November 29,2023
‘โชคชัย ม่วงเปีย’ ครั้งแรกและครั้งสุดท้าย ในเวลาเพียง ๖ เดือนที่ “อิสราเอล”

จากตัวเลขแรงงานไทยไปทำงานที่อิสราเอล ส่วนใหญ่ไปจากภาคอีสาน “อุดรธานี” เป็นอันดับหนึ่ง ส่วน “นครราชสีมา” หรือ “โคราช” มีถึง ๒ พันกว่าคน ส่วนใหญ่คือการทำงานภาคเกษตร อยู่ในเขตใต้ของอิสราเอล โดยแยกย้ายกันไปตามเมืองต่างๆ
ที่ผ่านมา สงครามระหว่างปาเลสไตน์กับอิสราเอลดูเหมือนเป็นเรื่องปกติ แรงงานไทยที่เดินทางไปทำงานที่อิสราเอลสามารถทำงานได้โดยไม่ต้องวิ่งหลบระเบิดหรือกระสุน เพราะไม่ได้อยู่ใกล้จุดสู้รบ และสงครามก็ไม่ได้รุนแรงนัก แต่มาถึงปีนี้ (พ.ศ.๒๕๖๖) สงครามระหว่างอิสราเอลและกลุ่มติดอาวุธฮามาสกลับรุนแรง และดูจะรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ บางคนถูกจับเป็นตัวประกัน บางคนเสียชีวิต บางคนบาดเจ็บ กระทั่งรัฐบาลไทยต้องนำเครื่องบินไปรับแรงงานกลับประเทศสู่อ้อมอกของครอบครัว แต่มีบางส่วนสมัครใจที่จะอยู่ต่อ
หนึ่งในแรงงานที่จำต้องเดินทางกลับเพราะภาวะสงครามคือ “โชค” โชคชัย ม่วงเปีย หนุ่มบ้านหนองสะแก ตำบลขุย อำเภอลำทะเมนชัย จังหวัดนครราชสีมา เขาบินกลับถึงสนามบินสุวรรณภูมิในค่ำวันที่ ๑๖ ตุลาคม ๒๕๖๖ และโดยสารมากับรถของทางจังหวัดนครราชสีมา ถึงโคราชในเช้าวันที่ ๑๗ ตุลาคม ๒๕๖๖ โดยมีภริยาอุ้มลูกน้อยมาคอยท่า ก่อนที่จะพากันเดินทางต่อไปยังภูมิลำเนา
“โชค” เปิดเผยกับ “โคราชคนอีสาน” ว่า “ผมเพิ่งไปอิสราเอลครั้งแรก บินเมื่อวันที่ ๑๐ มีนาคม ๒๕๖๖”
เขาก็เหมือนใครๆ เลือกไปอิสราเอลเพราะรายได้ดี เงินเดือนสูง เพราะก่อนไปโชคก็รับจ้างทั่วไปและมีฝีมือในการเป็นช่างเชื่อมโลหะ และก็ทำไร่ทำนาทั่วไปเท่านั้น รายได้ไม่มากนัก
ค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปทำงานอิสราเอล โดยรวมประมาณ ๑.๒ แสนบาท แยกเป็นค่าดำเนินการต่างๆ ประมาณ ๘๕,๐๐๐ บาท ที่เหลือเป็นเงินสำหรับใช้จ่ายส่วนตัวในการดำเนินชีวิตเบื้องต้นที่อิสราเอล ค่าใช้จ่ายจะไม่มากนัก เพราะเป็นโครงการของรัฐบาลที่จัดส่งแรงงานไทยไป โดยการเปิดให้ลงทะเบียน โชคก็สมัคร เมื่อผ่านการคัดเลือกก็บินไป
โชคบอกว่า “อันดับแรกที่บินไปจะไม่รู้ว่า จะได้ทำงานอะไร แต่จะเป็นงานด้านการเกษตร ช่วงแรกที่ไปถึงผมไปทำงานสวนแตงกวา พอทำได้ ๒ เดือนก็มีช่องทางที่จะย้ายงาน จึงขอย้ายไปทำที่ฟาร์มไก่ เพราะรายได้ดีกว่า เมื่อเราไปถึงที่อิสราเอลแล้ว หากเรารู้จักเพื่อนหรือคนที่บินไปรุ่นเดียวกันก็จะมีการประสานงานหรือพูดคุยกันตลอด ก็จะให้ช่วยหางานดีดีให้ แต่ถ้าเราไปแล้วเราพอใจกับงานแรกก็ไม่ต้องย้าย”
“ในส่วนของผมได้ค่าจ้างเป็นรายวันๆ ละ ๑๘๐ เชเกล (Shekel) และโอทีชั่วโมงละ ๒๕ เชเกล ทำงานทุกวัน ไม่มีวันหยุด แต่ก็สามารถขอหยุดได้ หากไม่สบาย หรือมีธุระจำเป็น เนื่องจากผมทำงานอยู่ฟาร์มไก่เนื้อ หากเป็นช่วงที่ไก่ออกหมดแล้วเจ้านายก็จะให้หยุด” โชคเล่าถึงการทำงานและค่าแรงที่ได้รับ (๑ เชเกล ประมาณ ๙.๔๐ บาท)
“โชค” ยอมรับว่า งานในฟาร์มไก่เป็นงานค่อนข้างสบายและเขาเป็นลูกจ้างเพียงคนเดียว แม้จะมีเล้าไก่ถึง ๑๑ เล้าก็ตาม แต่หลักๆ คือไม่ค่อยได้ทำอะไรมากนัก แค่คอยตรวจความเรียบร้อย ส่วนการให้อาหารให้น้ำไก่ จะเป็นระบบอัตโนมัติ หากต้องฉีดยาหรือวัคซีนไก่ ก็จะมีทีมเข้ามาจัดการ เวลาจับไก่ก็มีทีมมาจับ ส่วนเขามีหน้าที่ตรวจความเรียบร้อยของฟาร์ม เช่น รางอาหารติดขัดหรือขัดข้องหรือไม่ เป็นต้น
การไปทำงานที่อิสราเอลของ “โชค” เป็นการไปตามสัญญาที่ทางการทำข้อตกลงไว้แล้ว โดยรอบแรกระยะเวลา ๒ ปี รอบที่สองอีก ๓ ปี ๓ เดือน แต่เอาแบบเข้าใจง่ายๆ คือสามารถทำงานอยู่ที่อิสราเอลในระยะเวลา ๕ ปี ๓ เดือน
แต่เขาก็อยู่ได้เพียง ๖ เดือนเท่านั้นเอง
“ผมอยู่เมืองไฮฟา แม้จะอยู่ไกลจากจุดสู้รบคือฉนวนกาซา และอยู่ไกลจากชายแดนเลบานอนทางตอนเหนือ แต่ก็มีระเบิดมาลงที่หมู่บ้านโมชาฟ (Moshav) ที่ผมอยู่ ก็เลยอยู่ไม่ได้”
ตัดสินใจกลับบ้านเลยไหม?
“โชค” บอกว่า “สงครามเริ่มวันที่ ๗ ตุลาคม ๒๕๖๖ ผมก็ยืนยันกับครอบครัวว่ายังไม่กลับ รอดูสถานการณ์ คุยกับภริยาทุกวัน ซึ่งเขาอยากให้บินกลับ ผมก็ไม่อยากกลับ นายจ้างก็ยืนยันว่าจุดที่อาศัยอยู่ไกลจากจุดสู้รบมาก แต่แล้วก่อนบินกลับเพียง ๒-๓ วัน ก็มีระเบิดลง จึงตัดสินใจกลับ ส่วนหนึ่งก็กลัวด้วยว่า หากเกิดสงครามรุนแรงแล้วประเทศเขาจะปิด ทำให้เรากลับไม่ได้”
ตอนที่ “โชค” บินไปอิสราเอลนั้น “ดาด้า” (เจนจิรา ทองไทย) ภริยากำลังตั้งครรภ์ลูกคนที่สองตอนนี้คลอดได้ ๕ เดือนแล้ว เป็นลูกสาวชื่อ “น้องพรีม” ส่วนคนโตเป็นลูกชายอายุขวบกว่าๆ ชื่อ “น้องเชล”
โชคยอมรับว่า “สาเหตุที่บินกลับบ้านส่วนหนึ่งเพราะลูกยังเล็กอยู่ ถ้าโสดก็คงยังไม่กลับ”
เมื่อไปทำงานอิสราเอล เขาบอกว่า “ความเป็นอยู่หรือฐานะดีขึ้นครับ เอาง่ายๆ นะ ถ้าผมทำงานที่ไทย ได้มากสุดก็เดือนละ ๒๕,๐๐๐ บาท แต่เมื่อผมไปอยู่อิสราเอล ได้มากสุดเดือนละ ๘ หมื่นกว่าบาท ซึ่งหาที่ไหนไม่ได้แล้วในเมืองไทย”
ส่วนการส่งเงินกลับมาให้ภริยานั้น เขาบอกว่า “อยู่ที่ว่าเราหาได้เท่าไหร่ ผมจะหักไว้เป็นค่าใช้จ่ายส่วนตัวที่นู่นประมาณ ๑,๐๐๐ เชเกล หรือประมาณ ๑๐,๐๐๐ บาทไทย เพื่อซื้อกับข้าวและของใช้ส่วนตัว สมมติว่าผมได้ ๘ หมื่น ผมหักไว้ ๑ หมื่น ก็จะส่งมาให้ภริยาประมาณ ๗ หมื่น เฉลี่ยแล้วประมาณเดือนละ ๖ หมื่นที่ส่งกลับมาให้แฟน ซึ่งหลักๆ ก็นำมาปิดหนี้ก่อน ผมเร่งปิดหนี้ ผมมาได้ ๖ เดือนก็สามารถปิดหนี้ ๑ แสนได้ แต่ก็ถือว่ายังปิดหนี้ได้ช้า เพราะว่าแฟนท้องด้วย ไหนจะค่าคลอด และลูกก็ยังเล็ก ค่าใช้จ่ายจึงมากตามไปด้วย”
โชคเล่าว่า “เงินที่ใช้จ่ายและค่าดำเนินการต่างๆ ในการเดินทางไปทำงานอิสราเอล ได้มาจากการกู้ยืมประมาณ ๑ แสน และตอนนี้ถือว่าใช้หนี้ที่ไปกู้ยืมมาหมดพอดี และแทบจะไม่มีเงินติดตัวกลับมาด้วยมีเพียงเงิน ๑๕,๐๐๐ บาทที่เราทำไว้ก่อนบินไป เป็นเงินในกองทุนช่วยเหลือคนหางานต่างประเทศ ซึ่งเป็นเงินของเราที่จ่ายไปอยู่ในยอดค่าดำเนินการ ๘๕,๐๐๐ บาทนั้น”
กลับมาอยู่บ้านได้กว่า ๑ เดือนแล้ว “โชค” บอกว่า ตอนนี้เปิดร้านกาแฟสดได้ ๓-๔ วันแล้ว เป็นร้านแบบตู้ ช่วยกันขายกับแฟน ซึ่งทุนในการเปิดร้านก็มาจากเงินเดือนๆ สุดท้ายที่ทำไว้ประมาณ ๑๐ กว่าวัน แล้วก็เงิน ๑๕,๐๐๐ บาทที่เป็นเงินกองทุนฯ นำมารวมๆ กัน ร้านก็ยังไม่สมบูรณ์ ยังขาดอีกหลายอย่าง เป็นตู้กาแฟสีเหลือง อยู่เยื้องๆ กับปั๊มน้ำมันบ้านหนองสะแก ต.ขุย อ.ลำทะเมนชัย อยู่ติดถนนสาย ๒๒๒๖ ใครผ่านไปมาลองแวะมาอุดหนุนกันได้
สำหรับความตั้งใจของ “โชค” นั้น ถ้าไม่มีสงคราม เขาจะทำงานที่อิสราเอลเพื่อเก็บเงินมาประกอบกิจการส่วนตัว โดยมีเป้าหมายจะทำฟาร์มไก่ ส่วนหนึ่งเพราะได้ความรู้จากการทำงานในฟาร์มไก่ ผสมปนเปไปกับการปลูกพืชผัก จะทำในลักษณะไร่นาสวนผสม คือมีทั้งเลี้ยงเป็ด เลี้ยงไก่ เลี้ยงปลา ปลูกผัก แต่หลักๆ คือจะทำเป็นฟาร์มไก่ไข่
“แต่ตอนนี้ก็ได้แต่ช่วยกันขายกาแฟไปก่อน ไม่รู้จะทำอะไรเพราะไม่มีทุน ที่มาเปิดร้านกาแฟตรงจุดนี้ก็อยากเปิดเป็นร้านอาหารตามสั่งด้วย เพราะสามารถฉุดกันไปได้ เนื่องจากจุดที่เราอยู่ไม่ใช่ตลาด บางคนไม่ได้กินกาแฟทุกวันอยู่แล้ว”
เมื่อถามว่า ถ้าสงครามยุติจะกลับไปอิสราเอลอีกไหม? โชคบอกว่า “แฟนไม่อยากให้กลับ อย่างที่รู้ๆ กันว่าประเทศนี้รบกันทั้งปีทั้งชาติ ขึ้นอยู่กับว่าจะหนักหรือเบาเท่านั้นเอง และมาหนักช่วงที่เราไปก็เลยซวย ซึ่งก่อนไปผมก็ศึกษาข้อมูลมากพอสมควร ก็รู้แหละว่าเป็นประเทศสงคราม แต่ก็มีคนดังๆ บางคนมาวิจารณ์ว่า ‘พวกที่ไปไม่ศึกษากันเหรอ?’ ก็ศึกษาแหละเขาถึงได้ไป”
โชคบอกว่า “คนไม่เคยจนก็ไม่รู้หรอก”
“จะไปประเทศอื่นไหม?” คำตอบจาก “โชค” คือ “เอ่อ...ผมอายุเหมือนจะเกินแล้วนะครับ ปีหน้าก็ ๔๐ แล้ว เพราะไปทำงานต่างประเทศจะรับคนที่อายุไม่เกิน ๔๐ ปี”
ต้องติดตามให้กำลังใจ “โชค” และครอบครัว รวมทั้งแรงงาน คนอื่นๆ ที่ได้รับพิษภัยจากสงคราม ทำให้ต้องบินกลับประเทศ ส่วนหนึ่งแม้จะถือเป็นเรื่องดีที่จะได้อยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตาครอบครัว แต่รายได้ที่จะเข้ามาจุนเจือครอบครัวก็เป็นเรื่องสำคัญ
แต่สุดท้ายแล้วชีวิตยังต้องดำเนินต่อไป ขอเพียงให้มานะพากเพียรเพื่อความเป็นอยู่ที่ดียิ่งๆ ขึ้น
• ทีมข่าวโคราชคนอีสาน
นสพ.โคราชคนอีสาน ฉบับพิเศษ ปีที่ ๔๙ ฉบับที่ ๒๗๕๙ วันที่ ๑๕ เดือนพฤศจิกายน - วันที่ ๑๔ เดือนธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๖๖
61 1,739



