11thSeptember

11thSeptember

11thSeptember

 

September 10,2024

หมอขอนแก่นเผย รพ.รายรับต่ำกว่ารายจ่าย นานกว่า 4 ปี เหตุเพราะเบิก สปสช.และสิทธิ์บัตรทอง ไม่สอดคล้องกับรายจ่าย

 

เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 6 ก.ย.2567 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า โลกโซเชียลมีเดียและเพจต่างๆทั่วทั้ง จ.ขอนแก่น ได้เผยแพร่ข้อความ จาก ศ.นพ. สมศักดิ์ เทียมเก่า แพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคระบบประสาท รพ.ศรีนครินทร์  พร้อมข้อความระบุว่า “รพ.ศรีนครินทร์รายรับต่ำกว่าค่ารักษาที่เรียกเก็บเดือนละ 56 ล้าน เป็นมาแบบนี้ 4 ปีแล้วครับ รวมๆ ก็ 2,500 ล้าน แล้วเราก็คงจะมีปัญหาด้านรายรับต่ำกว่ารายจ่ายต่อไปอีกแบบนี้ ถ้า สปสช.และประกันสังคมยังมีแนวทางการทำงานแบบเดิมครับ"

ในเวลาต่อมาผู้สื่อข่าวลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงที่โรงพยาบาลศรีนครินทร์ คณะะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น หรือ มข. โดยพบกับ ศ.นพ.  สมศักดิ์ เทียมเก่า แพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคระบบประสาท รพ.ศรีนครินทร์  เพื่อสอบถามถึงเหตุการณ์และสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

 

ศ.นพ. สมศักดิ์ เทียมเก่า แพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคระบบประสาท รพ.ศรีนครินทร์

ศ.นพ.สมศักดิ์ กล่าวว่า  ขอเรียกสถานการณ์นี้ว่า ผลต่างของรายจ่ายและรายรับที่เกิดขึ้น  เพราะ รพ.ของรัฐไม่ได้ตั้งขึ้นมาเพื่อหวังผลกำไร ดังนั้นจะไม่มีคำว่าขาดทุน  เมื่อรักษาคนไข้จะมีค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น ยกตัวอย่างเช่นทั้งหมด 1,000 บาท แต่เวลาที่เรียกเก็บจาก สปสช. จะเป็นตัวเลขอีกตัวเลขเนื่องจากว่าใน 1,000 บาท ที่รักษาไปจะมีบางส่วนซึ่งไม่อยู่ในสิ่งที่เบิกได้จาก สปสช. หลังจากรักษาคนไข้ทาง รพ. จะเรียกเก็บตามที่ สปสช. กำหนดไว้  จากนั้น สปสช.จะจ่ายตามค่ารักษาที่เกิดขึ้น ดังนั้นจะมี 3 ส่วน ค่าใช้จ่ายจริงที่เกิดขึ้น ค่าใช้จ่ายที่เรียกเก็บจาก สปสช. และส่วนที่ สปสช.จ่ายให้ทาง รพ. ดังนั้นตัวเลขที่ รพ.เรียกเก็บกับตัวเลขที่ สปสช.จ่ายจะต่างกันเดือนละ 56 ล้านบาท  เฉลี่ยปีละ 670 ล้านบาท

 

"ประเด็นที่เกิดขึ้นนี้เป็นระยะเวลากว่า 4 ปี และเชื่อว่าจะเกิดขึ้นในทุก รพ. โดยเฉพาะ รพ.ขนาดใหญ่ที่มีผลต่างที่ได้รับเงินจาก สปสช. เป็นปัญหาเดียวกันทั่วประเทศ แต่ในโรงเรียนแพทย์กับ รพ.ศูนย์ ยิ่งมีเทคโนโลยีต่างๆเข้ามารักษาคนไข้มากขึ้นรายการยาที่ใช้หรือเทคนิคต่างๆจะมีมากกว่า รพ.ขนาดเล็ก ดังนั้นค่าต้นทุนการรักษาโรคเดียวกันจะมีความแตกต่างกัน  ทั้งนี้ในความคิดเห็นส่วนตัวต้องการให้รัฐบาลสนับสนุนงบประมาณให้ สปสช.อย่างเพียงพอ และต้องคำนึง งบประมาณค่าเหมาจ่ายรายหัวที่มีการคิดไว้ต้นปี แต่ความเป็นจริงค่าใช้จ่ายเหมาจ่ายรายหัวไม่เพียงพอ เมื่อไม่เพียงพอไม่ใช่ความผิดของใคร  แต่เพราะความเป็นจริงที่เกิดขึ้นในช่วงหลายๆปีที่ผ่านมาต้นทุนในการรักษาพยาบาลสูงขึ้นในขณะเดียวกันงบประมาณเหมาจ่ายรายหัวไม่ได้เพิ่มตามไปด้วย แต่ตัวเลขเหมาจ่ายรายหัวก็สูงขึ้นทุกปีจริงๆที่รัฐบาลให้มาแต่ยังไม่เพียงพอต่อค่าใช้จ่ายจริงที่เกิดขึ้นจึงอยากให้รัฐบาลมีความเข้าใจตรงนี้มากขึ้น"

 

ศ.นพ.สมศักดิ์ กล่าวต่ออีกว่า สิ่งหนึ่งที่ต้องการเรียกร้องหรือประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนรับทราบคือการร่วมจ่ายที่เกิดขึ้นเพราะว่าเมื่อเงินจาก สปสช. ให้มาไม่เพียงพอควรต้องหางบประมาณส่วนอื่นเพิ่ม  และหากประชาชนพอมีกำลังทรัพย์สามารถจ่ายค่าใช้จ่ายส่วนเกินได้ก็ร่วมจ่ายจะทำให้ผลต่างลดน้อยลงไปด้วย ซึ่งอยากให้ประชาชนเกิดความเข้าใจว่าเรื่องงบประมาณที่ได้รับจากรัฐบาลยังต้องการเพิ่มเติมขึ้นมาอีกซึ่งถ้ารัฐไม่สามารถให้เพิ่มได้ประชาชนอาจจะต้องมีส่วนร่วมถ้าไม่ได้เดือดร้อนอะไรการร่วมจ่ายสิทธิบัตรทองอย่าง 30 บาท ก็อาจจะช่วย รพ.ได้

"มีบางคนเสนอให้ปรับค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ให้มากขึ้นเพราะ 30 บาทเริ่มต้นเมื่อ 20 ปีที่แล้ว ปัจจุบันเงินเฟื้ออาจจะปรับจาก 30 บาท ส่วนจะขึ้นเท่าไรเป็นเรื่องอนาคตแต่ต้องย้ำว่าคนสูงอายุ เด็ก คนพิการ และคนยากไร้ ที่ไม่มีกำลังทรัพย์ไม่ต้องจ่ายส่วนนี้แต่คนที่ไม่เดือดร้อนก็ช่วยกันตรงนี้เป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยทำให้รายได้ของ รพ. มีเพียงพอในการที่จะมาใช้ในการบริหาร เพิ่มประสิทธิภาพของ รพ. ในการรักษาได้"

 


67 475