11thSeptember

11thSeptember

11thSeptember

 

June 11,2024

คนอีสานถูกหลอกและหลงเชื่อจนสูญเงินผ่านการคุยโทรศัพท์และเฟซบุ๊กมากที่สุด ปลอมเป็นตำรวจ/เจ้าหน้าที่รัฐ/ธนาคาร

คนอีสานถูกหลอกและหลงเชื่อจนสูญเงินผ่านการคุยโทรศัพท์และเฟซบุ๊กมากที่สุด เรื่องที่โดนหลอกง่ายที่สุด คือ หลอกโดยปลอมเป็นตำรวจ/เจ้าหน้าที่รัฐ/ธนาคาร และหลอกขายสินค้า/บริการออนไลน์

เมื่อไม่นานมานี้ รศ.ดร.สุทิน เวียนวิวัฒน์ หัวหน้าโครงการอีสานโพล (E-Saan Poll) ศูนย์วิจัยธุรกิจและเศรษฐกิจอีสาน (ECBER) คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เปิดเผยว่า อีสานโพลทำการสำรวจเรื่อง “คนอีสานกับการถูกหลอกให้โอนเงิน” ระหว่างวันที่ 18-20 พฤษภาคม 2567 จากกลุ่มตัวอย่างอายุ 18 ปีขึ้นไป 1,088 รายในเขตพื้นที่ภาคอีสาน 20 จังหวัด เพื่อสำรวจความคิดเห็นของคนอีสานเกี่ยวกับการถูกมิจฉาชีพหลอกให้โอนเงิน

ผลสำรวจพบว่า คนอีสานถูกหลอกและหลงเชื่อจนสูญเงินผ่านการคุยโทรศัพท์และเฟซบุ๊กมากที่สุด ประเด็นที่โดนหลอกง่ายที่สุด คือ หลอกโดยปลอมเป็นตำรวจ/เจ้าหน้าที่รัฐ/ธนาคาร และหลอกขายสินค้า/บริการออนไลน์ หน่วยงานหรือเครื่องมือที่เป็นประโยชน์ในการป้องกันการถูกหลอกที่คนอีสานรู้จักมากที่สุด คือ ตำรวจไซเบอร์ และศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย แต่ยังรู้จักไม่ทั่วถึง วิธีป้องกันตัวจากมิจฉาชีพที่ใช้เป็นประจำ คือ จะเช็คให้ชัวร์ก่อนโอน และหลีกเลี่ยงการเปิดเผยข้อมูลส่วนตัว แต่ส่วนใหญ่ยังขาดความรู้และความระมัดระวังในการป้องกันมิจฉาชีพ และให้คะแนนรัฐบาลในการปราบปรามมิจฉาชีพและข่าวลวง 46% จาก 100%

เมื่อสอบถามว่า ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา ท่านได้รับข้อความ/การติดต่อสื่อสารจากกลุ่มมิจฉาชีพ ทางช่องทางใดบ้าง พบว่า รายละเอียดของการติดต่อสื่อสารจาก 9 ช่องทางเป็นดังนี้
 
1. การพูดคุยทางโทรศัพท์ เป็นช่องทางที่กลุ่มตัวอย่างคนอีสานใช้งานเกือบทุกคน (ร้อยละ 99.9) มีเพียงร้อยละ 0.1 ที่ไม่ได้ใช้โทรศัพท์ ไม่ได้รับการติดต่อจากมิจฉาชีพร้อยละ 22.8 ได้รับการติดต่อจากมิจฉาชีพแต่ไม่หลงเชื่อ ร้อยละ 69.0 และมีถึงร้อยละ 8.1 ที่ถูกมิจฉาชีพหลอกและหลงเชื่อจนสูญเงิน

 
2. เฟซบุ๊กและเมสเซนเจอร์ เป็นช่องทางการสื่อสารที่กลุ่มตัวอย่างคนอีสานใช้งานร้อยละ 82.2 มีเพียงร้อยละ 17.8 ที่ไม่ได้เฟซบุ๊กและเมสเซนเจอร์ ไม่ได้รับการติดต่อจากมิจฉาชีพร้อยละ 40.0 ได้รับการติดต่อจากมิจฉาชีพแต่ไม่หลงเชื่อ ร้อยละ 37.2 และมีถึงร้อยละ 5.0 ที่ถูกมิจฉาชีพหลอกและหลงเชื่อจนสูญเงิน

 
3. ข้อความ SMS เป็นช่องทางการสื่อสารที่กลุ่มตัวอย่างคนอีสานใช้งานร้อยละ 97.8 มีเพียงร้อยละ 2.8 ที่ไม่ได้ใช้ข้อความ SMS ไม่ได้รับการติดต่อจากมิจฉาชีพร้อยละ 30.6 ได้รับการติดต่อจากมิจฉาชีพแต่ไม่หลงเชื่อ ร้อยละ 64.4 และมีถึงร้อยละ 2.2 ที่ถูกมิจฉาชีพหลอกและหลงเชื่อจนสูญเงิน

 
4. ไลน์ (LINE) เป็นช่องทางการสื่อสารที่กลุ่มตัวอย่างคนอีสานใช้งานร้อยละ 87.2 มีเพียงร้อยละ 12.8 ที่ไม่ได้ใช้ไลน์ ไม่ได้รับการติดต่อจากมิจฉาชีพร้อยละ 57.6 ได้รับการติดต่อจากมิจฉาชีพแต่ไม่หลงเชื่อ ร้อยละ 28.4 และมีถึงร้อยละ 1.2 ที่ถูกมิจฉาชีพหลอกและหลงเชื่อจนสูญเงิน

 
5. การท่องเว็บ เป็นช่องทางการสื่อสารที่กลุ่มตัวอย่างคนอีสานใช้งานร้อยละ 55.8 มีเพียงร้อยละ 44.2 ที่ไม่ได้ท่องเว็บ ไม่ได้รับการติดต่อจากมิจฉาชีพร้อยละ 36.4 ได้รับการติดต่อจากมิจฉาชีพแต่ไม่หลงเชื่อ ร้อยละ 19.0 และมีร้อยละ 0.4 ที่ถูกมิจฉาชีพหลอกและหลงเชื่อจนสูญเงิน

 
6. อินสตาแกรม เป็นช่องทางการสื่อสารที่กลุ่มตัวอย่างคนอีสานใช้งานร้อยละ 37.2 มีร้อยละ62.8 ที่ไม่ได้ใช้อินสตาแกรม ไม่ได้รับการติดต่อจากมิจฉาชีพร้อยละ 31.5 ได้รับการติดต่อจากมิจฉาชีพแต่ไม่หลงเชื่อ ร้อยละ 5.5 และมีร้อยละ 0.2 ที่ถูกมิจฉาชีพหลอกและหลงเชื่อจนสูญเงิน

 
7. บัญชีเอ็กซ์ (X) เป็นช่องทางการสื่อสารที่กลุ่มตัวอย่างคนอีสานใช้งานร้อยละ 28.5 มีร้อยละ71.5 ที่ไม่ได้ใช้บัญชีเอ็กซ์ (X) ไม่ได้รับการติดต่อจากมิจฉาชีพร้อยละ 23.1 ได้รับการติดต่อจากมิจฉาชีพแต่ไม่หลงเชื่อ ร้อยละ 5.2 และมีร้อยละ 0.2 ที่ถูกมิจฉาชีพหลอกและหลงเชื่อจนสูญเงิน

 
8. อีเมล์ เป็นช่องทางการสื่อสารที่กลุ่มตัวอย่างคนอีสานใช้งานร้อยละ 45.6 มีร้อยละ 54.4 ที่ไม่ได้ใช้อีเมล์ ไม่ได้รับการติดต่อจากมิจฉาชีพร้อยละ 39.2 ได้รับการติดต่อจากมิจฉาชีพแต่ไม่หลงเชื่อ ร้อยละ 6.3 และมีร้อยละ 0.1 ที่ถูกมิจฉาชีพหลอกและหลงเชื่อจนสูญเงิน

 
9. ติ๊กต็อก เป็นช่องทางการสื่อสารที่กลุ่มตัวอย่างคนอีสานใช้งานร้อยละ 61.1 มีร้อยละ 38.9 ที่ไม่ได้ใช้ติ๊กต็อก ไม่ได้รับการติดต่อจากมิจฉาชีพร้อยละ 52.9 ได้รับการติดต่อจากมิจฉาชีพแต่ไม่หลงเชื่อ ร้อยละ 8.2 และยังไม่มีกรณีมิจฉาชีพหลอกและหลงเชื่อจนสูญเงินผ่านติ๊กต็อก


 

โดยสรุป จาก 9 ช่องทาง ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา คนอีสานถูกหลอกและหลงเชื่อจนสูญเงินสูงถึงร้อยละ 17.3 โดยถูกหลอกจากช่องทางการพูดคุยทางโทรศัพท์มากที่สุด ร้อยละ 8.1 รองลงมา เฟซบุ๊กและเมสเซนเจอร์ ร้อยละ 5.0 ตามมาด้วย ข้อความ SMS ร้อยละ 2.2 ไลน์ ร้อยละ 1.2 การท่องเว็บ ร้อยละ 0.4 อินสตาแกรม ร้อยละ 0.2 บัญชีเอ็กซ์ ร้อยละ 0.2 อีเมล์ ร้อยละ 0.1 และ ยังไม่มีการหลงเชื่อจนการสูญเงินผ่านติ๊กต็อก

 
เมื่อสอบถามต่อว่า ประเด็นอะไรที่ท่านคิดว่าตัวท่านเองอาจจะโดนหลอกจากกลุ่มมิจฉาชีพได้ง่ายที่สุด พบว่า อันดับ 1 ร้อยละ 35.6 ตอบว่าหลอกโดยปลอมเป็นตำรวจ/เจ้าหน้าที่รัฐ/ธนาคาร อันดับ 2 ร้อยละ 16.8 หลอกขายสินค้า/บริการออนไลน์ อันดับ 3 ร้อยละ 9.7 หลอกว่าถูกรางวัลหรือจะได้รับเงินก้อนใหญ่ อันดับ 4 ร้อยละ 8.2 หลอกให้กรอกข้อมูลรับเงินจากรัฐบาล อันดับ 5 ร้อยละ 6.3 มิจฉาชีพแฮกบัญชีไลน์/เฟซบุ๊กเพื่อนแล้วหลอกยืมเงิน อันดับ 6 ร้อยละ 5.5 หลอกลงทุนได้ผลตอบแทนสูง อันดับ 7 ร้อยละ 5.0 หลอกให้กรอกข้อมูลเพื่อรับของรางวัล  อันดับ 8 ร้อยละ 4.6 หลอกกู้เงินออนไลน์ อันดับ 9 ร้อยละ 4.1 หลอกโดยพนัน/เกมออนไลน์ อันดับ 10 ร้อยละ 2.4 หลอกว่าโอนผิดให้โอนคืน และอันดับ 11 ร้อยละ 1.8 หลอกให้รักบอกให้โอน

 

เมื่อสอบถามต่อว่า ท่านรู้จักหน่วยงานหรือเครื่องมือใดบ้าง ที่เป็นประโยชน์ในการป้องกันข่าวลวงและการถูกหลอกให้โอนเงิน พบว่า อันดับ 1 ร้อยละ 57.1 รู้จักกองบัญชาการตำรวจไซเบอร์ (กองบังคับการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี) อันดับ 2 ร้อยละ 36.9 รู้จักศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย อันดับ 3 ร้อยละ 32.8 รู้จักแอปพลิเคชัน ฮูส์คอลล์ (Whoscall) อันดับ 4 ร้อยละ19.5 รู้จักเว็บเช็คก่อน.com  อันดับ 5 ร้อยละ 15.9 รู้จักศูนย์ชัวร์ก่อนแชร์ อันดับ 6 ร้อยละ 13.7 รู้จักเว็บฉลาดโอน.com และอันดับ 7 ร้อยละ 11.6 รู้จัก โครงการโคแฟค หรือ COFACT จากผลสำรวจนี้สะท้อนให้เห็นว่าคนจำนวนมากยังไม่รู้จักหน่วยงานและเครื่องมือสำหรับการรู้ทันข่าวลวงและมิจฉาชีพ

สอบถามต่อว่า วิธีป้องกันตัวจากมิจฉาชีพหลอกให้โอนเงิน ข้อใดที่ท่านเลือกใช้อยู่เป็นประจำ พบว่า อันดับ 1 ร้อยละ 63.0 จะเช็คให้ชัวร์ก่อนโอน อันดับ 2 ร้อยละ 58.6 หลีกเลี่ยงการเปิดเผยข้อมูลส่วนตัว อันดับ 3 ร้อยละ 41.7 ไม่คลิกลิงก์จากเว็บไซต์ที่ไม่รู้จัก อันดับ 4 ร้อยละ 36.3 ติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดจะได้รู้เท่าทัน อันดับ 5 ร้อยละ 28.9 ปรึกษาคนใกล้ชิดก่อนโอนเสมอ อันดับ 6 ร้อยละ  28.6 เปิดแจ้งเตือนการโอนเงินเข้าออก อันดับ 7 ร้อยละ  23.9  แชร์ข่าวการถูกหลอกให้คนใกล้ชิดทราบ อันดับ 8 ร้อยละ 23.4 ตั้งค่าการยืนยันตัวตนแบบสองชั้น อันดับ 9 ร้อยละ 14.5 ใช้แอป Whoscall กรองเบอร์โทร อันดับ 10 ร้อยละ 13.5 ใช้รหัสผ่านต่างกันสำหรับแต่ละบัญชี อันดับ 11 ร้อยละ 7.3 หลีกเลี่ยงใช้ Wi-Fi สาธารณะทำธุรกรรม และอันดับ 12 ร้อยละ 5.9 จำกัดวงเงินโอนต่อวัน จากผลสำรวจนี้สะท้อนให้เห็นว่าคนส่วนใหญ่ยังขาดความรู้และความระมัดระวังในการป้องกันมิจฉาชีพ


 

สุดท้ายเมื่อสอบถามว่า ผลงานรัฐบาลในการปราบปรามมิจฉาชีพและข่าวลวง เป็นอย่างไร พบว่า มีผู้ตอบระดับดีมากเพียงร้อยละ 1.1 ระดับดี ร้อยละ 17.8 ระดับปานกลางหรือพอใช้  ร้อยละ 51.4 ระดับแย่ ร้อยละ 23.1 และระดับแย่มาก ร้อยละ 6.6 และเมื่อเฉลี่ยเป็นคะแนนเต็ม 100% พบว่าได้คะแนนเฉลี่ย 46.0% ซึ่งต่ำกว่าครึ่ง


สำหรับข้อมูลทั่วไปของกลุ่มตัวอย่าง มีความเชื่อมั่นในการพยากรณ์ 99% และคลาดเคลื่อนได้บวกลบ 4%  ประกอบด้วย เพศหญิงร้อยละ 50.2 เพศชาย ร้อยละ 48.4 และกลุ่มหลากหลายทางเพศ ร้อยละ 1.4
อายุ 18-24 ปี ร้อยละ 5.9 อายุ 25-30 ปี ร้อยละ 11.3 อายุ 31-40 ปี ร้อยละ 20.2 อายุ 41-50 ปี ร้อยละ 22.1 อายุ 51- 60 ปี ร้อยละ 16.6.1 และอายุ 61 ปีขึ้นไป ร้อยละ 23.8

การศึกษา ประถมศึกษา/ต่ำกว่า ร้อยละ 22.0 มัธยมศึกษาตอนต้น ร้อยละ 18.6 มัธยมศึกษาตอนปลาย/ระดับปวช. ร้อยละ 18.5 ระดับอนุปริญญา/ปวส./สูงกว่า ม.ปลาย ร้อยละ 15.0 ระดับปริญญาตรี ร้อยละ 23.5 และสูงกว่าปริญญาตรี ร้อยละ 2.4

ด้านอาชีพส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกร ร้อยละ 40.3 รองลงมา ผู้ใช้แรงงานและลูกจ้างสถานประกอบการ ร้อยละ 16.3 ค้าขาย/ธุรกิจส่วนตัว/อาชีพอิสระ ร้อยละ 13.3 งานราชการ/รัฐวิสาหกิจ ร้อยละ 10.2  พนักงานบริษัทเอกชน ร้อยละ 9.9  นักเรียน/นักศึกษา ร้อยละ 3.6 พ่อบ้าน/แม่บ้าน ร้อยละ 5.1 และอื่นๆ ร้อยละ 1.4

ด้านรายได้เฉลี่ยต่อเดือน  รายได้ไม่เกิน 5,000 บาท ร้อยละ 15.3  รายได้ระหว่าง  5,001-10,000 บาท ร้อยละ 23.1 รายได้อยู่ระหว่าง 10,001-15,000 บาท ร้อยละ  15.8 รายได้ระหว่าง 15,001-20,000 บาท ร้อยละ 21.9 รายได้ระหว่าง 20,001-40,000 ร้อยละ 21.2 และรายได้มากกว่า 40,001 บาทขึ้นไป ร้อยละ 2.8

 


276 2,535