เพราะคนเราไม่มีทางรู้เลยว่าอะไรจะเกิดขึ้นในสถานการณ์แบบนั้น



- เรื่องการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่จะต้องดูในภาพรวม หรือเจาะจงไปเป็นรายกรณีที่เกิดการเสียชีวิต





ที่สุดแล้วก็เหลือ 13 กรณี ตามที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ส่งมาให้ ป.ป.ช.แล้วตำรวจวินิจฉัยว่าต้องทำสำนวนการชันสูตรพลิกศพ เพื่อดูว่าเข้าข่ายการวิสามัญหรือเกิดจากการกระทำเกิดจากเจ้าหน้าที่หรือไม่ ส่วนกรณีอื่นมันไม่ชัดเจนว่าเป็นการกระทำของเจ้าหน้าที่ เมื่อมันไม่ชัดเจนก็ต้องไปดูภาพรวมทั่วๆ ไป ว่าที่เกิดเหตุเสียชีวิต เจ้าหน้าที่กระทำการเหมาะสมกับเหตุที่มันเกิดขึ้นหรือไม่





- ป.ป.ช.ตั้งสมมติฐานเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างไร เป็นแค่การใช้กำลังสลายการชุมนุมธรรมดาหรือมีการยิงตอบโต้เป็นสงครามกลางเมือง



เราไม่ได้ตั้งสมมติฐานอะไร แต่เมื่อดูเหตุการณ์ที่ประมวลมาแต่ต้น ทุกปากก็บอกว่ามีการตั้งกองกำลัง แล้วก็มีการปะทะกันแน่นอน แล้วเหตุการณ์ก็เริ่มต้นช่วงสายวันที่ 10 เม.ย. 2553 ที่ผู้ชุมนุมเข้าไปล้อมหน้ากองทัพภาคที่ 1 ทำให้ทหารต้องเข้าปฏิบัติการสลายการชุมนุม เกิดเหตุการณ์รุนแรง มีการใช้อาวุธสงครามยิงใส่กัน ตรงนี้ทุกคนยอมรับหมด มีภาพกับคลิปชัดเจน





- เสื้อแดงก็ยอมรับว่ามีการยิงตอบโต้ทหาร?



เขายอมรับว่า ไม่รู้ใคร มาจากไหน ที่เข้ามาร่วมยิงทหารให้บาดเจ็บและตาย ทำให้ พ.อ.ร่มเกล้า ธุวธรรม รอง เสธ.พล.ม.2 รอ.เสียชีวิต ซึ่งตรงนี้เป็นจุดเริ่มต้นที่ทหารใช้กำลังแบบหนัก เพราะเขาก็โดนหนักเหมือนกัน จากกองกำลังไม่ทราบฝ่าย



- ถ้าอย่างนั้นวาทกรรมทหารล้อมปราบประชาชนมือเปล่าอาจจะใช้ไม่ได้อีก เพราะข้อเท็จจริงมีการยิงตอบโต้ทหารจากฝั่งผู้ชุมนุมด้วย



ยังๆ ผมยังไม่ได้สรุป อย่าไปด่วนสรุปอะไร ตราบใดที่ข้อเท็จจริงยังไม่ลงตัวชัดเจน





- หลายคนมองว่าที่ พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด อดีตโฆษกศูนย์อำนวยการแก้ไขสถาน การณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ให้ปากคำกับพนักงานสอบสวนว่าทหารออกมาตามคำสั่ง ศอฉ.จะเป็นการมัดตัวนายอภิสิทธิ์-นายสุเทพให้มีความผิด จริงๆ เป็นเช่นนั้นหรือไม่



พ.อ.สรรเสริญยืนยันมาตลอด ไม่ใช่เพิ่งตอนให้ถ้อยคำกับตำรวจ ตอนให้ถ้อยคำกับเราก็พูดแบบนี้ ว่าการออกมาเขาไม่ได้ออกมาโดยลำพัง แต่ออกมาโดยการใช้อำนาจตาม พ.ร.ก. และศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน

(ศอฉ.) เป็นคนสั่ง เขาไม่ได้ปฏิเสธเลยว่า ศอฉ.ไม่ได้สั่ง คุณสุเทพก็ให้สัมภาษณ์ยอมรับว่าเป็นคนสั่งเอง เรื่องการเคลื่อนกำลังไม่มีใครปฏิเสธเลยว่าไม่ใช่คำสั่งของ ศอฉ.





- แปลว่าคำพูดนี้ยังใช้มัดตัวใครไม่ได้



เป็นแค่การอ้างว่าการปฏิบัติงานต่างๆ มีอำนาจของ ศอฉ.รองรับ แต่ ป.ป.ช.จะไปดูว่าการใช้ดุลพินิจในแต่ละเหตุการณ์ ว่าเป็นอย่างไร เหมาะสมหรือสมควรหรือไม่

ko , December 16, 2011
...
0
ถาม "นายวิชา มหาคุณ" ถามถึงสำนึกความรับผิดชอบต่อคำพูด ถามถึง "ภาพและคลิปอันชัดเจน" การใช้อาวุธสงครามยิงใส่กัน
http://www.pantip.com/cafe/raj...9093.html



"เราไม่ได้ตั้งสมมติฐานอะไร แต่เมื่อดูเหตุการณ์ที่ประมวลมาแต่ต้น ทุกปากก็บอกว่ามีการตั้งกองกำลัง แล้วก็มีการปะทะกันแน่นอน แล้วเหตุการณ์ก็เริ่มต้นช่วงสายวันที่ 10 เม.ย. 2553 ที่ผู้ชุมนุมเข้าไปล้อมหน้ากองทัพภาคที่ 1 ทำให้ทหารต้องเข้าปฏิบัติการสลายการชุมนุม เกิดเหตุการณ์รุนแรง มีการใช้อาวุธสงครามยิงใส่กัน ตรงนี้ทุกคนยอมรับหมด มีภาพกับคลิปชัดเจน"

นายวิชา มหาคุณ กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1323753346&grpid=01&catid=&subcatid=



ไหนภาพไหน ? ไหนคลิปไหน ? ที่บอกว่ามีการยิงอาวุธสงครามใส่กันอย่างชัดเจน ?????

10 เม.ย. 2553 มีชายชุดดำสองสามคนโผล่มายิงสกัดทหาร (ตามคำบอกเล่าของผู้ชุมนุมที่เห็นเหตุการณ์ - ตรงนี้น่าคิดว่า ถ้าผู้ชุมนุมรู้ว่าชายชุดดำคือพวกเดียวกัน จะนำมาบอกเล่าทำไม - มีเสียงในคลิปบอกผู้ชุมนุมว่าเห็นอะไรก็เฉยไว้ เป็นเสียงใคร ? บอกเพราะนึกว่าชายชุดดำมาช่วย หลังจากที่ประชาชนถูกยิงเจ็บและตายไปจำนวนมากแล้ว ? - ย้ำ !!! ชายชุดดำปรากฎตัวหลังจากที่ประชาชนโดนยิงบาดเจ็บและตายไปจำนวนมากแล้ว)

ยิงสกัดทหาร แล้วชายชุดดำก็หายไปอย่างไร้ร่องรอย จนถึงวันนี้ก็ไม่มีใครรู้ว่าชายชุดดำคือใคร พวกไหนกันแน่ ?

แล้วหลังจากวันที่ 10 เม.ย. มีชายชุดดำอีกไหม ? (ไอ้ประเภทสวมชุดดำแล้ววิ่งผ่านหน้ากล้องไปมาน่ะ ไม่ต้องเอามาอ้างนะ มันตลกปนน่าสมเพช - ไม่รู้มันจะมาก่อการร้ายหรือจะมาเป็นนายแบบ) แล้วทหารเป็นหมื่น ๆ นายพร้อมอาวุธสงครามครบมือออกมาสู้ใคร ยิงใคร ? (ถึงวันนี้ ผู้ก่อการร้าย 500 คนของไก่อูหายไปไหน ? ทำไมเหลือแต่ชายชุดดำ ? )

นายวิชาพูดอย่างนี้ ให้ความเห็นอย่างนี้ เพื่อปูทางสร้างความชอบธรรมให้ใคร ?



ขอถามแค่เรื่องภาพและคลิป ไม่อยากเสียปากถามถึงเรื่องกล่าวหาว่าผู้ชุมนุมไปล้อมหน้ากองทัพภาคที่ 1 เมื่อช่วงสายของวันที่ 10 เม.ย. ซึ่งคำพูดนี้เป็นการพูดปรักปรำใส่ร้ายว่าผู้ชุมนุมเป็นผู้เริ่มต้นใช้ความรุนแรง

..........................................



เมื่อคนในกระบวนการยุติธรรมมีมุมมอง มีความคิดเห็นอันเอนเอียง พูดจาอย่างไร้ความรับผิดชอบ พูดจาอย่างปราศจากความจริง

พูดจากำกวม พูดจริงเสี้ยวพูดเท็จแผ่น

บ้านเมืองมันจะหาความยุติธรรมได้ยังไงว่ะ บ้านเมืองมันจะหาความปรองดองสงบสุขได้ยังไงว่ะ



เห่ยเอ๊ย....



แก้ไขเมื่อ 15 ธ.ค. 54 08:25:30

จากคุณ : ตระกองขวัญ
เขียนเมื่อ : 15 ธ.ค. 54 08:23:32 A:118.172.78.67 X:
ถูกใจ : ตาเป๋า, โฟโต้แมน007, mommypoko, Oracle Team, PANRADA, amtee, ที่นี่อยุธยาป้ายหน้าวังน้อย, Tucano, Aihao, คนหลงป่า, tonnarm2, คนคลองใหญ่, เด็กซ่อมไฟ, ชายภีม, ศาลายา, คนเกาะยม, PAJAKARAT, nana_tjj, kriengchai, gg1234k, มีสติ__ก็คิดได้, เต่าเรือน, csom 9263, พลายทมิฬ, pea2535, lady54, hang around, tjmax, ดวงไฟ, จูงมือกันเดิน, รวมมิตรทะเล, Siriwat_V, ลุงจืด, หัวสะพาน, fluctuation, ชยารมภ์, phahurat, peejim, huttytanny, pornake, ขุนชายคลอง, One Putt, jjmoss29, หอบหมอนมานอนขวาง, klab, รังสรรค์, UNCLE DANDY, มองหลายมุม, iluvjyj, ngern, gobborvorn, KopFee, จันทราคาลิปโซ

ko , December 16, 2011
...
0
สดศรี ;ดิฉันจะเคยเป็นผู้พิพากษามาก่อน..แต่ตอนนี้กลัวศาลมาก


"สดศรี สัตยธรรม"

วันนี้ต้องยอมรับตรงๆ เลย แม้ดิฉันจะเคยเป็นผู้พิพากษามาก่อน

แต่ตอนนี้กลัวศาลมาก

แม้แต่เด็กรุ่นลูกยังต้องยกมือไหว้ท่านเลย

ทุกอย่างอยู่ในมือของผู้พิพากษา

ก็เป็นเรื่องที่ท่านอาจจะมองว่าเราผิดก็ได้

อะไรก็ได้ เราไม่ทราบ

เพราะการตีความมันทำได้หลายอย่าง

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1291617816&grpid=01&catid=&subcatid=
คนโคราช , December 08, 2010

Write comment

smaller | bigger

busy
Last Updated on Saturday, 27 November 2010 12:14