March 05,2024
อวสาน “ศรีสุวรรณ” ถอดบทเรียนนักร้อง (เรียน)

การจับกุมนายศรีสุวรรณ จรรยา ผู้นำองค์กรรักษาชาติรักแผ่นดิน ที่ไปร่วมกับนายยศวริศ ชูกล่อม หรือเจ๋ง ดอกจิก ประธานกลุ่มรวมใจรักชาติ และ น.ส.พิมณัฏฐา จิระพุทธิภาคย์ อดีตผู้สมัคร ส.ส.พรรครวมไทยสร้างชาติ ข่มขู่เรียกเงิน ๓ ล้านบาท จากนายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ แลกกับการยุติการร้องเรียน โครงการสนับสนุนลดต้นทุนผลิตด้านการปลูกข้าว และโครงการปรับปรุงการผลิตสำหรับผู้ปลูกข้าว เมื่อวันที่ ๒๙ มกราคม ๒๕๖๗
หากเป็นตำรวจหน่วยอื่นเข้าจับกุม มักจะมีข้อครหาตามมาว่า “กลั่นแกล้งทางการเมือง” เนื่องจากว่าที่ผ่านมานายศรีสุวรรณมีบทบาทสำคัญในฐานะ “นักร้อง (เรียน)” ที่มักจะนำประเด็นการเมืองจากสื่อมวลชน และสื่อสังคมออนไลน์ ไปร้องเรียนกับหน่วยงานตรวจสอบต่างๆ ไม่ว่าใครจะเป็นรัฐบาลหรือฝ่ายค้าน และถูกคนที่ไม่ชอบหน้าเข้ามาตำหนิบ่อยครั้ง หนักที่สุดคือถูกทำร้ายร่างกายจากกลุ่มคนเสื้อแดง และผู้สนับสนุนพรรคก้าวไกล ถึง ๒ ครั้ง

นายศรีสุวรรณ จรรยา ผู้นำองค์กรรักษาชาติรักแผ่นดิน
แต่คราวนี้ ตำรวจชุดจับกุมกลับมีหัวขบวนคือ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว หรือ “ผู้การเต่า” รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง นำตำรวจ กองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) สนธิกำลังหน่วยงาน ทั้งสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เข้าจับกุมถึงบ้าน
เมื่อชื่อของ “ผู้การเต่า” เป็นหัวขบวนเข้าจับกุม สังคมต้องเงี่ยหูฟังอย่างยิ่ง ในฐานะเจ้าของฉายา “มือปราบกังฉิน” ผ่านคดีจับข้าราชการระดับสูง ทุจริตเรียกรับสินบน เรียกรับผลประโยชน์โดยมิชอบ ฮั้วประมูลงานต่างๆ ตั้งแต่สมัยเข้ามาดำรงตำแหน่งผู้บังคับการ ปปป. โดยเฉพาะ “คดีทุจริตเงินทอนวัด” ที่สั่นสะเทือนวงการพระพุทธศาสนา และครั้งหนึ่งเคยรักษาราชการผู้บังคับการตำรวจทางหลวง แทนคนเก่าที่เด้งออกไป เพื่อเข้ามาแก้ปัญหาส่วยสติกเกอร์
การจับกุมครั้งนี้ “ผู้การเต่า” เผยที่มาที่ไปของปฏิบัติการที่ชื่อว่า “หยุดเถอะครับ” ไว้อย่างน่าสนใจ

พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว หรือ “ผู้การเต่า” รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง
เริ่มจากอธิบดีกรมการข้าวและภรรยา มาร้องเรียนว่า ถูกกลุ่มนายศรีสุวรรณรีดไถเงินแลกกับการไม่ร้องเรียน ทั้งที่ยืนยันว่าเรื่องที่ถูกกล่าวหาไม่เป็นความจริง ต่อรองจาก ๓ ล้านบาท เหลือ ๑.๕ ล้านบาท จ่ายไปแล้ว ๖.๖ แสนบาท ระหว่างนั้นเก็บหลักฐานทางแชตไลน์ วิดีโอและหลักฐานต่างๆ ไปด้วย ก่อนแจ้งความกับตำรวจ บก.ปปป. เมื่อตรวจสอบหลักฐานแล้วมีน้ำหนัก ก็เลยรวบรวมพยานหลักฐานมานานกว่า ๔ เดือน นำไปสู่การจับกุมดังกล่าว
“ผู้การเต่า” ยังกล่าวอีกว่า จากประสบการณ์ที่ผ่านมา พบว่าขบวนการหาเงินเช่นนี้ มีทั้งคนร้องเรียน คนเคลียร์ บัญชีม้าและคนรับเงิน โดยแผนการจับกุมก็คือ หลังผู้เสียหายส่งมอบเงิน แขวนถุงใส่เงิน ๕ แสนบาทไว้หน้าบ้าน ตำรวจยังเฝ้าคอยนานกว่า ๑ ชั่วโมง ก่อนนำหมายค้นเข้าบ้าน แต่พบว่ามีคนวิ่งหลบหนีไปที่หลังบ้าน เมื่อรีบไปจับกุม ก็พบนายศรีสุวรรณในบ้าน พอถามว่าเงินอยู่ที่ใด เจ้าตัวก็พาเจ้าหน้าที่ไปหยิบเงินเอง
วันต่อมา ตำรวจ บก.ปปป. จับกุม นายเอกลักษณ์ วารีชล หรือ “เอก ปากน้ำ” ร่วมกับนายศรีสุวรรณ นายเจ๋ง ดอกจิก และ น.ส.พิมณัฏฐา ร่วมกันข่มขู่เรียกรับเงินอธิบดีกรมการข้าว ถือเป็น “คีย์แมน” คนสำคัญระดับสั่งการ คอยนัดประชุมแจกจ่ายงานให้กับแก๊งผู้ต้องหา เมื่อได้เงินมาแล้วจะนำมาแบ่งกันทุกงาน ซึ่งผู้การเต่า กล่าวว่า นายเอก ปากน้ำ เป็นคนที่มี “ข้อมูลการทุจริต” และการตรวจสอบหน่วยงานรัฐต่างๆ จำนวนมาก รู้จักคนเยอะ
“ถ้านำข้อมูลเหล่านี้มาใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อส่วนรวมก็คงดี แต่กลับนำไปใช้เพื่อประโยชน์ของตัวเอง”
นอกจากนี้ ผู้การเต่ายังกล่าวว่า นายเอกเป็นคนเก่ง มีความรู้ความสามารถ สามารถควบคุมดูแลสถานการณ์ต่างๆ ได้ เก่งจนสามารถ “ควบคุมนายศรีสุวรรณได้” และ “นายศรีสุวรรณต้องฟัง” ทั้งนี้ คดีรีดทรัพย์อธิบดีกรมการข้าว มีผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดประมาณ ๖ คน พฤติการณ์ลักษณะเดียวกันคือเริ่มต้นจากการร้องเรียน จากนั้นก็แปลงร่างมาเป็นคนเคลียร์ แต่สุดท้ายก็มาแบ่งเคสกัน ขณะนี้ยังเหลืออีก ๒ คน แต่เป็นผู้ร่วมขบวนการระดับล่าง ไม่ใช่ตัวการใหญ่
ไม่ใช่ว่ามีแค่คดีรีดทรัพย์อธิบดีกรมการข้าวเพียงคดีเดียว ยังมีผู้เสียหายคนอื่นๆ ที่มีผู้ต้องหากลุ่มเดียวกัน คือ นายศรีสุวรรณ และนายเจ๋ง ดอกจิก หากนับรวมความเสียหายน่าจะเกือบ ๑๐๐ ล้านบาท

เส้นทางการเป็นนักร้อง (เรียน) ของนายศรีสุวรรณในวันนี้ถือว่า “หมดเครดิต” หมดความน่าเชื่อถือในสังคม เพราะไปฟังคนที่มีข้อมูลการทุจริต แล้วรวมหัวจมท้าย รีดทรัพย์ แทนที่จะเดินหน้าชนต่อการทุจริตตามที่สังคมคาดหวัง เช่นเดียวกับอนาคตทางการเมืองของนายเจ๋ง ดอกจิกดับวูบลงไปเช่นเดียวกัน แต่เส้นทางการเป็นนักร้อง (เรียน) ของนายศรีสุวรรณที่ผ่านมา ยังมีเรื่องราวที่น่าสนใจ และเป็นบทเรียนสำหรับนักร้อง (เรียน) รุ่นต่อไปหากคิดจะเลือกเส้นทางนี้
นายศรีสุวรรณ สร้างชื่อเสียงจากการทำคดีสิ่งแวดล้อม ในฐานะนายกสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน ร่วมกับชาวบ้านจังหวัดระยอง ๔๓ คน ยื่นฟ้องคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ต่อศาลปกครองกลาง ให้ระงับโครงการในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด ๗๖ โครงการ หลังชาวบ้านได้รับความเดือดร้อนจากมลพิษ มีก๊าซรั่ว กลิ่นเหม็น ต้องถูกหามส่งโรงพยาบาล สุดท้ายศาลสั่งระงับ ๖๕ โครงการ ยกเว้นโครงการประเภทคมนาคม โรงแยกก๊าซ ท่าเทียบเรือที่เดินหน้าต่อได้
หลังจากนั้น นายศรีสุวรรณ ก็สร้างสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย เขียนคำร้อง คำให้การแก่ชาวบ้าน ไม่ต่ำกว่า ๔,๐๐๐ คดี ส่วนใหญ่จะเป็นคดีสาธารณะ ที่มีคนฟ้องจำนวนมาก โดยมีรายได้จากที่ชาวบ้านลงขัน ตั้งแต่ ๑,๐๐๐ บาท ถึง ๑๐๐,๐๐๐ บาท คดีสาธารณะที่ประสบความสำเร็จ หนึ่งในนั้นคือการสร้างอาคารคอนโดมิเนียมหรูผิดกฎหมาย “โครงการแอสตัน อโศก” ที่ก่อความเดือดร้อนรำคาญแก่ประชาชน ในที่สุดศาลสั่งเพิกถอนใบอนุญาตก่อสร้าง
นอกจากนี้ นายศรีสุวรรณ ยังได้ขึ้นชื่อว่าเป็นนักร้อง (เรียน) จากการอ่านแค่หนังสือพิมพ์แล้วเห็นว่ามีประเด็นร้องเรียนได้ ก็จะร้องเรียนไปยังหน่วยงานต่างๆ ที่ผ่านมาเคยยื่นคำร้องต่อ กกต. ให้ยุบ “พรรคอนาคตใหม่” ของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ เพราะนายธนาธรไปปล่อยเงินกู้ ๑๙๑.๒ ล้านบาทแก่พรรค ถือว่าหลีกเลี่ยงการบริจาคเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใด ตามกฎหมายพรรคการเมือง ทำให้นายธนาธรและพวกถูกตัดสิทธิทางการเมือง ๑๐ ปี
รวมถึงกรณีที่ น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ขณะดำรงตำแหน่ง ส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ นายศรีสุวรรณไปร้องเรียนต่อกรรมการ ป.ป.ช. เพื่อดำเนินการไต่สวนสอบสวนเอาผิด กรณีครอบครองที่ดิน ภ.บ.ท.๕ ทั้งที่ไม่มีคุณสมบัติ ต่อมา น.ส.ปารีณาถูก ป.ป.ช. ชี้มูลผิดมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง ส่งคำร้องไปที่ศาลฎีกา และศาลพิพากษาว่า น.ส.ปารีณา ผิดจริยธรรมจริง ให้พ้นจากตำแหน่ง ส.ส. และตัดสิทธิการเมืองตลอดชีวิต เรียกว่าเจ้าตัวไม่เหลืออะไรอีกแล้ว
จากประสบการณ์การทำข่าวที่ผ่านมา พบว่านายศรีสุวรรณมีความสามารถในการกำหนดวาระประเด็นข่าว การติดต่อนัดหมายสื่อมวลชน โดยเฉพาะสายการเมือง มีการนัดหมายล่วงหน้ามากกว่า ๑ วัน เพื่อให้กองบรรณาธิการมีเวลาพิจารณากำหนดหมายข่าว มีการผลิตข่าวประชาสัมพันธ์ (Press Release) และภาพข่าวแจกจ่ายไปยังสื่อมวลชนผ่านไลน์ รวมทั้งโพสต์ลงในเฟซบุ๊กส่วนตัว ตั้งค่าสาธารณะ เพื่อให้สื่อมวลชนที่อยู่วงนอกทำงานง่าย หยิบไปใช้โดยสะดวก
ด้วยความสามารถในการเขียนคำร้อง คำให้การ และเลือกเคลื่อนไหวประเด็นการเมืองที่ประชาชนสนใจ ถือเป็นตัวอย่างนักร้อง (เรียน) ที่มีความสามารถ ทำให้ช่วงชิงพื้นที่ข่าวการเมืองได้ทุกวันตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา โดยที่สังคมไม่รู้ว่า นายศรีสุวรรณกลับเข้าร่วมขบวนการตบทรัพย์ ที่มีคีย์แมนคนสำคัญ คือ “นายเอก ปากน้ำ” และ “นายเจ๋ง ดอกจิก”
แม้ในวันนี้อนาคตนักร้อง (เรียน) อย่างนายศรีสุวรรณถือว่าหมดความน่าเชื่อถือแล้ว แต่สังคมยังต้องการ “คนแบบศรีสุวรรณ...ที่ไม่ใช่ศรีสุวรรณ” อีกจำนวนมาก อย่างน้อยนักร้อง (เรียน) รุ่นหลัง ควรศึกษาการทำงานของนายศรีสุวรรณ หยิบเรื่องที่มีน้ำหนักและมีผลกระทบต่อประชาชนจำนวนมาก และกำหนดวาระพื้นที่ข่าว ทำงานร่วมกับสื่อให้เป็น
ที่สำคัญ อย่าได้ไปรวมหัวจมท้ายขบวนการ “ตบทรัพย์” เป็นอันขาด เพราะการรับเงินรับทองเพื่อแลกกับการไม่ร้องเรียน เท่ากับทรยศต่อความไว้วางใจจากประชาชน แสวงหาเงินทองเพื่อประโยชน์ส่วนตน.
• กิตตินันท์ นาคทอง
นสพ.โคราชคนอีสาน ปีที่ ๔๙ ฉบับที่ ๒๗๖๒ วันที่ ๑๕ เดือนกุมภาพันธ์ - วันที่ ๑๔ เดือนมีนาคม พ.ศ.๒๕๖๗
125 2,316



