10thSeptember

10thSeptember

10thSeptember

 

September 18,2024

ตร.ชนแล้วหนี แฟนหนุ่มวอนโลกโซเชียลช่วย หวั่นตำรวจช่วยกัน ขณะที่ ผกก.ฯ ยืนยันดำเนินการตามกฎหมายอย่างเข้มงวด

 

ตำรวจขอนแก่นชนแล้วหนี แฟนหนุ่มวอนโลกโซเชียลช่วยด้วย หวั่นตำรวจช่วยกัน ขณะที่ ผกก.ฯ ยืนยันดำเนินการตามกฎหมายอย่างเข้มงวด พบเป็นตัวตึงประจำโรงพัก ก่อเรื่องอื้อฉาวมาเยอะ

เมื่อเวลา 11.00 น.วันที่ 17 ก.ย.2567 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าโลกโซเชียลมีเดียและเพจต่างๆทั่วทั้ง จ.ขอนแก่น ได้เผยแพร่ภาพ จากผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ “Boy Surachai”  ซึ่งได้โพสต์ภาพและข้อความเหตุการณ์อุบัติเหตุของแฟนสาว ถูกตำรวจ สภ.บ้านเป็ดชนแล้วหนีพร้อมข้อความระบุว่า “ผมขอออกมาพูดหน่อยนะครับ เกี่ยวกับข่าวที่แฟนผมถูกตำรวจ สภ.บ้านเป็ดชนแล้วหนี เรื่องเกิดเมื่อ วันที่ 11 กันยายน 2567 เวลา 21.47 น. แฟนผมถูกตำรวจชนแล้วจากที่เกิดเหตุ และมีแผ่นป้ายทะเบียน งฉ 549 ขอนแก่น ตกอยู่ในที่เกิดเหตุ ผมได้มีการโทรหาแฟนผมเพราะเห็นว่าไปกินหมูกระทะกับพี่ที่ทำงาน SCB แต่22.00 น.แล้วยังไม่ถึงบ้าน และมีกู้ภัยรับสายบอกว่าเจ้าของโทรศัพท์เครื่องนี้เสียชีวิตในที่เกิดเหตุอยู่ถนนเลี้ยงเมืองตรงบ้านเป็ด ผมจึงรีบไปที่เกิดเหตุและเห็นแฟนผมนอนเสียชีวิต ผมได้มีการสอบถามกับทางกู้ภัยว่าคู่กรณีอยู่ไหน ทางกู้ภัยบอกว่าเขาหลบหนี แต่มีทะเบียนตกอยู่ที่เกิดเหตุ (งฉ 549 ขอนแก่น) ผมจึงสอบถามไปกับทางกู้ภัยว่าแล้วมีผู้เห็นเหตุการณ์ไหม เขาบอกว่ามีแต่เขากลับไปแล้วและไม่ได้ให้ข้อมูลติดต่อไว้ด้วย

วันที่ 12 กันยายน 2567 เวลา 00.07 น. ผมและเพื่อนๆได้เดินทางมาที่ สภ.บ้านเป็ดเพื่อลงบันทึกประจำวันและได้มีการสอบถามรายละเอียดต่างๆของทางแฟนผมที่เสียชีวิต  ได้แจ้งว่าแฟนผมถูกชนแล้วหนีให้ช่วยตามทะเบียนคนผิดให้ด้วย ผมคาดว่าเขาน่าจะเมาแล้วขับ และผมได้สอบถามเกี่ยวกับแผ่นป้ายทะเบียนของรถมอไซค์แฟนผมว่าอยู่ที่ไหนทำไมถึงไม่อยู่ในที่เกิดเหตุ เพราะแฟนผมเอาไว้ใต้เบาะรถ ทางร้อยเวรจึงออกไป ณ จุดเกิดเหตุเพื่อนำรถมอไซค์ของแฟนผมมาที่ สภ.บ้านเป็ด แต่ไม่พบแผ่นป้ายทะเบียน และทางร้อยเวรก็ได้ทำการบันทึกข้อมูลเวลา 06.55น. เพจ จุดบริการประตูเมือง มูลนิธิสว่างขอนแก่นสามัคคี ได้โพสเกี่ยวกับอุบัติเหตุครั้งนี้ว่า รถจักรยานยนต์ล้นเองและเสียชีวิต โดยมีภาพแผ่นป้ายทะเบียน งฉ 549 ขอนแก่น ในภาพ จึงมีผู้มาคอมเมนต์ว่าเป็นชนแล้วหนี ทางเพจจึงมีการแก้ไขโพสเป็น รถยนต์+จักยานยนต์+เสาไฟ(คู่กรณีหลบหนี)  และต่อมาเวลาได้ทำการแก้ไขกลับไปเป็นรถจักรยานยนต์ล้นเองและเสียชีวิต และได้ทำการลบคอมเม้นต์สำคัญไป และได้ปิดการคอมเม้นต์สำหรับโพสนี้ไปในที่สุด ซึ่งมันแปลกมากทำไมถึงไม่แจ้งความจริงลง เวลา 07.17น. ทางร้อยเวรได้โทรมาหาผมว่าทราบตัวคู่กรณีแล้ว และบอกชื่อกับผมแต่ไม่บอกนามสกุล ผมจึงได้ย้ำว่ามีการตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์หรือยัง ทางร้อยเวรแจ้งว่าจะมีการดำเนินการ เวลา 9.54 น. ผมได้ข้อมูลมาว่าเคยมีตำรวจเมาแล้วทะเลาะกับชาวบ้านแถว สภ.บ้านเป็ดและที่สำคัญ ชื่อตรงกับที่ร้อยเวรแจ้งผมและเป็นตำรวจอยู่ที่สภ.บ้านเป็ด ช่วงประมาณ 11.00-11.30 น. ได้พบกับร้อยเวรที่ทำคดีนี้และได้พูดคุยกันที่หน้าศาลาพิธีกรรม รพ.ศรีนครินทร์ ทางตำรวจแจ้งว่าได้มีการนำคู่กรณีมาตรวจสอบปริมาณแอลกอฮอล์ที่ รพ.ศรีนครินทร์ เช่นกัน 

 

เช้าวันที่ 13 กันยายน 2567 ประมาณ9.00น. ผมกับเพื่อนได้เข้าไปที่ สภ. บ้านเป็ดเพื่อขอบันทึกประจำวัน แต่บันทึกประจำวันระบุว่าแฟนผมขับรถไม่มีแผ่นป้ายทะเบียนและเสียชีวิต ซึ่งไม่มีการระบุใดๆเกี่ยวกับรถชนแล้วหนี ลงบันทึกแบบนี้มันได้เหรอ?

วันที่ 16 กันยายน 2567 ผมกับพี่และลุงได้เข้าไปที่ สภ.บ้านเป็นเรื่องการชดเชยเยียวยา และผมได้คุยกับตำรวจคู่กรณีว่า 

บอย : ก่อนเกิดเหตุมาจากไหน 

ตำรวจคู่กรณี : อยู่ สภ.ครับ

บอย : ชนแฟนผมตอนไหน

ตำรวจคู่กรณี : เกือบ4ทุ่มครับ

บอย : แล้วกลับถึงบ้านกี่ทุ่มครับ

ตำรวจคู่กรณี : เกือบเที่ยงคืนครับ เพราะผมไปบ้านแฟนก่อนกลับบ้าน

บอย : มาหาผู้กองที่สภ.บ้านเป็ดกี่โมง 

ตำรวจคู่กรณี : มาตอนเช้า ช่วง8โมง ขับรถมาเอง

บอย : ผมมาถึง สภ.บ้านเป็ดเที่ยงคืนนิดๆ แต่คุณรู้ว่าแฟนผมเสียชีวิตจากใครครับตอนเที่ยงคืน

ตำรวจคู่กรณี : จากผู้กองครับ

ต่อมาผมได้ทำการสอบถามกับทางผู้กอง ได้มีการสอบถามเกี่ยวกับการตรวจแอลกอฮอล์แล้วหรือยัง ซึ่งคำตอบที่ได้คือให้เป่าแล้ว ช่วยบ่าย3หลังจากวันที่เกิดเหตุ เห้ยยย แล้วที่เจอกันก่อนหน้านี้บอกพามาตรวจที่ รพ.คืออะไร ยิ่งไปกว่านั้นคู่กรณีบอกว่าขับรถมามอบตัวเองตอน 8.00 น. สภ.นี้ไม่มีคนตรวจวัดแอลกอฮอล์เลยเหรอครับ แต่กลับปล่อยให้เขากลับบ้านไปแบบหน้าตาเฉย และได้สอบถามผู้กองเพิ่มว่าวันที่เกิดเหตุตำรวจคู่กรณีได้ติดต่อผู้กองมาไหม ซึ่งผู้กองบอกว่าไม่มีการคุยกัน

ต่อมาในบันทึกประจำวันที่มาคุยในเรื่องค่าเสียหายของแฟนผม ทางผู้กองไม่ยอมลงว่า คู่กรณีหลบหนีในบันทึกประจำวัน มันแปลกมาก จนผมต้องจี้ซ้ำๆถึงจะยอมพิมพ์ออกมา ทำไมเหรอครับ คำว่าหลบหนีจากที่เกิดเหตุมันเป็นอะไรเหรอครับ และการคุยกันเรื่องค่าเสียหายจบด้วยการไม่ลงตัว และแจ้งว่าจะนัดมาคุยเดือนหน้าแต่ไม่ระบุวันที่ คืออะไร? ตอนนี้ผมไม่อยากให้เรื่องนี้เงียบ ผมกลัวครอบครัวแฟนผมที่เสียชีวิตจะไม่ได้รับความเป็นธรรม ผมคิดว่า สภ.นี้แปลกๆเหมือนจะพยายามช่วยพวกเดียวกัน วอนสื่อต่างๆช่วยผมทีครับ ผมขอร้องจริงๆ”

 

ในเวลาต่อมา ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงที่ สภ.บ้านเป็ด  โดยพบรถยนต์กระบะของตำรวจคู่กรณีจอดอยู่ที่หน้าโรงพัก เป็นรถยนต์กระบะ ยี่ห้อโตโยต้า รีโว่ 4 ประตู สีดำ หมายเลขทะเบียน งฉ -549 ขอนแก่น ซึ่งเป็นหมายเลขทะเบียนเดียวกันกับที่ตกอยู่ในที่เกิดเหตุ ด้าน พ.ต.อ.ณรชต แก้วเพชร ผกก.สภ.บ้านเป็ด กล่าวว่า  ได้แจ้งข้อกล่าวหากับ จ.ส.ต.ธนาธิป รัชโพธิ์ หรือจ่าแซม คู่กรณีที่เกิดอุบัติเหตุ ในข้อหา ขับรถประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายและอยู่ในขั้นตอนอขงการดำเนินการตามกฎหมาย  ในส่วนของการหลบหนีนั้น จะต้องทำการสอบปากคำจ่าแซมอย่างละเอียดอีกครั้ง เพราะในวันเกิดเหตุนั้นฝนตกประกอบกับเส้นทางมืด 

 

"คำให้การเบื้องต้นของจ่าแซมนั้น บอกว่า ไม่ทราบว่าวันเกิดเหตุได้ไปชนใครหรือไม่ จนกระทั่งกลับมาถึงบ้าน ร้อยเวรเจ้าของคดีพบทะเบียนรถตกอยู่ที่เกิดเหตุ จึงได้โทรตามจ่าแซมมาที่โรงพัก ว่าใช่ทะเบียนรถของจ่าแซมหรือไม่ ซึ่งจ่าแซมก็รับว่าใช่ เป็นทะเบียนรถของตัวเองจริง และสอบปากคำรวมทั้งตรวจสอบร่องรอยที่รถ จึงได้แจ้งข้อกล่าวหาดังกล่าวไป และจะได้ทำการตรวจร่องรอยการชนจาก พฐ.ว่าตรงกับร่องรอยบนรถจักรยานยนต์คันที่เกิดเหตุหรือไม่ หากตรวจสอบแล้วพบว่ามีพฤติการหลบหนีนั้นก็จะต้องแจ้งข้อหาเพิ่ม ในส่วนของปริมาณแอลกอฮอล์นั้น ทางพนักงานสอบสวนได้ทำการตรวจวัดแล้ว แต่เนื่องจากในวันเกิดเหตุเจ้าตัวไม่ได้อยู่ในจุดเกิดเหตุทำให้ไม่ได้เป่าวัดตั้งแต่แรก แต่มาเป่าในวันต่อมาซึ่งต้องรอดูผลว่าจะสามารถตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์แล้วขึ้นค่าวัดหรือไม่ หากไม่มีก็จะตรวจสอบพฤติการในวันเกิดเหตุว่ามีพฤติการดื่มสุราหรือไม่ และหากตรวจวัดปริมาณไม่เจอก็ยังไม่แจ้งข้อหาเกี่ยวกับเมาแล้วขับ แต่หากสอบสวนแล้วพบว่าน่าจะมีพฤติการมึนเมาก็จะแจ้งข้อหาเพิ่ม แต่ทั้งนี้ในส่วนของทางคดีนั้นยืนยันดำเนินการตามขั้นตอนไม่มีละเว้น"

 

ขณะที่ นายเอ อายุ 28 ปี (เจ้าตัวไม่ขอเปิดเผยชื่่อและนามสกุล เนื่องจากกังวลเรื่องความปลอดภัย) กล่าวว่า  ยังติดใจในส่วนของบันทึกประจำวัน ตั้งแต่วันที่แจ้งความกับทางพนักงานสอบสวนว่ามีพฤติการณ์หลบหนีแต่ทางพนักงานสอบสวนไม่ลงให้ วันต่อมาคู่กรณีมามอบตัว ตนเองสอบถามตำรวจหลายคนซึ่งบอกไม่ตรงกัน บางคนก็บอกมาช่วงบ่าย บางคนก็บอกมาช่วงเช้า พอตนเองได้คุยกับคู่กรณี บอกตนเองว่าขับรถมาเองที่โรงพักตอน 08.00 น. ทำให้เกิดความสงสัยว่าถ้ามาช่วง 08.00 น. ทำไมจึงไม่มีการตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์ไว้ทันที ทำไมจึงปล่อยให้เวลาล่วงเลยไปเกือบบ่าย 3  ซึ่งไกด้ทักท้วงไปกับทางพนักงานสอบสวนว่าต้องมีการตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์และขอผลตรวจด้วย พร้อมทั้งขอทราบชื่อแพทย์ที่ตรวจด้วย แต่ก็ไม่มีเอกสารเหล่านี้ให้กับตนเอง 

 

"การดำเนินการขั้นตอนต่างๆนั้น ทางพนักงานสอบสวนไม่เคยบอกอะไรเลย มีแต่บอกว่าจะให้ความเป็นธรรมที่สุดไม่ต้องห่วง แต่คึ่บันทึกประจำวันที่ไปแจ้งความยังบันทึกให้ไม่หมดทำให้เกิดความกังวลว่าจะไม่ได้รับความเป็นธรรม และขั้นตอนไกล่เกลี่ยนั้นยังไม่สามารถตกลงกันได้ และการลงบันทึกข้อความก็ไม่มีข้อความว่าหลบหนีจากที่เกิดเหตุ ทำให้ตนเองไม่ขอเซ็นเอกสารหลังการพูดคุย ซึ่งถกเถียงกับทางตำรวจนานเกือบครึ่ง ชม. จนสุดท้ายตำรวจจึงยอมลงให้ว่าหลบหนีจากที่เกิดเหตุ ตนเองจึงยอมเซ็น แต่มีเพียงใบล่าสุดนี้เท่านั้นที่ลงว่าหนีจากที่เกิดเหตุเท่านั้น แต่ใบอื่นๆรวมทั้งตอนที่มามอบตัวก็ไม่ได้ลงให้ว่าหลบหนีจากที่เกิดเหตุ ทำเหมือนว่าคู่กรณีอยู่ในที่เกิดเหตุและไม่ได้หลบหนี ตนเองจึงไม่ยอมและต้องการให้ลงในส่วนนี้ด้วยเท่านั้น ตนเองติดใจการทำงานของตำรวจเหมือนว่าจะช่วยกัน พยายามทำให้โทษเบาลง"

 

นายเอ กล่าวต่ออีกว่า  การพูดคุยกับคู่กรณีเมื่อวานที่ผ่านมา ก็พูดไม่ค่อยตรงกับเหตุการณ์จริงที่ได้ข้อมูลกับทางพนักงานสอบสวน ทั้งยังนัดมาคุยอีกเดือนหน้าก็ไม่มีการระบุวัน เหมือนจะปล่อยให้เงียบไปเฉยๆ ซึ่งตามจริงจะต้องมีการระบุวันนัดคุยกันอย่างชัดเจน หลังเกิดเหตุนั้น ตนเองวิ่งเรื่องทางคดีทั้งหมดโดยทางครอบครัวแฟนรับทราบ เพราะต้องการให้เกิดความเป็นธรรม ตอนนี้ต้องแยกเป็น 2 ส่วนในส่วนการเยียวยานั้น ทางคู่กรณีก็ต้องมารับผิดชอบกับครอบครัวผู้เสียชีวิตตามความเหมาะสม ในทางคดีนั้นขอให้ทางตำรวจดำเนินคดีให้ถึงที่สุด เพราะส่วนตัวมองว่า คนเป็นตำรวจไม่ควรมีพฤติกรรมเช่นนี้ เพราะหากวันเกิดเหตุคู่กรณีอยู่ช่วยเหลือแฟนสาวของตนเองจนสุดความสามารถตนเองก็พอจะพูดคุยไกล่เกลี่ยได้ แต่เป็นตำรวจชนแล้วหลบหนีตนเองไม่ยอมขอให้ดำเนินคดีตามกฎหมายให้ถึงที่สุด

 

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า สำหรับคู่กรณีที่เป็นตำรวจนั้น เคยมีประวัติเรื่องพฤติกรรมเมาสุราในเวลาราชการ ซึ่งเคยมีข่าวไปก่อนหน้านี้เมื่อช่วงเดือน เม.ย.2567 ที่ผ่านมา โดยมีคลิปเหตุการณ์เมื่อช่วงเทศกาลสงกรานต์  ที่เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บ้านเป็ด ได้ช่วยกันแยก จ.ส.ต.ธนาธิป หรือจ่าแซม ออกมาจากกลุ่มวัยรุ่น หลังจากมีปากเสียงทะเลาะกันบริเวณหน้า สภ.บ้านเป็ด โดยที่จ่าแซม ได้อยู่ในอาการเอะอายโวยวายด่ากับกลุ่มวัยรุ่น หาว่าวัยรุ่นไปขโมยของ ทำให้เพื่อนร่วมงานต้องแยกจ่าแซมออกมาสงบสติอารมณ์ กระทั่งต่อมามีคลิปเหตุการณ์จ่าแซมตะโกนด่าเจ้าของร้านอาหารฝั่งตรงข้ามโรงพัก เมื่อวันที่ 22 เม.ย.ด้วยถ้อยคำหยาบคายย เสียๆหายๆต่อเจ้าของร้าน และยังระรานในร้านจนลูกค้าไม่กล้าเข้ามานั่งรับประทานอาหาร ทำให้ร้านอาหารได้รับความเดือดร้อน ซึ่งทาง ผกก.สภ.บ้านเป็ดได้มีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบข้อเท็จจริงไปแล้วในขณะนั้น และในส่วนของการทำงานของจ่าแซมนั้น เป็นผู้ช่วยพนักงานสอบสวน ไม่ต้องพกพาอาวุธปืน เพราะลักษณะงานที่ได้รับมอบหมายไม่ต้องใช้ปืน ส่วนปัญหากับเพื่อนร่วมงานนั้น ไม่ปรากฎว่ามีในลักษณะที่มีเรื่องมีราวกัน โดยจัดเป็นตัวตึงของ สภ.บ้านเป็ด จนกระทั่งมาก่อเหตุล่าสุดดังกล่าว


120 487