11thSeptember

11thSeptember

11thSeptember

 

July 03,2024

เที่ยวเมืองรองลดหย่อนภาษี เหมือนท่าดีแต่ทีเหลว

 

ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๔ มิถุนายน ๒๕๖๗ มีมติเห็นชอบมาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยวภายในประเทศ ตั้งแต่วันที่ ๑ พฤษภาคม ๒๕๖๗ ถึงวันที่ ๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๖๗ ซึ่งเป็นช่วงนอกฤดูท่องเที่ยว (Low Season) โดยเน้นไปที่จังหวัดเมืองรอง ๕๕ จังหวัด และบางอำเภอใน ๑๕ จังหวัด ที่อยู่นอกเมืองเศรษฐกิจหรือแหล่งท่องเที่ยว แบ่งออกเป็น ๒ มาตรการ ได้แก่

๑. มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการจัดอบรมสัมมนาภายในประเทศ (สำหรับนิติบุคคล) สามารถนำรายจ่ายค่าห้องสัมมนา ค่าห้องพัก ค่าขนส่ง หรือรายจ่ายอื่นที่เกี่ยวข้องในการอบรมสัมมนาภายในประเทศ หักรายจ่ายได้ ๒ เท่าของรายจ่ายตามที่จ่ายจริง สำหรับจังหวัดเมืองรอง และ ๑.๕ เท่าสำหรับเมืองหลักอื่นๆ

๒. มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยวในประเทศ (สำหรับบุคคลธรรมดา) สามารถนำค่าแพ็คเกจทัวร์ ค่าที่พัก โรงแรม โฮมสเตย์ หรือที่พักที่ไม่ใช่โรงแรมในจังหวัดเมืองรอง ลดหย่อนภาษี ได้ไม่เกิน ๑๕,๐๐๐ บาท

แต่ทั้งสองมาตรการต้องมีใบ  กำกับภาษีรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ ผ่านใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์และใบรับอิเล็กทรอนิกส์ หรือ e-Tax Invoice & e-Receipt ของกรมสรรพากร มาใช้สิทธิลดหย่อนหรือหักรายจ่าย ส่วนใบเสร็จกระดาษ ใช้เป็นหลักฐานไม่ได้ 

หากใครยังจำกันได้ เมื่อต้นปีที่ผ่านมามีมาตรการที่ชื่อว่า “Easy E-Receipt” นำค่าซื้อสินค้าและบริการจากร้านค้าที่จดทะเบียนในระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม ​ตั้งแต่วันที่ ๑ มกราคม ถึง ๑๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๗ นำมาลดหย่อนภาษีได้สูงสุด ๕๐,๐๐๐ บาท ซึ่งลูกค้าต้องนำใบเสร็จและข้อมูลบัตรประชาชน มาออกใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ที่เรียกว่า “E-TAX”

 

เวลายื่นแบบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภงด.๙๐ หรือ ภงด.๙๑ ปีภาษี ๒๕๖๗ ที่ยื่นแบบในปีหน้า (๑ มกราคม ถึง ๓๑ มีนาคม ๒๕๖๘ หรือถ้าผ่านอินเทอร์เน็ตก็ประมาณต้นเดือนเมษายน ๒๕๖๘) ข้อมูลการซื้อสินค้าและบริการจะปรากฎในเว็บไซต์ MyTax Account ของกรมสรรพากร เพราะการออก E-TAX ร้านค้าจะส่งข้อมูลไปยังกรมสรรพากรโดยตรง

การออก E-TAX ในเวลานั้น ห้างใหญ่ๆ ของกลุ่มทุนยักษ์ไม่มีปัญหา แต่จะมีปัญหาแก่ร้านค้า ผู้ประกอบการรายย่อยที่ต้องทำระบบรองรับเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ ถ้าใช้ระบบฟรีของกรมสรรพากรก็มีข้อจำกัด หากใช้ระบบบริษัทเอกชนต้องเสียค่าใช้จ่ายและค่าธรรมเนียมที่สูง ยิ่งถ้าลงทุนเชื่อมระบบกับกรมสรรพากรเอง ก็เสียค่าติดตั้งระบบกว่า ๒ แสนบาท

 

อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่ผ่านมากรมสรรพากรพยายามดึงร้านค้าเข้าร่วมออก E-TAX ที่ทำระบบมาแล้ว ๗ ปี จากเดิมมีผู้ประกอบการเข้าร่วมหลักร้อยราย เพิ่งขยับขึ้นมาเป็นประมาณ ๔,๐๐๐ ราย ในช่วงมาตรการช้อปดีมีคืน สมัยรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๖๗ มีมากถึง ๙,๒๗๑ ราย จากเป้าของกรมสรรพากรที่ ๑๐,๐๐๐ ราย

มาถึงมาตรการเที่ยวเมืองรองลดหย่อนภาษี ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นธนาคารพาณิชย์ของรัฐ ประกาศว่า มีบริการ Krungthai e-Tax Invoice /e-Receipt ผ่านช่องทาง Krungthai BUSINESS ซึ่งธนาคารฯ ได้รับการรับรองเป็นผู้ให้บริการระดับสูง จากสำนักงานพัฒนาธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) และกรมสรรพากร

โดยผู้ประกอบการกลุ่มธุรกิจที่พักโฮมสเตย์ และนำเที่ยว ที่สนใจสมัคร Krungthai e-Tax Invoice/e-Receipt ตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๖๗ จะได้รับอัตราค่าธรรมเนียมพิเศษ พร้อมรับตราสัญลักษณ์ “E-TAX INVOICE &  RECEIPT” ตามที่กรมสรรพากรกำหนด เพื่อนำไปติดตั้ง ณ สถานประกอบการอีกด้วย

 

นอกจากนี้ ยังมีบริษัทเอกชนอีกหลายบริษัทที่มีบริการนี้ เช่น tax.one.th ของ INET, กิงโกะ ซอฟต์, เบรนเนอร์จี้, ศูนย์ประมวลผล ฯลฯ ซึ่งแต่ละแห่งจะมีอัตราค่าธรรมเนียมแตกต่างกันไป

แต่ปัญหาก็คือ นับตั้งแต่ที่รัฐบาลประกาศมาตรการนี้ออกมา กลับพบว่ามีเพียงน้อยโรงแรม อย่างล่าสุดที่ค้นหาในเฟซบุ๊กพบว่ามีอยู่ ๑ โรงแรมที่ประกาศว่าเข้าร่วมเที่ยวเมืองรองลดหย่อนภาษีปี ๒๕๖๗ นอกนั้น ไม่ว่าโรงแรมหรือรีสอร์ตขนาดเล็กหรือใหญ่ในจังหวัดเมืองรอง ... เงียบสนิท

ขณะที่โรงแรมกลุ่มบัดเจ็ทโฮเทล ทั้งฮ็อปอินน์ (Hop Inn) และบีทู (B2) ที่มีเครือข่ายสาขาโรงแรมทั่วประเทศ สอบถามแล้วทั้งสองโรงแรมไม่เข้าร่วมโครงการ e-Tax Invoice & e-Receipt คือออกใบเสร็จแบบธรรมดาให้เท่านั้น

สำหรับเครือโรงแรมขนาดใหญ่ที่เคยเข้าร่วมโครงการ Easy E-Receipt มาก่อน เช่น เครือแอสเสท เวิร์ด คอร์ป (AWC) ไม่มีโรงแรมในเมืองรอง ส่วนเครือเซ็นทารา (CENTARA) มีโรงแรมในจังหวัดเมืองรอง ๓ แห่ง ได้แก่ จังหวัดตาก ที่อำเภอแม่สอด จังหวัดอุดรธานี และจังหวัดอุบลราชธานี 

 

สอบถามไปยังโรงแรมเซ็นทารา อุดร ได้รับคำตอบแต่เพียงว่า อยู่ระหว่างดำเนินการ ส่วนโรงแรมเซ็นทารา อุบล สอบถามแล้ว ไม่ได้รับคำตอบตามมา ขณะที่โรงแรมเซ็นทารา โคราช จังหวัดนครราชสีมา ไม่เข้าร่วมเพราะเป็นเมืองหลัก

เมื่อประชาชนรับทราบว่ามีมาตรการนี้แต่แทบไม่มีโรงแรมไหนเข้าร่วม ทำให้มาตรการเที่ยวเมืองรอง ลดหย่อนภาษี ของรัฐบาลเศรษฐา ทวีสิน ดูล้มเหลวไม่เป็นท่า หากไม่มีอะไรจูงใจผู้ประกอบการโรงแรมออกมา

สาเหตุสำคัญที่ผู้ประกอบการโรงแรมที่พักไม่เข้าร่วม e-Tax Invoice & e-Receipt เพราะนอกจากโรงแรมจะเสียค่าธรรมเนียมให้กับผู้ให้บริการในอัตราที่สูง หรือหากทำระบบเองก็ยุ่งยากและเสียค่าใช้จ่ายที่สูงแล้ว การออกใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์และใบรับอิเล็กทรอนิกส์ อาจเรียกได้ว่าต้องอยู่ในสายตาของกรมสรรพากรตลอดเวลา

หนำซ้ำคนที่ได้ประโยชน์จากมาตรการนี้โดยตรง คือ ผู้เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ที่จ่ายภาษีเพียง ๔ ล้านคนเท่านั้น จากผู้ที่ยื่นแบบภาษี ๑๑ ล้านคน แต่เงินภาษีต้องนำมาดูแลประชาชน ๖๖ ล้านคนทั่วประเทศ 

แม้จะมีพวกที่อ้างว่า “ภาษีกู” บอกว่าตัวเองก็จ่ายภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ๗% แต่คนที่จ่ายภาษีเงินได้ก็ต้องจ่ายเหมือนกัน เป็นภาษีเพื่อการบริโภค ถ้าไม่บริโภคก็ไม่ต้องเสีย หนำซ้ำถ้าใช้ตรรกะนี้ แรงงานต่างด้าวหรือชาวต่างชาติที่มาเที่ยวและซื้อของในเมืองไทยก็ต้องเสีย แต่ทำไมไม่เรียกร้องแบบน่ารำคาญเหมือนพวกที่อ้างว่าภาษีกูบ้าง

อีกประการหนึ่ง คือ จังหวัดเมืองรองมีบางแห่งที่มีสถานที่ท่องเที่ยว แต่บางจังหวัดไม่มี หรือมีแต่ไม่เข้ากับกิจกรรมการท่องเที่ยวที่นักท่องเที่ยวต้องการ มาถึงจังหวัดเมืองรองแล้ว ปัญหาก็คือ ไม่รู้ว่าจะเที่ยวที่ไหนถึงจะตรงใจที่สุด ไม่นับรวมการคมนาคมขนส่งที่แย่รถประจำทางหายาก ต้องเหมารถหรือนำรถส่วนตัวไป

 

ในเมื่อมาตรการเที่ยวเมืองรองลดหย่อนภาษี แต่ไส้ในคือการชักชวนให้โรงแรมที่พัก บริษัทนำเที่ยวเข้าระบบภาษี อยู่ในสายตาของกรมสรรพากร แล้วผู้ประกอบการไม่มีใครเอาด้วย ความหวังเดียวที่รัฐบาลเศรษฐายังคงไม่ลดละ แม้จะมีเสียงทักท้วง คือการแจกเงินดิจิทัล ๑๐,๐๐๐ บาท ตามนโยบายที่พรรคเพื่อไทยหาเสียง

ก่อนหน้านี้ได้ออกหลักเกณฑ์ที่ชาวประชาร้องยี้กันมาแล้ว หนึ่งในคือ ไม่เป็นผู้ที่มีเงินได้พึงประเมินเกิน ๘๔๐,๐๐๐ บาทต่อปีภาษี หรือคิดเป็นเงินเดือนเกิน ๗๐,๐๐๐ บาท ขึ้นไป ซึ่งคนเหล่านี้ถ้าเป็นชนชั้นกลางยังเป็นเดอะแบก ยังปากกัดตีนถีบ ไม่ได้ร่ำรวยเป็นล้าน ไม่มีอะไรให้ลดหย่อนภาษี ก็ต้องจ่ายภาษีกันเป็นหมื่นบาท หลักเกณฑ์นี้เหมือนซ้ำเติมกันเกินไป

ส่วนคนที่มีเงินฝากกับธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินเฉพาะกิจรวมกันไม่เกิน ๕๐๐,๐๐๐ บาท ก็ต้องดูด้วยว่าเป็นเงินตัวเองหรือเงินคนอื่น แต่เห็นหลักเกณฑ์แบบนี้ ชนชั้นกลางที่เป็นเดอะแบกก็ห่อเหี่ยวใจไม่น้อยเหมือนกัน 

ในช่วงเวลานอกฤดูท่องเที่ยว หรือโลว์ซีซันแบบนี้ ความจริงรัฐบาลไม่ควรแยกออกมาระหว่างเมืองหลักกับเมืองรองด้วยซ้ำเพราะเมืองหลักในช่วงโลว์ซีซัน นักท่องเที่ยวต่างชาติลดลง ผู้ประกอบการได้รับผลกระทบไม่แพ้กัน รัฐบาลควรออกมาตรการช่วยเหลือ ผู้ประกอบการโรงแรมแบบเท่าเทียมทั่วประเทศ ไม่ใช่มาตรการนี้เฉพาะเมืองรองเท่านั้น

เลิกได้แล้วกับการกำหนดเมืองหลักและเมืองรอง ซึ่งมีมาตั้งแต่สมัยรัฐบาลประยุทธ์ ซึ่งไม่มีมาตรฐานกำหนดที่ชัดเจน บางจังหวัดถูกยกให้เป็นเมืองหลักอย่างน่าสงสัย ทั้งที่ไม่มีรายได้หลักจากการท่องเที่ยวด้วยซ้ำ 

นสพ.โคราชคนอีสาน ปีที่ ๔๙ ฉบับที่ ๒๗๖๖ วันที่ ๑๕ เดือนมิถุนายน - วันที่ ๑๔ เดือนกรกฎาคม พ.ศ.๒๕๖๗


179 947