17thJune

17thJune

17thJune

 

May 04,2024

‘ชาติพัฒนา’ตัด‘กล้า’ออก แนะทำบุญใหญ่พรรค ได้ส.ส.ก้าวไกลร่วมทีมเพิ่ม

 

“พรรคชาติพัฒนากล้า” ประชุมใหญ่พรรค ประกาศได้ส.ส.เพิ่มเป็น ๓ คน หลัง ‘ส.ส.แจ้’ พรรคก้าวไกลย้ายมาสังกัด แถมได้รับเลือกตั้งเป็นรองหัวหน้าพรรค แม้จะมีส.ส.น้อยแต่ก็มีบทบาท ในสภาทุกคน มติที่ประชุมเป็นเอกฉันท์ให้กลับไปใช้ชื่อ ‘ชาติพัฒนา’ ซึ่งทำให้โคราชพัฒนารุ่งเรือง ด้าน “กำนันเบ้า” ย้ำชาติพัฒนาอยู่ในหัวใจ “สุทิน” เสนอทำบุญใหญ่พรรคสักครั้ง ‘สุวัจน์’ ลั่นสนามท้องถิ่นต้องรักษาฐานที่มั่นไว้

เมื่อวันที่ ๒๕ เมษายน ๒๕๖๗ เวลา ๑๐.๐๐ น. ณ โรงแรมแคนทารี โคราช มีการประชุมใหญ่สามัญพรรคชาติพัฒนากล้า ประจำปี ๒๕๖๗ โดยมีนายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ ประธานพรรคฯ เป็นประธาน พร้อมด้วย นพ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูล ที่ปรึกษาพรรค และส.ส.บัญชีรายชื่อ, นายเทวัญ ลิปตพัลลภ หัวหน้าพรรค, นายวัชรพล โตมรศักดิ์ รองหัวหน้าพรรคฯ และนายประสาท (กำนันอู๊ด) ตันประเสริฐ เลขาธิการพรรค และส.ส.นครสวรรค์ เขต ๖ พร้อมด้วยผู้บริหารพรรค หัวหน้าสาขาพรรคจากทุกภาค และสมาชิกพรรคจากทั่วประเทศเข้าร่วม อาทิ นายประเสริฐ บุญชัยสุข นายกเทศมนตรีนครนครราชสีมา, นายสุเมธ ศรีพงษ์ รองหัวหน้าพรรคฯ (อดีต ส.ว.), นางเยาวภา (วิว) บุรพลชัย โฆษกพรรคฯ, นายวุฒิพงษ์ ทองเหลา หรือ “ส.ส.แจ้” ส.ส.ปราจีนบุรี เขต ๒ ซึ่งย้ายจากพรรคก้าวไกลมาสังกัดพรรคชาติพัฒนากล้า เมื่อช่วงปลายปี ๒๕๖๖ ผู้เข้าร่วมทั้งสิ้นกว่า ๓๐๐ คน มีทั้งหมด ๖ วาระ ซึ่งด้านหน้าห้องประชุมมีฉากถ่ายภาพมีโลโก้พรรคพร้อมข้อความว่า “พรรคชาติพัฒนา ๒๕๖๗ Re-Start Up”

ได้ส.ส.เพิ่ม ๑ คน
นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ แจ้งให้ที่ประชุมทราบว่า การประชุมในวันนี้มีประเด็นสำคัญหลายเรื่อง เช่น มีกรรมการบริหารพรรคลาออก และจะมีการเลือกตั้งแทนตำแหน่งที่ว่าง ซึ่งผู้ที่ลาออกจากรองหัวหน้าพรรคคือ นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี (๑๑ ตุลาคม ๒๕๖๖), นางบุษรา เสนะวีณิน (๑๓ ธันวาคม ๒๕๖๖), นายอดุลย์ เลาหะพล (๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๗) และนายอรัญ ธุมจินดา รองเลขาธิการพรรคฯ (๒๔ เมษายน ๒๕๖๗) เป็นการลาออกเพราะมีภารกิจและตำแหน่งหน้าที่การงานบางส่วนที่มีความจำเป็นต้องไม่มีตำแหน่งในกรรมการบริหารพรรค ไม่ได้ลาออกเพราะไม่ชอบพรรค ยังมีความรักผูกพันกับพรรคเหมือนเดิม

“ส่วนอีกเรื่องหนึ่งการประชุมพรรคครั้งนี้ หลังจากที่ได้มีการจัดตั้งรัฐบาล จึงอยากแจ้งสถานะของพรรคชาติพัฒนากล้า ซึ่งปัจจุบันมีส.ส. ๓ คน เดิมมี ๒ คน และได้เพิ่มมา ๑ คนซึ่งมาร่วมประชุมในวันนี้ด้วยคือ ‘ส.ส.แจ้’ วุฒิพงษ์ ทองเหลา เป็นส.ส.จังหวัดปราจีนบุรี (เขต ๒) เดิมทีสังกัดพรรคก้าวไกล เป็นวิศวกร มีความรู้ เป็นคนเก่ง เป็นคนหนุ่ม จะมาเป็นกำลังสำคัญให้กับพรรคชาติพัฒนา ก็สมควรที่จะสนับสนุนให้มีบทบาทในการช่วยกันสร้างพรรคชาติพัฒนาให้เติบโตต่อไป เนื่องจากเรามีส.ส.น้อย เมื่อไปร่วมรัฐบาลจึงไม่มีตำแหน่งรัฐมนตรี แต่ตำแหน่งอื่นในรัฐบาลที่สามารถเข้าไปช่วยพัฒนาได้ นายเทวัญ ลิปตพัลลภ หัวหน้าพรรคเป็นคณะที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี นายวัชรพล โตมรศักดิ์ รองหัวหน้าพรรคฯ เป็นผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นต้น” นายสุวัจน์ กล่าว

‘ส.ส.แจ้’ เป็นรองหัวหน้าพรรค
จากนั้นเข้าสู่วาระการเลือกตั้งกรรมการบริหารพรรคแทนตำแหน่งที่ว่าง ๔ คน โดย นพ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูล แจ้งว่า มีกรรมการบริหารพรรคลาออก ๔ คน ได้แก่รองหัวหน้าพรรค ๓ คน คือ รองฯ คนที่ ๒, ๖, ๙ และรองเลขาธิการพรรคคนที่ ๒ จึงขอหารือว่าจะมีกรรมการบริหารพรรคจำนวนเท่าไหร่ โดยมติที่ประชุมเห็นชอบให้มีกรรมการบริหารพรรค ๒๘ คน นอกจากนี้ยังเห็นชอบให้ขยับผู้ที่อยู่ในลำดับถัดไปขึ้นมาแทนลำดับที่ว่าง จึงคงเหลือต้องเลือกตั้งเพียง ๒ ตำแหน่งคือ รองหัวหน้าพรรคลำดับที่ ๗ และลำดับที่ ๘ โดยมีการลงคะแนนลับ ส่วนรองเลขาธิการพรรคขอให้มีเพียง ๕ คนเท่านั้น ซึ่งในส่วนของรองหัวหน้าพรรค ๗, ๘ นายวุฒิศักดิ์ ภาวะศิลป์ กรรมการบริหารพรรค เสนอนายอรัญ พันธุมจินดา เป็นผู้สมควรได้รับเลือกตั้งเป็นรองหัวหน้าพรรคคนที่ ๗ และนายวุฒิพงษ์ ทองเหลา เป็นผู้สมควรได้รับเลือกตั้งเป็นรองหัวหน้าพรรคคนที่ ๘ ซึ่งมีผู้รับรองถูกต้อง โดยไม่มีการเสนอชื่ออื่นเพิ่มเติม ซึ่งผลการลงคะแนนก็เป็นไปตามที่เสนอ พร้อมกันนี้ นายทะเบียนพรรคได้รายงานจำนวนสมาชิกพรรคซึ่งปัจจุบัน ณ วันที่ ๒๕ เมษายน ๒๕๖๗ จำนวน ๑๕,๑๐๔ คน ตามด้วยสรุปผลการดำเนินงานของพรรคชาติพัฒนากล้าประจำปี ๒๕๖๖

นายวุฒิพงษ์ ทองเหลา "แจ้"

อยากให้ปราจีนฯ พัฒนาเท่าโคราช
ต่อมานายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ ได้เปิดโอกาสให้นายวุฒิพงษ์ ทองเหลา ที่เพิ่งได้รับเลือกตั้งเป็นรองหัวหน้าพรรคคนที่ ๘ กล่าวต่อที่ประชุมว่า “ดีใจอย่างยิ่งที่ได้รับเกียรติให้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของพรรคชาติพัฒนากล้า เป็นส.ส.ปราจีนบุรี เขต ๒ มีพื้นที่ติดต่อกับโคราช ซึ่งเขตที่ติดต่อกับวังน้ำเขียวคือเขตพื้นที่การทำงานของตน ยาวไปถึงเขาหินซ้อนติดกับฉะเชิงเทรา ตนถือว่าโชคดีและมีวาสนาที่มีโอกาสเติบโตทางการเมือง ซึ่งปราจีนฯ มีค่าจีดีพีติด ๑ ใน ๕ ของประเทศ เป็นเวลาสิบปีติดต่อกัน แต่การพัฒนาค่อนข้างช้า หยุดนิ่งอยู่กับที่ ตนจึงได้พูดคุยปรึกษากับท่านสุวัจน์และได้ความรู้จากท่านโดยตรงซึ่งตนรู้สึกปีติยินดีมาก จะนำไปพัฒนาจังหวัดเล็กๆ ของตน เพราะตนก็ต้องการให้จังหวัดปราจีนบุรี พัฒนาทัดเทียมกับโคราชในอีก ๕ ปี ๑๐ ปีต่อจากนี้”

หารือเปลี่ยนชื่อพรรค
จากนั้นเข้าสู่วาระพิจารณาความเหมาะสมของชื่อพรรค ซึ่งนพ.วรรณรัตน์ได้ขอหารือกับที่ประชุมว่า เนื่องจากชื่อพรรคชาติพัฒนาตั้งขึ้นเมื่อปี ๒๕๓๕ มีพัฒนาการเรื่อยๆ เป็นลำดับ ในบางสถานการณ์มีบางพรรคการเมืองมาร่วมเป็นระยะๆ บางครั้งมีเหตุผลความจำเป็นที่จะต้องปรับเปลี่ยนชื่อพรรคให้เหมาะสม เช่น เคยรวมกับพรรครวมใจไทย เป็น “รวมใจไทยชาติพัฒนา” หรือกับพรรคเพื่อแผ่นดิน เป็น “ชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน” และครั้งล่าสุดพรรคกล้านำโดยนายกรณ์ จาติกวณิช ลาออกจากพรรคกล้ามาร่วมงานกับเราเป็น “พรรคชาติพัฒนากล้า” เมื่อการเลือกตั้งผ่านไปคุณกรณ์ก็มีความจำเป็นส่วนตัวซึ่งเราไม่ก้าวล่วง ลาออกจากหัวหน้าพรรคชาติพัฒนากล้าและลาออกจากพรรคแล้ว ปัจจุบันความเชื่อมโยงที่มีอยู่กับพรรคกล้าไม่มีแล้ว จึงขอโอกาสนี้หารือในที่ประชุมว่า มีความเห็นอย่างไรเกี่ยวกับชื่อพรรคในปัจจุบัน เมื่อสถานการณ์เปลี่ยนแปลงไป ขอให้ในที่ประชุมได้แสดงความคิดเห็นกันอย่างกว้างขวาง

นายกายสิทธิ์ สุคนธรัตน์ หัวหน้าสาขาพรรคชาติพัฒนากล้าลำดับที่ ๑ จังหวัดนครราชสีมา และ ส.ท.นครนครราชสีมา

เปลี่ยนเพื่อโคราชรุ่งเรือง
นายกายสิทธิ์ สุคนธรัตน์ หัวหน้าสาขาพรรคชาติพัฒนากล้าลำดับที่ ๑ จังหวัดนครราชสีมา และ ส.ท.นครนครราชสีมา แสดงความคิดเห็นว่า เพื่อความเหมาะสมในปัจจุบันอยากจะขอให้เปลี่ยนชื่อจากพรรคชาติพัฒนากล้าเป็นพรรคชาติพัฒนา ในเมื่อตั้งแต่สมัยพลเอกชาติชายตั้งมาเป็นพรรคชาติพัฒนาอย่างเดียวเราก็อยู่กันมาได้ สร้างความเจริญรุ่งเรืองให้กับเมืองโคราชของเรา เพราะฉะนั้นจึงขอให้เปลี่ยนจากพรรคชาติพัฒนากล้าเป็นพรรคชาติพัฒนาเหมือนเดิมเพื่อความเจริญรุ่งเรืองของชาวโคราช

นายประพจน์ ธรรมประทีป สมาชิกพรรค และส.อบจ.นครราชสีมา อำเภอเมือง เขต ๔

ขอให้สร้างแลนด์มาร์คที่บึงพุดซา
ทางด้านนายประพจน์ ธรรมประทีป สมาชิกพรรค และส.อบจ.นครราชสีมา อำเภอเมือง เขต ๔ กล่าวว่า พรรคชาติพัฒนาอยู่กับคนโคราชมากว่า ๓๐ ปี และเป็นพรรคที่มีอุดมการณ์ มีจุดยืนของตนเองมาตลอด แต่ในด้านการเมืองนั้นมีความเปลี่ยนแปลงไป อาจจะมีพรรคที่มาร่วมเพราะเห็นว่าพรรคชาติพัฒนามีจุดยืนที่จะพัฒนาในจังหวัดนครราชสีมา โดยเฉพาะนโยบายระดับประเทศชาติ วันนี้พรรคชาติพัฒนาให้เกียรติกับทุกพรรคการเมืองที่มาร่วม เป็นความปรารถนาที่สูงสุด จนถึงปัจจุบันนี้ พรรคชาติพัฒนาได้มีพรรคกล้าเข้ามาร่วม และมีความจำเป็นบางประการที่ต้องลาออกไป เพราะฉะนั้น พรรคชาติพัฒนาคือพรรคของคนโคราช และตามสโลแกนคือ “คนโคราชรักจริงไม่ทิ้งกัน” และ “โคราชต้องชาติพัฒนา” วันนี้ขอเสนอให้กลับมาเป็นพรรคของคนโคราชเช่นเดิม คือ “พรรคชาติพัฒนา” เพื่อความมั่นคงดังความตั้งใจของพรรคที่ตั้งมาตั้งแต่ต้น และอยากให้ท่านผู้แทนที่มีเสียงในสภา ทั้งหัวหน้าพรรค ส.ส. และผู้ช่วยฯ ว่า โคราชเป็นเมืองใหญ่รองจากรุงเทพฯ แต่ในเขตเทศบาลนครฯ นั้น เราอยากปรับปรุงเรื่องคูเมืองให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวอีกแห่งหนึ่ง และอำเภอเมืองอยากได้แลนด์มาร์ค จึงอยากจะอยากท่านส.ส. แม้จะมีส.ส.น้อยแต่ก็มีคุณภาพ โดยเฉพาะประธานพรรคมีความสัมพันธ์และมีความเชื่อมั่นกับรัฐบาลจนทำให้ได้เข้าร่วมกับรัฐบาลทุกๆ สมัยที่ผ่านมา จึงขอฝากว่า อำเภอเมืองอยากได้แลนด์มาร์คโดยใช้บึงพุดซามาทำประโยชน์ให้พี่น้องประชาชน

ใช้ชื่อเดิมเพื่อไม่ให้สับสน
นายจักรกฤษณ์ ศรีสิทธิพรหม หัวหน้าสาขาพรรคลำดับที่ ๓ ภาคใต้ จ.สุราษฏร์ธานี กล่าวว่า เห็นชอบด้วยที่จะเปลี่ยน ซึ่งจากการเปลี่ยนชื่อพรรคหลายครั้ง ทั้งกรรมการพรรคและสมาชิกพรรคก็สับสน เพราะเปลี่ยนเป็นชื่อนู้นชื่อนี้ จึงเห็นสมควรเปลี่ยนไปใช้ชื่อเดิม คือ “พรรคชาติพัฒนา” เพราะสมัยที่ตนเข้ามาทำงานการเมืองเมื่อประมาณปี ๒๕๓๖ ท่านสุวัจน์มีชื่อติดหูในภาคใต้ ทุกคนจะรู้จักพรรคชาติพัฒนา แต่สมัยที่แล้วเปลี่ยนเป็นชาติพัฒนากล้าหลายคนก็ถามว่า เป็นพรรคตั้งใหม่หรือเปล่า จึงขอสนับสนุนให้เปลี่ยนเป็นพรรคชาติพัฒนาเหมือนเดิม เป็นพรรคขวัญใจของคนทั่วไป

นางสุทิน ชาติพุดซา สมาชิกพรรคฯ และนายก อบต.หนองกระทุ่ม

เสนอทำบุญใหญ่พรรค
นางสุทิน ชาติพุดซา สมาชิกพรรคฯ และนายก อบต.หนองกระทุ่ม กล่าวว่า “ถึงจะมีการเปลี่ยนเป็นชาติพัฒนากล้า แต่คนทั่สไปก็จะเรียกแค่ชาติพัฒนา โลโก้ก็คือท่านสุวัจน์ตั้งแต่มาเป็นส.ส. และอยากฝากอีกอย่างหนึ่งก็คือ เมื่อเอากล้าออกแล้วก็ทำบุญพรรค จัดใหญ่ๆ สักที” ซึ่งมีเสียงเฮและปรบมือลั่นห้องประชุม

พรรคชาติพัฒนาอยู่ในหัวใจ
นายชัยโรจน์ ศุภโชคเจริญวงศ์ สมาชิกพรรค และส.ท.นครนครราชสีมา กล่าวว่า เห็นด้วยที่ให้กลับมาใช้ชื่อพรรคชาติพัฒนาเหมือนเดิม เวลาลงพื้นที่คนก็เรียกแต่ชาติพัฒนาจนติดปากแล้ว เป็นพรรคของคนโคราช นำคนโคราชมาสู่ความเจริญทุกวันนี้ก็พรรคชาติพัฒนา

นายสมศักดิ์ กาญจนวัฒนา หรือ “กำนันเบ้า” รองหัวหน้าพรรคฯ กล่าวว่า “ในช่วงที่ลงพื้นที่ หลายคนคิดถึงพรรคชาติพัฒนา ไม่ได้คิดถึงชาติพัฒนากล้า เพราะเป็นพรรคใหม่มาก แต่ชาติพัฒนาเราอยู่ในหัวใจ ขอเรียกร้องแทนประชาชน กลับมาเถอะ กลับมาชาติพัฒนา” หลังกล่าวจบมีเสียงปรบมือลั่นห้อง
นายเชิด ดวงมาลี ตัวแทนพรรคในพื้นที่อำเภอสูงเนิน กล่าวว่า ตนอยู่กับพรรคชาติพัฒนามาตลอด ตั้งแต่สมัยพลเอกชาติชาย อำเภอสูงเนินอยู่ในเขต ๓ เมื่อก่อนก็ยึดพื้นที่มาตลอด ดังนั้น จึงอยากให้กลับมาใช้ชาติพัฒนาของคน

นายสมศักดิ์ กาญจนวัฒนา หรือ “กำนันเบ้า” รองหัวหน้าพรรคฯ

โคราชรักจริงไม่ทิ้งกัน
ทางด้านตัวแทนพรรคจากจังหวัดสิงห์บุรี กล่าวว่า “ชื่อเก่าดีแล้ว จากเดิมเป็นพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ แล้วมาเป็นพี่สุวัจน์ แต่พอเที่ยวที่แล้วประชาชนเริ่มสับสนว่าเป็นของกรณ์หรือพี่สุวัจน์ อยากให้มาใช้ชาติพัฒนา”
นายธีรภัทร พรหมทะสาร ตัวแทนพรรคจากจังหวัดอุดรธานี กล่าวว่า เห็นชอบด้วยที่จะกลับมาใช้ชื่อเดิม สัญลักษณ์ “ช” และเป็นความหมายในตัวเองด้วยทั้งชาติพัฒนาและท่านชาติชาย

กำนันอู๊ด’ไม่เคยย้ายพรรค
นายสมศักดิ์ แจ่มฟ้า หัวหน้าสาขาพรรคภาคเหนือ จ.นครสวรรค์ กล่าวว่า ความจริงชื่อเสียงของพรรคชาติพัฒนามีมานานแล้ว เพิ่งจะมาเปลี่ยนเมื่อการเลือกตั้งครั้งที่แล้ว ซึ่งก็เข้าใจได้ว่ามีผู้มาร่วมด้วย ตนอยู่กับพรรคชาติพัฒนามาตั้งแต่ลาออกจากราชการก็อยู่เรื่อยมา และส.ส.ประสาท (กำนันอู๊ด) ตันประเสริฐ ก็ไม่เคยย้ายพรรคไปไหน เพราะสมัยที่แล้วมีคำว่ากล้ามาต่อท้ายแล้วนายกรณ์มาเป็นหัวหน้าพรรคเลยทำให้ประชาชนสับสน ตอบคำถามประชาชนยาก วันนี้จึงอยากให้กลับไปเป็นชาติพัฒนาเหมือนเดิม

จากนั้นมีการขอมติในที่ประชุม และเห็นชอบมีมติเป็นเอกฉันท์ ซึ่งนพ.วรรณรัตน์แจ้งว่า หากมีการเปลี่ยนชื่อพรรคจะต้องมีการแก้ไขข้อบังคับพรรค จะมีการประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคเพื่อดำเนินการต่อไป และปิดประชุมเวลาประมาณ ๑๒.๓๐ น.

ส.ส. ๓ คนแต่ทุกคนมีบทบาทในสภา
ภายหลังการประชุมเสร็จ นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ ประธานพรรคชาติพัฒนากล้าให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนเพิ่มเติมว่า วันนี้เป็นการประชุมใหญ่สามัญ มีเรื่องสำคัญๆ ๒-๓ เรื่อง แจ้งให้สมาชิกทราบเรื่องผลการดำเนินงานของพรรค และการร่วมรัฐบาล, การเลือกตั้งกรรมการบริหารพรรค เช่นนายอรัญและนายวุฒิพงษ์ได้รับเลือกตั้งเป็นรองหัวหน้าพรรค และเรื่องที่สำคัญมากๆ คือ วันนี้มีการหารือถึงความเหมะสมของชื่อพรรค มีเสียงสะท้อนจากสมาชิกพรรคทุกภาค เห็นเป็นเอกฉันท์ให้พรรคกลับมาใช้ชื่อเดิมคือพรรคชาติพัฒนา โดยไม่มีใครคัดค้าน ซึ่งจะต้องมีการแก้ไขข้อบังคับพรรคต่อไป

“แม้ตอนนี้จะมีส.ส.แค่ ๓ คน แต่ก็ได้แสดงผลงานกันไปแล้ว ทุกคนมีบทบาทในสภา ซึ่งแต่ละคนก็ทำงานกันอย่างเข้มแข็ง และมีสมาชิกคนรุ่นใหม่ เช่นวันนี้ส.ส.แจ้ก็ถือเป็นคนหนุ่มรุ่นใหม่ที่ไฟแรงมากๆ หรือนายอรัญก็เป็นคนรุ่นใหม่ พรรคก็พยายามเปิดโอกาสให้กว้าง เปิดรับสมาชิกใหม่ๆ คนรุ่นใหม่ และให้คนในพรรคเติบโตขึ้นมาอยู่ในตำแหน่งบริหารที่สูงขึ้น เพื่อเข้ามาช่วยกันใช้ความคิดใหม่ๆ พัฒนาพรรคให้ดีขึ้น ซึ่งการได้ส.ส.ก้าวไกลมาอยู่ด้วย ก็จะได้ความคิดใหม่ ได้คนที่มีประสบการณ์ มีความรู้หลายๆ แขนงมาช่วยกัน เข้ามาช่วยพรรคได้เยอะ” นายสุวัจน์ กล่าว

ต้องรักษาฐานที่มั่น
นายสุวัจน์ กล่าวอีกว่า จากนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นที่ใช้ชื่องานว่า Re-Start Up ต้องทำงานกันด้วยวิสัยทัศน์และนโยบาย รวมทั้งการที่ได้คนรุ่นใหม่มาทำงาน ส่วนสนามเลือกตั้งท้องถิ่น เช่น เรายังมีนายกเทศมนตรีที่เป็นทีมโคราชชาติพัฒนา ส.ท. ส.จ. ที่เป็นฐานเก่าๆ ก็ต้องรักษาฐานที่มั่นทำงานกันต่อไป ซึ่งคิดว่าการที่ได้กลับมาใช้ชื่อพรรคชาติพัฒนาเหมือนเดิมจะเป็นการสร้างขวัญกำลังใจด้วย  

ทั้งนี้ ในการเลือกตั้งทั่วไป สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) เมื่อวันที่ ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๖๖ “พรรคชาติพัฒนากล้า” ซึ่งมีนายกรณ์ จาติกวณิช เป็นหัวหน้าพรรคฯ มีผู้ได้รับเลือกตั้งเป็น ส.ส. ๒ คน ได้แก่ นพ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูล ส.ส.บัญชีรายชื่อ และนายประสาท ตันประเสริฐ หรือ “กำนันอู๊ด” ส.ส.นครสวรรค์ เขต ๖ โดยหลังเลือกตั้งนายกรณ์ได้ลาออกจากหัวหน้าพรรคและสมาชิกพรรค กระทั่งต่อมาเมื่อช่วงปลายปี ๒๕๖๖ นายวุฒิพงษ์ ทองเหลา (แจ้) ส.ส.ปราจีนบุรี เขต ๒ ย้ายมาสังกัดพรรคชาติพัฒนากล้า จึงทำให้มี ส.ส. ๓ คน

นสพ.โคราชคนอีสาน ปีที่ ๔๙ ฉบับที่ ๒๗๖๔ วันที่ ๑๕ เดือนเมษายน - วันที่ ๑๔ เดือนพฤษภาคม พ.ศ.๒๕๖๗


167 5,029