11thSeptember

11thSeptember

11thSeptember

 

April 29,2024

ปลัดเมืองนครราชสีมา คลั่งเสียสติ

 

กองทัพหลวงนำโดยกรมพระราชวังบวรมหาศักดิพลเสพย์ ยกไปปราบกบฏ เจ้าอนุวงศ์ ถึงเมืองนครราชสีมาเดือนเมษายน พ.ศ.๒๓๗๐ ตั้งทัพรอไพร่พลมาสมทบ อีกทั้งเตรียมเสบียงให้พร้อมสรรพ ระหว่างที่รอ กรมพระราชวังบวรมหาศักดิพลเสพย์ ได้บูรณะเมืองนครราชสีมา ซ่อมแซมประตูเมือง หอรบ ป้อมค่ายเชิงเทินวัดกลางนครและวัดบึง ภารกิจที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือ การสอบสวนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดตั้งแต่เจ้าอนุวงศ์ยึดเมือง จนต่อต้านตีทหารลาวแตกพ่ายที่ทุ่งสัมฤทธิ์

ในช่วงที่กำลังสอบสวนอยู่นั้น ปรากฏว่าพระยาปลัดเมือง (ทองคำ) เกิดอาการคลั่งเสียสติ ขึ้นม้าหนีไป คนใกล้ชิดต่างตกตะลึงพรึงเพริด เลยไม่ทราบว่าพระยาปลัดเมืองขี่ม้าไปทางไหน นายบุญส่งบุตรบุญธรรมออกติดตามแต่ก็ไม่พบ*

การที่พระยาปลัดเมืองคลั่งเสียสตินั้น อาจเป็นเพราะเกิดความกลัวว่าจะได้รับโทษ เนื่องจากไปอ่อนน้อมเข้ากับเจ้าอนุวงศ์ก็เท่ากับเป็นกบฏ ซึ่งในกฎหมายพระอัยการศึกบัญญัติว่า รู้ว่าผู้ใดทำกบฏเข้าด้วยกับพวกกบฏ หรือไม่นำความเพ็ดทูล ผู้นั้นผิดฐานเป็นกบฏ ถ้าจับได้ต้องฆ่าให้ตาย ดังนั้นพระยาปลัดเมืองจึงแกล้งทำเป็นบ้าเสียสติเพื่อให้พ้นโทษ

เกี่ยวกับเรื่องนี้มีประเด็นที่น่าพิจารณาก็คือ หลังจากเจ้าอนุวงศ์เข้ายึดเมืองนครราชสีมาได้แล้ว พระยายกกระบัตร หลวงสัสดี หลวงเมือง หลวงนา หลวงนรา หลวงปลัดเมืองพิมาย ก็ได้เข้าร่วมกับเจ้าอนุวงศ์ ทำไมจึงไม่กลัวความผิดซึ่งมีโทษถึงประหาร และหนีไปเช่นพระยาปลัดเมือง

จากการวิเคราะห์ถึงเหตุการณ์ จะเห็นว่า กรณีของพระยาปลัดเมืองกับพระยายกกระบัตรกับพวกเป็นคนละกรณี และคนละเหตุการณ์ กล่าวคือ

กรณีของพระยาปลัดเมืองนั้น ในช่วงที่ลาวอพยพครัวเมืองโคราช พระยาปลัดเมืองกลับจากเมืองขุขันธ์ แล้วแกล้งว่าภักดีและเข้าหาเจ้าอนุวงศ์ นัยว่าเอาตัวรอดไว้ก่อนแล้วค่อยหาทางแก้ไขสถานการณ์ภายหลัง เจ้าอนุวงศ์เห็นว่าพระยาปลัดอ่อนน้อมและเป็นคนชอบคำป้อยอ จึงรับไว้และให้พระยาปลัดเมืองไปควบคุมพวกครัวเมืองไปเวียงจันทน์

ส่วนกรณีพระยายกกระบัตรกับพวกนั้น เป็นเหตุการณ์ที่อยู่ในสถานการณ์ที่สับสนและอยู่ในสภาวะจำยอม กล่าวคือ

 

 

กรมพระราชวังบวรมหาศักดิพลเสพย์

๑. เจ้าอนุวงศ์แจ้งกลลวงต่อกรมการเมืองที่รักษาการว่า จะยกทัพไปช่วยกรุงเทพฯ รบกับอังกฤษ พวกกรมการเมืองเห็นว่าเจ้าอนุวงศ์เป็นเจ้านายชั้นผู้ใหญ่ และเป็นคนโปรดของราชสำนัก รวมถึงการลวงว่ามีศุภอักษรไปถึงกรุงเทพฯ จึงหลงเชื่อ

๒. เจ้าอนุวงศ์ขู่สำทับว่า ถ้าพวกกรมการเมืองไม่เข้าด้วยจะฆ่าให้ตายหมด** ซึ่งเป็นช่วงที่ขาดผู้นำ เนื่องจากเจ้าเมืองนครราชสีมาไม่อยู่ กำลังก็มีน้อยกว่า อีกทั้งเจ้าอนุวงศ์สั่งให้เก็บศัสตราวุธ แม้แต่มีดพร้าก็ให้เก็บ ดังนั้นหากคิดจะต่อสู้อาจเพลี่ยงพล้ำ พากันล้มตายได้ จึงต้องตัดสินใจจำยอม

จากการวิเคราะห์จะเห็นว่า กรณีของพระยาปลัดเมือง เป็นความผิดปรากฏชัดแจ้ง แต่พวกกรมการเมืองนั้นอยู่ในสภาพที่จำยอม มิได้จงใจจะเข้าร่วมกับเจ้าอนุวงศ์ตั้งแต่แรกแต่อย่างใด

อันที่จริงแล้ว พระยาปลัดเมืองจะต้องต้องโทษถึงประหารชีวิต แต่เดชะบุญเพราะพระเมตตากรุณาจากกรมพระราชวังบวรมหาศักดิพลเสพย์ พอพระทัย ที่ครัวเมืองมีความสามัคคี กล้าหาญ เด็ดเดี่ยว เข้าต่อสู้กับกองทัพเวียงจันทน์จนได้รับชัยชนะ โดยไม่ได้พึ่งกองทัพหลวงแต่อย่างใดนับเป็นการปกป้องบ้านเมืองและปกป้องกรุงเทพฯ อีกด้วย และพระองค์เข้าใจดีถึงการที่พระยาปลัดเมืองคลั่งเสียสติจึงไม่ถือสาเอาโทษ

วันที่ ๕ เมษายน ๒๓๗๐ (วันขึ้น ๙ ค่ำ เดือน ๕) พระยาปลัดเมืองทราบข่าวว่ากรมพระราชวังบวรมหาศักดิพลเสพย์ไม่เอาโทษ 
พระยาปลัดเมืองก็หายบ้าคลั่ง เป็นคนสติดีตามปกติ แล้วขี่ม้ากลับเมืองนครราชสีมา 

•ดร.เมตต์ เมตต์การุณ์จิต

*จดหมายเหตุ รัชกาลที่ ๓ เล่ม ๓ (กรุงเทพฯ: สหประชาพาณิชย์, ๒๕๓๐), หน้า ๑๔.

**คัดบอก ในรัชกาลที่ ๓ เล่ม ๑๙ จ.ศ.๑๑๘๘ (พ.ศ. ๒๓๖๙) วันศุกร์ เดือน ๕ ขึ้น ๓ ค่ำ ปีกุนนพศก พญาปลัดเมืองนครราชสีมา ให้ขุนโอฐถือหนังสือบอกลงมาถึงค่ายหลวง.   

นสพ.โคราชคนอีสาน ปีที่ ๔๙ ฉบับที่ ๒๗๖๔ วันที่ ๑๕ เดือนเมษายน - วันที่ ๑๔ เดือนพฤษภาคม พ.ศ.๒๕๖๗


150 1,065