11thSeptember

11thSeptember

11thSeptember

 

March 06,2024

‘บุ่งตาหลัว’ หรือ ‘บุ่งตาหลั่ว’

 

หากเราไปค่ายสุรนารีด้านประตูหนองไผ่ล้อม (ด้านโรงพยาบาลค่ายสุรนารี) จะเห็นป้าย “สวนน้ำ บุ่งตาหลั่ว เฉลิมพระเกียรติ ร.9” ชื่อบุ่งนี้ชาวบ้านส่วนใหญ่เรียกกันว่า “บุ่งตาหลัว” ซึ่ง 2 คำนี้ก็ใช้พูดใช้เขียนกันจนลืมสังเกตว่าคำไหนถูกต้อง

1. ที่มาของคำว่า “บุ่งตาหลั่ว”

1.1 จากรายงานข้าหลวงเทศาภิบาล มณฑลนครราชสีห์มา (ปี พ.ศ.2442) ว่า บึงและหนองนอกกำแพงเมือง ถึงฤดูแล้งน้ำแห้งโดยมาก ได้จัดให้ข้าหลวงโยธาเอานักโทษไปขุดดินพูนดินขึ้นบ้าง คือ บึงตาหลั่ว หนองบัว หนองบัวรอง บึงทะเล บึงวัดแจ้ง หนองจบก.....*

1.2 ในพระนิพนธ์ของสมเด็จฯกรมพระยาดำรงราชานุภาพ กล่าวถึง “บุ่งตาหลั่ว” ไว้ในเรื่อง “เมืองนครราชสีมา” อย่างน่าสนใจว่า

 

 

สมเด็จฯกรมพระยาดำรงราชานุภาพ

 

........แผ่นดินตรงที่เมืองนครราชสีมามีเทือกเกลือมาก ทำให้น้ำในลำตะคองเค็มใช้บริโภคไม่ได้ แต่ก่อนมาจึงคิดทำทำนบเรียกว่า “กงแระ” กั้นลำตะคองข้างเหนือน้ำที่ตำบลมะขามเถ้า (ปัจจุบันเขียน มะขามเฒ่า) แล้วขุดเหมืองเรียกว่า “ลำปะหรุ (ปัจจุบันเขียน ปรุ)” ชักน้ำจืดไปใช้ในตลาดโพธิ์กลางตลอดจนในเมืองนครราชสีมา สองข้างลำปะหรุทำเป็นสวนต้นผลไม้ตลอดทาง แต่ลำน้ำปะหรุไม่พอ ยังต้องทำบึงขังน้ำฝนไว้บริโภค เรียกว่า “บุ่ง” คือ “บุ่งตาหลั่ว” เป็นต้น……………**

การที่สมเด็จฯกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงสะกดเขียนเป็น “บุ่งตาหลั่ว” อาจเป็นเพราะได้รับข้อมูลจากผู้กราบทูลว่า “ตาหลั่ว” หรือพระองค์จงใจจะเขียนว่า “ตาหลั่ว” ก็อาจเป็นได้ที่สองกรณี

จากรายงานข้าหลวงเทศาภิบาล มณฑลนครราชสีห์มา และ พระนิพนธ์สมเด็จฯกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ที่ได้กล่าวมานี้ แสดงให้เห็นว่าชื่อ “บุ่งตาหลั่ว” มีมาตั้งสมัยรัชกาลที่ 5 แล้ว แต่ไม่ได้อรรถาธิบายถึงที่มาของชื่อ “ตาหลั่ว” ว่ามีที่มาและมีความหมายอย่างไร

 

ดังนั้น เรื่องราวของ “บุ่งตาหลั่ว” จึงมีผู้สันนิษฐานเป็นเรื่องเล่าสู่กันฟังกันไปต่าง ๆ        

จากข้อสังเกตที่สมเด็จฯกรมพระยาดำรงราชานุภาพนิพนธ์ว่า “ตำบลมะขามเถ้า” แต่ไม่เขียนว่า “มะขามเฒ่า” ทั้ง ๆ ที่ประวัติความเป็นมาว่าหมู่บ้านนี้มีต้นมะขามมาก บางต้นมีขนาดใหญ่อายุเป็นร้อย ๆ ปี ถ้าเป็นคนก็เป็นคนแก่คนเฒ่า ชาวบ้านจึงเรียก “มะขามเฒ่า”

เรื่องของ “บุ่งตาหลั่ว” ก็เช่นกัน จริง ๆ แล้วคำนี้ชาวบ้านส่วนใหญ่จะออกเสียงเรียกว่า “ตาหลัว” กันจนติดปาก แต่สมเด็จฯกรมพระยาดำรงราชานุภาพอาจไม่ได้รับข้อมูลนี้ จึงเขียนเป็น “ตาหลั่ว”

2. สภาพภูมิศาสตร์

สภาพพื้นที่บริเวณบุ่งตาหลัวในสมัยก่อน ไม่ได้มีภูมิทัศน์สวยงามดังเช่นในปัจจุบัน กล่าวคือแต่ก่อนนั้นบริเวณแถบนี้เป็นแอ่งหรือเป็นหนองน้ำ มีคันดินกั้นล้อมรอบตามธรรมชาติ เป็นแอ่งเล็กแอ่งใหญ่หลายแอ่งอยู่ติด ๆ กัน

ในฤดูแล้งน้ำจะแห้งขอดเป็นโคลนตมกว้าง บางช่วงเป็นเวิ้งเดินทะลุถึงกันได้ แต่เมื่อถึงฤดูฝนหรือฤดูน้ำหลากก็จะมีสภาพเป็นแอ่งน้ำ ใหญ่บ้าง เล็กบ้าง ที่ใหญ่มีลักษณะเป็นบึงคนโคราชเรียกว่า “บุ่ง” ใกล้ๆ กับ บุ่งด้านทิศเหนือ  มีหนองน้ำหนองหนึ่งเต็มไปด้วยต้นไผ่ขึ้นรกหนาแน่นล้อมรอบ ชาวบ้านจึงเรียกกันว่า “หนองไผ่ล้อม”

และใกล้ ๆ กับหนองไผ่ล้อม มีหนองน้ำขนาดเล็กกว่า มีต้นกกขึ้นรกหนาแน่นเรียกว่า “หนองอีแหนบ” เมื่อก่อนโน้นแถบหนองอีแหนบเป็นแหล่งทำสาโทเถื่อนขาย ที่ใคร ๆ รู้จักกันดี ไหสาโทจะถูกแอบนำไปฝังซ่อนเจ้าหน้าที่สรรพสามิตริมหนองอีแหนบ ปัจจุบันหนองอีแหนบถูกถมดินเพื่อใช้ประโยชน์อย่างอื่น

ชื่อของหนองอีแหนบมีคนเอาไปพูดเปรียบเปรย ถึงคนที่มีพฤติกรรมที่ทำอะไรไม่เป็นแก่นสารหรือไม่ได้เรื่องได้ราวว่า “มดปีหนองอีแหนบ (หมดปีหนองอีแหนบ)” ซึ่งมีความหมายทำนองว่า ทั้งปี, ตลอดไปเช่นนั้น

 

3. ตำนานบุ่งตาหลัว

เรื่องราวของ บุ่งตาหลัว นั้น เล่าสืบกันมาหลายกระแส บ้างก็ว่านานมาแล้วมีสองตายายมาปลูกกระท่อมอยู่อาศัยตรงบริเวณบุ่งปัจจุบัน ตาคนนั้นแก “ตาลอ” เพราะลูกนัยน์ตามีสีขาวขุ่น และตาคนนี้อาจมีชื่อตัวแต่ชาวบ้านไม่เรียกชื่อตัวกลับเรียกบุคลิกแกที่มีตาขุ่นขาวว่า “ตาลอ” คำว่า “ตาลอ” นานเข้าอาจกลายเสียงเพี้ยนเป็น “ตาหลัว” ตามคำว่า “หลัว” ซึ่งหมายถึง มัว สลัว ไม่แจ่มกระจ่าง มองอะไรไม่ค่อยชัดเจน เช่น ฟ้าหลัว

 อนึ่ง ตามวิถีชาวบ้านอย่างหนึ่งก็คือ เมื่อจะเอ่ยหรือเรียกชื่อบุ่งตรงที่ตายายนั้นอาศัยอยู่ ก็มักจะเรียกชื่อคนประกอบ ว่า “บุ่งตาหลัว”

อีกกระแสหนึ่งเล่าว่า ต่อมาบริเวณบุ่งแถบนี้มีทหารและครอบครัวรวมทั้งญาติพี่น้องทหาร ตลอดจนประชากรอพยพมาอยู่อาศัยมากขึ้น ทำให้น้ำไม่เพียงพอต่อการบริโภคอุปโภครวมถึงการใช้เลี้ยงสัตว์ ในการนี้มี “ตาหลั่ว” ซึ่งเป็นอดีตข้าราชการทหารในกองทัพภาคที่ 2 เป็นผู้ริเริ่มนำพัฒนาแหล่งน้ำแห่งนี้ และกองทัพภาคที่ 2 ก็ได้มีการปรับปรุงพัฒนาบุ่งน้ำแห่งนี้  และตั้งชื่อว่า “บุ่งตาหลั่ว” เป็นอนุสรณ์

4. ข้อสังเกตจากผู้เขียน

ด้วยความเคารพในข้อสันนิษฐานที่มาของชื่อบุ่งของผู้รู้ดังกล่าว ในความเห็นส่วนตัวของผู้เขียน ใคร่ขอตั้งข้อสังเกตจากรายงานข้าหลวงเทศาภิบาล มณฑลนครราชสีห์มา (พ.ศ.2442)  ว่า มีการนำนักโทษมาพัฒนาบึงตาหลั่ว และพระนิพนธ์ของสมเด็จฯกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ที่กล่าวถึง “บุ่งตาหลั่ว” แสดงว่าชื่อ “บุ่งตาหลั่ว” มีมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 อยู่ก่อนแล้ว และในสมัยรัชกาลที่ 5 นี้เอง มีเพียงการตั้งกองทหารและก่อสร้างโรงทหารอย่างไม่เป็นรูปแบบตามสมัยนิยม จึงยังไม่มีการจัดตั้งกองทัพภาคที่ 2 แต่อย่างใด ซึ่งกองทัพภาคที่ 2 ได้ก่อตั้ง (ประมาณ พ.ศ.2491) หลังรัชกาลที่ 5 หลายสิบปี

 

ดังนั้นจึงย้อนแย้งกับเรื่องที่ว่า มีข้าราชการทหารของกองทัพภาคที่ 2 ชื่อ“ตาหลั่ว” เป็นผู้ริเริ่มพัฒนาบุ่งตาหลั่ว และต่อมากองทัพภาคที่ 2 ได้ตั้งชื่อบุ่งนี้ว่า “บุ่งตาหลั่ว” เป็นอนุสรณ์ ตามที่เล่าสืบกันมา

5. ปัจฉิมท้ายเรื่อง

 การที่กองทัพภาคที่ 2 ใช้คำว่า “บุ่งตาหลั่ว” ขึ้นป้ายที่หน้าบุ่ง จึงบ่งบอกว่าเป็นชื่อและคำที่ใช้อย่างเป็นทางการ

ในข้อเท็จจริงคนโคราชคุ้นเคยกับการออกเสียงว่า “หลัว” มากกว่า “หลั่ว” ดังนั้นจึงนิยมพูดว่า “ตาหลัว” มากกว่า “ตาหลั่ว”

จึงทำให้คำ 2 คำนี้ เรียกและออกเสียงแตกต่างกัน แต่มีความหมายเป็นอันเดียวกันคือ ต่างก็เป็นชื่อบุ่ง

* รายงานข้าหลวงเทศาภิบาล มณฑลนครราชสีห์มา ในราชกิจานุเบกษา เล่มที่ 16 หน้า 407 วันที่ 1 ตุลาคม 118 (พ.ศ.2442).

            ** หนังสือเรื่อง “เที่ยวตามทางรถไฟ” พระนิพนธ์สมเด็จฯกรมพระยาดำรงราชานุภาพ และ “รวมเรื่องเมืองนครราชสีมา”.

• ดร.เมตต์ เมตต์การุณ์จิต

นสพ.โคราชคนอีสาน ปีที่ ๔๙ ฉบับที่ ๒๗๖๒ วันที่ ๑๕ เดือนกุมภาพันธ์ - วันที่ ๑๔ เดือนมีนาคม พ.ศ.๒๕๖๗


722 7,803