12thJuly

12thJuly

12thJuly

 

July 03,2024

ปปช.ชี้มูลความผิดอดีตปลัด อบต.ด่านช้าง (บัวใหญ่) และพวก ทุจริตโครงการสายใยรักแห่งครอบครัวและเตรียมการรับเสด็จฯ

 

เมื่อวันที่ ๒๘ มิถุนายน ๒๕๖๗ สำนักงาน ป.ป.ช. ประจำจังหวัดนครราชสีมา ได้เผยแพร่คดีที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิดกรณีเกี่ยวกับการกระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่หรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ จำนวน ๒ เรื่อง โดยในเรื่องที่ ๒ คณะกรรมการ ป.ป.ช.มอบหมายคณะไต่สวนเบื้องต้นดำเนินการไต่สวนเบื้องต้น กรณีกล่าวหา นายแสงไทย พวงพอก เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลด่านช้าง อำเภอบัวใหญ่ จังหวัดนครราชสีมา กับพวก ทุจริตโครงการสายใยรักแห่งครอบครัว และเตรียมการรับเสด็จฯ ในโครงการดังกล่าว

ข้อเท็จจริงจากการไต่สวนปรากฏว่า การดำเนินโครงการสายใยรักแห่งครอบครัว และเตรียมการรับเสด็จของพระองค์เจ้าศรีรัศมิ์ พระวรชายาฯ รวมเป็นเงินงบประมาณ จำนวน ๑,๗๗๕,๓๕๐ บาท โดยองค์การบริหารส่วนตำบลด่านช้างได้จัดหาวัสดุก่อสร้าง และให้ประชาชนร่วมมือร่วมแรงช่วยกันทำงานโดยไม่ได้จ่ายค่าแรงงาน แต่จัดทำเอกสารเป็นการจ้างเหมาโดยนำชื่อของประชาชนมาเป็นผู้รับจ้าง ทั้งปลอมลายมือชื่อ จัดทำเอกสารหลักฐานอันเป็นเท็จ และขอให้ประชาชนไปเบิกเงินตามเช็คให้แก่ผู้ถูกกล่าวหา การขออนุมัติดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างโครงการโดยวิธีตกลงราคามีนายสุเมธี ดวงศรี ในฐานะเจ้าหน้าที่พัสดุเป็นผู้จัดทำเอกสารเกี่ยวกับจัดซื้อ/จ้าง โดยเสนอผ่านนางสาวพีฬุกาญจน์ พิลาคำ ซึ่งเป็นหัวหน้าเจ้าหน้าที่พัสดุ เพื่อเสนอนายแสงไทย พวงพอก ปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลด่านช้าง ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกองค์การบริหารส่วนตำบลด่านช้าง ได้อนุมัติให้ดำเนินโครงการ ซึ่งในขั้นตอนการจัดทำเอกสารจัดซื้อ/จ้างโครงการเมื่อจัดทำแล้วบางรายการไม่มีลายมือชื่อของ นายสุเมธี ดวงศรี ลงนามในฐานะเจ้าหน้าที่พัสดุ แต่กลับพบว่า นายแสงไทย พวงพอก นางสาวพีฬุกาญจน์ พิลาคำ และนายเฉลิมเกียรติ ศาสตระวาทิต บุคคลทั้ง ๓ ซึ่งเป็นผู้มีอำนาจในการลงลายมือชื่อในการถอนเงิน เบิกจ่ายเงินร่วมกันขององค์การบริหารส่วนตำบลด่านช้าง ได้กระทำการร่วมกัน ลงนามสั่งจ่ายเงินให้กับผู้รับจ้าง อันเป็นการกระทำโดยมิชอบ ทำให้องค์การบริหารส่วนตำบลด่านช้างเสียหาย

คณะกรรมการ ป.ป.ช.พิจารณาแล้วมีมติดังนี้

การกระทำของนายแสงไทย พวงพอก ผู้ถูกกล่าวหาที่ ๑ นางสาวพีฬุกาญจน์ พิลาคำ หรือสุวัฒนเมธี ผู้ถูกกล่าวหาที่ ๒ นายเฉลิมเกียรติ ศาสตระวาทิต ผู้ถูกกล่าวหาที่ ๓ และนายสุเมธี ดวงศรี ผู้ถูกกล่าวหาที่ ๔ มีมูลความผิดทางอาญา ฐานเป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการ หรือรักษาทรัพย์ใดๆ ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต อันเป็นการเสียหายแก่รัฐ เทศบาล สุขาภิบาล หรือเจ้าของทรัพย์นั้น ฐานเป็นเจ้าพนักงาน ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ฐานเป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่ทำเอกสาร กรอกข้อความลงในเอกสาร หรือดูแลรักษาเอกสาร กระทำการปลอมเอกสาร โดยอาศัยโอกาสที่ตนมีหน้าที่นั้น ฐานเป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่ทำเอกสาร รับเอกสาร หรือกรอกข้อความลงในเอกสาร กระทำการรับรองเป็นหลักฐานว่า ตนได้กระทำการอย่างใดขึ้น หรือว่าการอย่างใดได้กระทำต่อหน้าตนอันเป็นความเท็จ และรับรองเป็นหลักฐานซึ่งข้อเท็จจริงอันเอกสารนั้น มุ่งพิสูจน์ความจริงอันเป็นความเท็จ ฐานปลอมเอกสาร ฐานปลอมเอกสารสิทธิหรือเอกสารราชการ และฐานใช้หรืออ้างเอกสารอันเกิดจากการกระทำความผิดตามมาตรา ๒๖๔ หรือมาตรา ๒๖๕ ในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๑๕๑ มาตรา ๑๕๗ มาตรา ๑๖๑ มาตรา ๑๖๒ (๑) (๔) มาตรา ๒๖๔ มาตรา ๒๖๕ และมาตรา ๒๖๘ ประกอบมาตรา ๙๑ และฐานเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดในตำแหน่งหรือหน้าที่ หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหรือหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.๒๕๔๒ และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา ๑๒๓/๑ (ปัจจุบันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.๒๕๖๑ มาตรา ๑๗๒) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑ แต่ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๖๒ (๑) (๔) มาตรา ๒๖๔ มาตรา ๒๖๕ และมาตรา ๒๖๘ ได้ขาดอายุความแล้ว สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไป ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๓๙ (๖) จึงให้ยุติการดำเนินคดีอาญาในความผิดฐานนี้ และมีมูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง ฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยมิชอบเพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นได้ประโยชน์ที่มิควรได้ เป็นการทุจริตต่อหน้าที่ราชการ และฐานปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยจงใจไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบของทางราชการ มติคณะรัฐมนตรี หรือนโยบายของรัฐบาล อันเป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง ตามประกาศคณะกรรมการพนักงานส่วนตำบล จังหวัดนครราชสีมา เรื่อง หลักเกณฑ์และเงื่อนไขในการสอบสวน การลงโทษทางวินัย การให้ออกจากราชการ การอุทธรณ์ และการร้องทุกข์ พ.ศ.๒๕๔๕ ข้อ ๓ วรรคสาม และข้อ ๖ วรรคสอง

สำหรับมูลความผิดทางวินัยนั้น ข้อเท็จจริงปรากฏว่า ผู้บังคับบัญชาได้ดำเนินการทางวินัยกับนายแสงไทย พวงพอก นางสาวพีฬุกาญจน์ พิลาคำ หรือสุวัฒนเมธี นายเฉลิมเกียรติ ศาสตระวาทิต และนายสุเมธี ดวงศรี โดยลงโทษไล่ออกจากราชการในการกระทำความผิดตามมูลคดีเดียวกันกับเรื่องนี้ เหมาะสมตามควรแก่กรณีแล้ว ตามคำสั่งองค์การบริหารส่วนตำบลบัวใหญ่ ที่ ๑๙๐/๒๕๕๔ ลงวันที่ ๒๑ เมษายน ๒๕๕๔ คำสั่งองค์การบริหารส่วนตำบลขามเฒ่า ที่ ๒๒/๒๕๕๖ ลงวันที่ ๗ พฤษภาคม ๒๕๕๖ คำสั่งองค์การบริหารส่วนตำบลด่านช้าง ที่ ๑๓๗/๒๕๕๔ ลงวันที่ ๒ พฤษภาคม ๒๕๕๔ และคำสั่งองค์การบริหารส่วนตำบลหนองโดนที่ ๑๗๑/๒๕๕๗ ลงวันที่ ๕ มิถุนายน ๒๕๕๗ จึงไม่มีเหตุให้ต้องส่งเรื่องให้ผู้บังคับบัญชาดำเนินการทางวินัยกับผู้ถูกกล่าวหาแต่ละรายดังกล่าวตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.๒๕๖๑ มาตรา ๙๑ (๒) และมาตรา ๙๘ อีก

ให้ส่งรายงาน สำนวนการไต่สวน เอกสารหลักฐานสำเนาอิเล็กทรอนิกส์ และคำวินิจฉัยไปยังอัยการสูงสุด เพื่อดำเนินคดีอาญาในศาลซึ่งมีเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี กับนายแสงไทย พวงพอก นางสาวพีฬุกาญจน์ พิลาคำ หรือสุวัฒนเมธี นายเฉลิมเกียรติ ศาสตระวาทิต และนายสุเมธี ดวงศรี ตามฐานความผิดดังกล่าว ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.๒๕๖๑ มาตรา ๙๑ (๑)

ทั้งนี้ การชี้มูลความผิดของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ยังไม่ถือเป็นที่สุด ผู้ถูกกล่าวหายังเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าจะมีคำพิพากษาของศาลอันถึงที่สุด

นสพ.โคราชคนอีสาน ปีที่ ๔๙ ฉบับที่ ๒๗๖๖ วันที่ ๑๕ เดือนมิถุนายน - วันที่ ๑๔ เดือนกรกฎาคม พ.ศ.๒๕๖๗


20 713