September 06,2024
ประเพณีตีข่ามาเป็นไพร่

เมื่อต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ประเทศไทยมีความจำเป็นต้องใช้เงินจำนวนมาก ในการสร้างบ้านเมืองใหม่แทนกรุงศรีอยุธยา เช่น สร้างพระราชวัง ป้อมค่าย ปฏิสังขรณ์วัดวาอาราม ฯลฯ จึงมีการปฏิรูปนโยบายด้านเศรษฐกิจและการค้า เพื่อเร่งสร้างรายได้
ในปลายสมัยรัชกาลที่ ๒ หัวเมืองในภาคอีสานได้รับการกระทบกระทั่งกับเขมร และมีแนวโน้มจะบานปลายไปยังเมืองจำปาศักดิ์ซึ่งอยู่ติดกับเขมร กอปรกับเจ้าอนุวงศ์แห่งกรุงเวียงจันทน์พยายามจะขยายอำนาจมาทางเมืองจำปาศักดิ์ นอกจากนี้ญวนยังได้พยายามเข้ามามีอิทธิพลแถบเมืองโขง (สีทันดร หรือ สี่พันดอน อยู่ในเขตเมืองจำปาศักดิ์ตรงข้ามกัมพูชา) ทำให้สินค้าแถบนี้ถูกส่งไปญวนเป็นจำนวนมาก
เจ้าพระยาทองอินท์ เจ้าเมืองนครราชสีมา ครั้งดำรงตำแหน่งพระพรหมภักดี ได้ทุ่มเทการทำหน้าที่ต่างพระเนตรพระกรรณ ในการรักษาพระราชอาณาเขตและผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ แต่เนื่องจากอีสานมีพื้นที่กว้างใหญ่ ห่างไกลจากเมืองหลวงมาก การคมนาคมไม่สะดวก การสื่อสารมีความล่าช้า และเมืองนครราชสีมายังทำหน้าที่ปกครองเมืองเขมรป่าดง และหัวเมืองที่ไม่ได้ขึ้นต่อเมืองเวียงจันทน์ เมืองนครพนม และเมืองจำปาศักดิ์ นอกจากนี้ยังให้เมืองชนบท เมืองแก่น ขึ้นต่อเมืองนครราชสีมาอีกด้วย
ดังนั้น เพื่อให้การทำหน้าที่ได้อย่างเต็มกำลัง รัชกาลที่ ๒ ได้ประทาน “ดวงตราขาด” ซึ่งเป็นเครื่องหมายอาญาสิทธิ์ให้แก่ พระพรหมภักดี (ทองอินท์) ในปี พ.ศ.๒๓๖๐๑ มีอำนาจเบ็ดเสร็จโดยเด็ดขาดในการเกณฑ์กำลังคน จัดตั้งกองกำลังทหารเพื่อดูแลรักษาพระราชอาณาเขต นอกจากด้านการทหารแล้วเมืองนครราชสีมายังได้รับความไว้วางใจจากกรุงเทพฯ ให้ดูแลการค้าด้านฝั่งตะวันออก ของแม่น้ำโขงกับต่างประเทศอีกด้วย

ธุระในด้านการค้านั้น พระพรหมภักดี (ทองอินท์) ได้ทูลขอรัชกาลที่ ๓ สร้างด่านเพื่อป้องกันการแผ่อิทธิพลของญวน และได้นำกำลังปิดด่านเมืองโขง จับพ่อค้าที่ทำผิดระเบียบจนเป็นที่เกรงกลัว ทำให้พ่อค้าญวนลดบทบาททางการค้าลง
ด้วยความไม่ไว้วางใจเจ้าอนุวงศ์ พระพรหมภักดี (ทองอินท์) จึงได้คิดสร้างฐานกำลังให้แข็งแกร่งไว้ป้องกันพระราชอาณาเขต จึงได้กราบทูลรัชกาลที่ ๓ ขอสักเลกในหัวเมืองที่อยู่ในการปกครองของเมืองนครราชสีมา และได้ตีข่า๒ เผ่าต่างๆ สักเลก ได้แก่ ข่ากระเสง ข่าเสวง ข่าจะราย ข่าระแดร์ มาเป็นไพร่จำนวนมาก ซึ่งไม่เคยมีใครคิดทำมาก่อน นับว่าพระพรหมภักดี (ทองอินท์) เป็นคนแรกที่สร้างประเพณีนี้๓ โดยปกติการสักเลกจะสักแต่ชายฉกรรจ์ไทยที่เป็นสามัญชนอายุ ๑๖ ปี ที่ไม่ใช่ทาส ด้วยการใช้เหล็กสักตัวอักษรและตัวเลขที่แขน คนเหล่านี้เรียกว่า เลก (เลข) หรือ ไพร่
นอกจากนี้ เพื่อความแข็งแกร่งของกองกำลัง พระพรหมภักดี (ทองอินท์) ได้มีสารไปเกณฑ์ทัพเมืองทองคำ อัตตะปือ แสนปาง บ้านด่าน ภูขัน (ขุขันธ์) อุบล ศรีสะเกษ บาศักดิ์ (จำปาศักดิ์) เพื่อไปปราบข่าเมืองระแด และกวาดต้อนพวกข่ามายังเมืองโขง๔ ผลจากการมีกองกำลังพวกข่าที่เมืองโขง ทำให้สามารถป้องกันพระราชอาณาเขตด้านอีสาน และไทยมีสินค้าและของป่าที่กรุงเทพฯ ต้องการจำนวนมหาศาล ได้แก่ เนื้อสัตว์ตากแห้ง หนังสัตว์ เขาสัตว์ (นอแรด งาช้าง) เร่ว (ใช้ทำยา) น้ำผึ้ง ผ้าไหม ฯลฯ สินค้าเหล่านี้ได้จากการค้าขายกับญวน เขมร ลาว ข่า แล้วถูกส่งไปยังเมืองนครราชสีมา ด้วยช้าง ม้าต่าง โคต่าง เกวียน และล่องเรือทางลำน้ำมูลมายังด่านท่าช้าง (อำเภอเฉลิมพระเกียรติ นครราชสีมา) ทำให้เมืองนครราชสีมาเป็นศูนย์กลางทางการค้า
จากนั้นสินค้าจะถูกส่งไปยังกรุงเทพฯเป็นส่วนใหญ่ มีส่วนทำให้ราชสำนักกรุงเทพฯ มีความมั่งคั่งในด้านเศรษฐกิจ
เป็นผลจากการตีข่าและสักเลกตั้งเป็นกองกำลัง ของเจ้าพระยาทองอินท์ เจ้าเมืองนครราชสีมา
๑สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ผู้ทรงกอบกู้เอกราชของชาติไทย จากกรุงธนบุรีสู่นครราชสีมา บางส่วนจากจดหมายเหตุ นครราชสีมา ราชสกุลวงศ์พระเจ้าตากสิน (นครราชสีมา: สมบูรณ์การพิมพ์, ๒๕๒๖), หน้า ๒๙-๓๐.
๒ข่าเป็นชนเผ่าพื้นเมืองเขมรป่าดง อาศัยอยู่แถบเมืองจำปาศักดิ์ซึ่งติดกับเขมร ลาวเรียกพวกมอญ-เขมร ว่า ข่า แต่กรุงเทพฯ เรียกว่า ส่วย.
๓ประชุมพงศาวดาร เล่ม ๓ (ประชุมพงศาวดารภาค ๓ ภาค ๔ ตอนต้น), (กรุงเทพฯ: องค์การค้าคุรุสภา), หน้า ๒๑๕.
๔พื้นเวียง: การศึกษาประวัติศาสตร์และวรรณกรรมอีสาน (เอกสารหมายเลข ๑๙ สถาบันไทยคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, ๒๕๒๖), หน้า ๓๔-๓๕.
นสพ.โคราชคนอีสาน ปีที่ ๕๐ ฉบับที่ ๒๗๖๘ วันที่ ๑๕ เดือนสิงหาคม - วันที่ ๑๔ เดือนกันยายน พ.ศ.๒๕๖๗
178 1,231



