12thSeptember

12thSeptember

12thSeptember

 

July 31,2024

ทำไมไม่กล่าวถึง ‘คุณหญิงโม’ ในใบบอก

 

ธวัช ปุณโณทก ได้ศึกษาวิจัยเอกสาร “พื้นเวียง” ซึ่งเป็นเอกสารประวัติศาสตร์ที่เขียนโดยคนลาว พบว่า ในการวางแผนต่อสู้กับกองทัพเจ้าอนุวงศ์ที่เข้ายึดเมืองนครราชสีมาเมื่อปี พ.ศ.๒๓๖๙ นั้น คุณหญิงโม้เป็นผู้หนึ่งที่ร่วมกับกรมการเมืองวางแผน แต่ผู้เขียนเรื่องพื้นเวียงไม่รู้จัก และไม่ทราบว่าคุณหญิงโม้ร่วมวางแผน จึงไม่ได้บันทึกไว้ ซึ่งในประเด็นนี้มีเหตุผลที่รับฟังได้

แต่ในเอกสารใบคัดบอก (ใบบอก คือ หนังสือรายงานจากหัวเมือง) ซึ่งเป็นรายงานจากคณะกรมการเมืองนครราชสีมาแจ้งต่อกรุงเทพฯ ถึงเหตุการณ์ที่เจ้าอนุวงศ์เข้ายึดเมืองนครราชสีมา มิได้บันทึกชื่อคุณหญิงโม้ รวมถึงเป็นผู้นำร่วมวางแผนต่อสู้กับกองทหารลาวไว้แต่อย่างใด แต่กรณีที่ครัวเมืองเข้าต่อสู้กับทหารลาว กลับบันทึกไว้ค่อนข้างละเอียดซึ่งประเด็นนี้ ธวัช ปุณโณทก ตั้งข้อสังเกตว่า ทำไมคณะกรมการเมืองนครราชสีมาจึงมิได้บันทึกชื่อคุณหญิงโม้ไว้ ทั้งๆ ที่คณะกรมการเมืองอยู่ในเหตุการณ์หรือใกล้ชิดเหตุการณ์ รู้ดีมากกว่ากรุงเทพฯ อีกประการ การรายงานเหตุการณ์ที่เจ้าอนุวงศ์ก่อการกบฏในครั้งนี้ เป็นประหนึ่งการแก้ต่างว่า เมืองนครราชสีมามิได้เป็นกบฏ มิได้ยินยอมพร้อมใจเข้ากับเจ้าอนุวงศ์ แต่ด้วยสถานการณ์ทำให้ต้องจำนนและจำใจ ซึ่งเรื่องนี้น่าจะยกย่องคุณหญิงโม้ด้วย จึงจะมีน้ำหนักน่าเชื่อถือว่าเมืองนครราชสีมาไม่ได้รู้เห็นเป็นใจกับเจ้าอนุวงศ์

 

เรื่องในใบบอกที่รายงานไปยังกรุงเทพฯ ไม่ปรากฏเรื่องราวและชื่อของคุณหญิงโม  นั้น อาจเป็นเหตุหนึ่งที่เป็นผลให้ในพงศาวดารรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ ๓ ไม่มีรายละเอียดเกี่ยวกับคุณหญิงโมมากนัก มีเพียงในหัวข้อว่า “ท่านผู้หญิงโม้ต่อสู้กองทัพเจ้าอนุ” ส่วนในเนื้อหาบันทึกไว้สั้นๆ อีกเช่นกันแต่เพียงว่า “ท่านผู้หญิงโมภรรยาปลัดคุมผู้หญิงเป็นทัพหนุน” เท่านั้น 
จากการศึกษาวิเคราะห์ประเด็นนี้ เป็นเหตุให้เกิดความฉงนสนเท่ห์ว่า เหตุใด ทำไม จึงไม่มีการบันทึกไว้ โดยเฉพาะคณะกรมการเมืองที่อยู่ในเหตุการณ์โดยตลอด

ผู้เขียนสนใจและได้ศึกษาค้นคว้า แต่ก็ไม่พบร่องรอยหรือเค้าเงื่อนพอที่จะสืบสาวราวเรื่องนำไปสู่เค้ามูลในข้อสงสัยประเด็นนี้ อย่างไรก็ตาม จากการวิเคราะห์ส่วนตัวของผู้เขียนเห็นว่า

๑. การบันทึกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในบ้านเมือง ไว้ในพงศาวดาร จดหมายเหตุ ของอาลักษณ์หรือเจ้าหน้าที่ในราชสำนัก จะต้องเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องเฉพาะกับ กษัตริย์ พระบรมวงศานุวงศ์ หรือชนชั้นสูงเท่านั้น จึงไม่ให้ความสำคัญกับเรื่องราวของสามัญชนตลอดจนเรื่องราวของหัวเมือง ซึ่งสมเด็จฯกรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ก็ยังทรงมองเช่นนั้น ดังจะเห็นได้จากความเห็นส่วนตัวที่ปรากฏในหนังสือสาส์นสมเด็จว่า “เรื่องท่านผู้หญิงโม้ก็ดูประหลาด ในพงศาวดารไม่เห็นแสดงผลงานอะไร เป็นแต่ว่าคุมพวกผู้หญิงเป็นกองหลังเท่านั้น ทำไมจึงยกย่องกันหนักหนา”๓

๒. เมื่อเจ้าอนุวงศ์เข้ายึดเมืองนครราชสีมา ได้ให้พญายกกระบัตร หลวงสัสดี หลวงเมือง หลวงนาหลวงนรา หลวงสำรวจ หลวงปลัดเมืองพิมาย กรมการเมืองออกไปพบแล้วแจ้งว่า ถ้าไม่ยอมเข้าด้วยและขัดขืนจะฆ่าเสียให้สิ้น กรมการเมืองกลุ่มนี้กลัวจึงยอมเข้าเป็นพวก ซึ่งการกระทำของบรรดากรมการเมือง เข้าข่ายเป็นกบฏต่อแผ่นดิน มีโทษถึงประหารชีวิต
เมื่อการสู้รบสงบลง ได้แต่งใบบอกรายงานสถานการณ์ต่อกรุงเทพฯ จึงพยายามกลบเกลื่อนเรื่องการเข้าหาพวกกบฏ ว่าด้วยเพราะอยู่ในสถานการณ์คับขันที่ไม่อาจปฏิเสธได้ จึงต้องจำยอม แต่เมื่อสบโอกาสตามแผนที่วางไว้ ก็ปลุกระดมครัวเมืองและนำชาวเมืองเข้าต่อสู้กับทหารลาวอย่างสุดชีวิต 

 

๓. สังคมในช่วงยุคสมัยนั้น สตรีถูกกีดกันให้มีบทบาทด้อยกว่าผู้ชาย ถูกปลูกฝังให้เป็นผู้ตาม ด้วยถือคติว่าเป็นช้างเท้าหลัง การสู้รบออกศึกเป็นเรื่องของผู้ชาย ไม่ใช่เรื่องของผู้หญิง ผู้หญิงควรอยู่กับเหย้าเฝ้าเรือน มีข้อห้ามเด็ดขาดให้สตรีถือปฏิบัติหลายเรื่อง เช่น ห้ามแตะขอบเวทีมวย ห้ามเอาเครื่องรางของขลังรอดราวตากผ้าผู้หญิง เป็นต้น ด้วยค่านิยมและวิถีชีวิตดังกล่าวของคนในสมัยนั้น อาจทำให้กรมการเมืองมองว่าแม้พวกผู้หญิงจะเสียสละชีวิตไม่แพ้ผู้ชาย และควรได้รับการยกย่องเพียงใด แต่จะเกินหน้าผู้ชายไม่ได้ ด้วยผู้ชายนั้นเป็นใหญ่เป็นผู้นำในครอบครัว ตลอดจนเป็นผู้นำในสังคมจะต้องเป็นหนึ่งเสมอ ไม่เป็นสองรองผู้หญิงอย่างเด็ดขาด กรมการเมืองจึงไม่ให้ค่าความสำคัญของผู้หญิง
เรื่องนี้สันนิษฐานว่า แม้การสู้รบจะมีท่านผู้หญิงโมร่วมวางแผน คุมพวกผู้หญิงเป็นทัพหนุนเข้าร่วม แต่บรรดา กรมการเมืองอาจฉุกคิดว่า ถ้านำผลงานของคุณหญิงโมมากล่าวด้วย อาจทำให้ผลงานของกรมการเมืองด้อยความโดดเด่นลง และอาจส่งผลกระทบต่อการที่จะลบล้างความผิดในครั้งนี้

๔. ส่วนพญาปลัดเมื่อกลับมาจากเมืองขุขันธ์แล้ว แสร้งเข้าหาเจ้าอนุวงศ์เพื่อให้ตายใจไม่หวาดระแวง เข้าข่ายเป็นกบฏต่อแผ่นดิน สันนิษฐานว่าหากจะบันทึกผลงานของคุณหญิงโมในใบบอกส่งไป ก็เกรงจะเป็นที่ครหาว่าเอาความดีของภริยามาช่วยแก้ต่างความผิดให้ผู้เป็นสามี จึงควรเงียบเฉยไม่กล่าวถึง ซึ่งคุณหญิงโมอาจเต็มใจและยินยอมเป็นผู้ปิดทองหลังพระเพื่อผู้เป็นสามีก็ได้
จากที่ได้วิเคราะห์สาธยายมานี้ ผู้เขียนเห็นว่าน่าจะเป็นเค้าเงื่อน ที่ทำให้ไม่มีการบันทึกเรื่องราวของคุณหญิงโมไว้ในใบบอก

 

ปัจฉิมท้ายบทความ 
แม้ไม่มีเรื่องราววีรกรรมของคุณหญิงโมบันทึกในพงศาวดารหรือเอกสารสำคัญๆ แต่ก็เป็นที่ยอมรับกันจากคนไทยทั้งประเทศ จนกระทรวงศึกษาธิการนำไปเป็นแบบเรียนวิชาประวัติศาสตร์ และทางการสร้างอนุสาวรีย์ตระหง่านไว้หน้าประตูชุมพล 
ประเด็นที่ไม่มีการบันทึกวีรกรรมของคุณหญิงโมนี้ น.ส.สายพิน แก้วงามประเสริฐ นักศึกษาระดับปริญญาโท สาขาวิชาประวัติศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ตั้งคำถามว่า “วีรกรรมของคุณหญิงโมนี้เกิดขึ้นจริงหรือ” และได้ทำวิทยานิพนธ์เรื่อง “ภาพลักษณ์ท้าวสุรนารีในประวัติศาสตร์ไทย” โดยสรุปว่า วีรกรรมนี้ไม่มีจริง ต่อมาได้ปรับปรุงวิทยานิพนธ์เป็นหนังสือเรื่อง “การเมืองในอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี” มีสำนักพิมพ์มติชนเป็นผู้จัดพิมพ์ออกจำหน่าย และในช่วงปลายปี พ.ศ.๒๕๓๘ เกิดปฏิกิริยาต่อต้านจากคนโคราชและผู้ที่เคารพศรัทธาท้าวสุรนารี ไม่พอใจเนื้อหาในหนังสือที่กล่าวทำนองว่า “ทำไมคุณหญิงโมซึ่งเป็นสามัญชนคนแรกจึงมีอนุสาวรีย์ คุณหญิงโมจัดเป็นวีรบุรุษแห่งชาติแต่ทางราชการปฏิบัติไม่สมกับการเป็นวีรบุรุษแห่งชาติ คือจัดพิธีกรรมเซ่นบวงสรวงวิญญาณ จนคนทั่วไปกราบไหว้และบนบานศาลกล่าวเพื่อให้ได้ในสิ่งที่อธิษฐาน การปฏิบัติเช่นนี้ทำให้คุณหญิงโมอยู่ในฐานะก้ำกึ่งระหว่างความเป็น เทพ และ ผี หรือ เทพารักษ์ประจำเมือง ที่คอยคุ้มครองเหตุเภทภัยต่างๆ”
กระแสต่อต้านได้ทวีความรุนแรง มีคนเรือนหมื่นชุมนุมประท้วง เผาหุ่น ที่ลานอนุสาวรีย์ ทำให้เหตุการณ์ลุกลามบานปลาย บรรดานักวิชาการต่างเห็นว่าเป็นวิทยานิพนธ์ที่ขัดกับความรู้สึกของสังคม ส่วนทางอาจารย์ประธานสอบวิทยานิพนธ์ยอมรับว่า เรื่องนี้เป็นการตอกย้ำและท้าทายความเชื่อมั่น ในวีรกรรมของท่านท้าวสุรนารีที่สั่งสมมา ต่อมาสำนักพิมพ์มติชนยอมเก็บหนังสือจากแผงที่วางขาย เรื่องจึงค่อยๆ เงียบหายไป (รายละเอียดอ่านได้จากหนังสือ “ย้อนเรื่องเมืองโคราช”)

 

คัดบอก ในรัชกาลที่ ๓ เล่ม ๑๙ จ.ศ.๑๑๘๘  (พ.ศ.๒๓๖๙) วันศุกร์ เดือน ๕ ขึ้น ๓ ค่ำ ปีกุนนพศก พญาปลัดเมืองนครราชสีมา ให้ขุนโอฐถือหนังสือบอกลงมาถึงค่ายหลวง. 
ท้าวสุรนารีเดิมชื่อ โม เอกสารแบ่งแห่งเรียกว่า โม้ แต่ชาวเมืองนครราชสีมาเรียกท่านว่า โม    
๓สาส์นสมเด็จ ภาค ๒ พระนิพนธ์ของสมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ และ สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ พ.ศ. ๒๔๙๔, หน้า ๓๘๐.

นสพ.โคราชคนอีสาน ปีที่ ๕๐ ฉบับที่ ๒๗๖๗ วันที่ ๑๕ เดือนกรกฎาคม - วันที่ ๑๔ เดือนสิงหาคม พ.ศ.๒๕๖๗


181 931