11thSeptember

11thSeptember

11thSeptember

 

November 18,2024

บทเรียนคดี “ดิไอคอนฯ” รวยแล้วต้องโปร่งใส

การจับกุมผู้บริหาร บริษัท ดิไอคอนกรุ๊ป จำกัด ที่อ้างว่าเป็นธุรกิจขายของออนไลน์ นำโดย นายวรัตน์พล วรัทย์วรกุล หรือบอสพอล รวมทั้งดารานักแสดงอย่าง นายยุรนันท์ ภมรมนตรี หรือบอสแซม, น.ส.พีชญา วัฒนามนตรี หรือบอสมิน และนายกันต์ กันตถาวร หรือบอสกัน ตามหมายจับของศาลอาญา ในข้อหาฉ้อโกงประชาชน และนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลอันเป็นเท็จ สั่นสะเทือนทั้งวงการบันเทิง และธุรกิจขายตรง

แม้ว่าบอสพอลจะอ้างว่า ดิไอคอนกรุ๊ป ไม่ใช่ธุรกิจขายตรง แต่จดทะเบียนประกอบธุรกิจ “การตลาดแบบตรง” (Direct Marketing) โดยใช้ช่องทางออนไลน์ จำหน่ายสินค้าไปยังตัวแทนจำหน่าย แต่รูปแบบการขายเป็นที่เคลือบแคลงสงสัยแก่สังคม เพราะสินค้าแต่ละตัวตั้งแต่คอลลาเจน กาแฟ โกโก้ วิตามินเม็ดฟู่ ยาสีฟัน ฯลฯ ไม่เป็นที่นิยมในท้องตลาด แม้จะระดมติดป้ายโฆษณาทั่วประเทศ ด้วยงบลงทุนกว่า ๕๐๐ ล้านบาท แต่ก็เน้นไปที่ภาพลักษณ์องค์กรและดารามากกว่า

แต่สิ่งที่แม่ข่ายและลูกข่ายนิยมทำกัน ก็คือ การชักชวนผู้คนผ่านสื่อต่างๆ ให้มาเรียนคอร์สการตลาดออนไลน์ ๙๗ บาท, ๙๘ บาท, ๙๙ บาท หรือต่ำกว่านั้นก็มี โดยอ้างว่า “ขายของออนไลน์คือทางรอด” ก่อนจะแนะนำบอสและแม่ข่ายแต่ละคน พร้อมนำเสนอความร่ำรวยทั้งมีบ้านหรู มีรถยนต์หรู และไปเที่ยวต่างประเทศ สุดท้ายจบลงที่หว่านล้อมให้สั่งซื้อสินค้าไปขายที่เรียกว่า “เปิดบิล” และลงขันลงโฆษณาผ่านโซเชียลมีเดียที่เรียกว่า “ยิงแอด” (Advertising)

ผู้เสียหายแต่ละคนจะถูกแม่ข่ายหว่านล้อมให้เปิดบิลไม่เหมือนกัน บางคนเริ่มต้นที่ ๒๕,๐๐๐ บาท บางคนให้เริ่มต้นที่ ๒๕๐,๐๐๐ บาท หรืออาจมากกว่านั้น แล้วจะได้รับสินค้าไปทดลองขาย ปรากฏว่านอกจากสินค้าไม่เป็นที่รู้จักแก่ผู้บริโภค ราคาแพงกว่าท้องตลาดแล้ว ยังมีการขายตัดราคา ทำให้ผู้เสียหายส่วนใหญ่ขายสินค้าไม่ได้ สุดท้ายจบลงที่การหาเหยื่อรายใหม่เพื่อระบายสินค้า สุดท้ายเมื่อถูกแม่ข่ายลอยแพ หมดเนื้อหมดตัวก็ยอมรับชะตากรรม หรือไม่ก็ฆ่าตัวตาย

แหล่งข่าวจากมูลนิธิแห่งหนึ่ง ที่เป็นหนึ่งในผู้รับเรื่องร้องเรียนผู้เสียหาย เปิดเผยว่า บอสและแม่ข่ายเหล่านี้ มักจะทำการตลาดหลายรูปแบบ ไม่ต่ำกว่า ๘ รูปแบบ มีทั้งรูปแบบที่ “เหมือนกัน” และ “แตกต่างกัน” ซึ่งผู้เสียหายที่มาร้องเรียน ต้องดูว่าเป็นลูกข่ายของแม่ข่ายหรือบอสคนไหน จึงจะสรุปพฤติการณ์ออกมาได้ อีกทั้งที่ผ่านมามีการใช้หลักกฎหมายปิดปากไว้ตั้งแต่เป็นสมาชิก ทำให้ระยะแรก ผู้เสียหายไม่กล้าไปร้องเรียนที่ไหน

อีกด้านหนึ่ง เท่าที่ฟังการให้สัมภาษณ์ของ “บอสพอล” ทั้งรายการโหนกระแส ทางไทยทีวีสีช่อง ๓ และรายการออนไลน์ The Standard Now ของสำนักข่าวเดอะสแตนดาร์ด ก่อนถูกจับกุม พบว่าบอสพอลพยายามพูดว่า บริษัทของตนทำการตลาดแบบตรง ไม่ใช่ธุรกิจขายตรง ขายสินค้าให้ตัวแทนจำหน่าย แล้วนำไปกระจายต่อแก่ผู้บริโภค โดยการสั่งซื้อสินค้าในคลังแล้วฝากเก็บสินค้า หรือเบิกสินค้า ในลักษณะ First-in, First-out หมายถึงสินค้าไหนเบิกก่อน ได้ออกมาก่อน

บอสพอลพยายามบอกว่า ปัญหาเกิดมาจากแม่ข่ายที่ผิดเพี้ยน และว่า “ถ้าคำสอนที่ผิดเพี้ยนมันเป็นเรื่องส่วนบุคคล แต่ว่าถ้ามีปัญหาให้เยียวยา ผมช่วยอยู่แล้ว แต่คนละประเด็นกัน ต้องลงมาค้นหาข้อเท็จจริงและต้องให้ความเป็นธรรม” เสมือนเป็นการโยนปัญหาไปยังแม่ทีม โดยที่ตนเองและบริษัทไม่ผิด ทั้งๆ ที่ตนเองรู้อยู่แก่ใจเมื่อต้องไปพรีเซนต์ตัวเองว่าเป็นใครมาจากไหน ร่ำรวยมาได้อย่างไร ถือว่าเป็นความรับผิดชอบร่วมกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

อีกประเด็นหนึ่ง คือ การใช้ดารานักแสดงเป็นผู้บริหาร เช่น บอสกันต์-กันต์ กันตถาวร เป็นผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บอสมีน-พีชญา พัฒนามนตรี เป็นผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กร และ บอสแซม-ยุรนันท์ ภมรมนตรี เป็นผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ บอสพอลอ้างว่าตามสัญญาเป็นเพียงแค่พรีเซนเตอร์ แต่การให้ตำแหน่งเป็นบริบท ที่เกิดจากการทำงานระยะหนึ่งแล้วรู้นิสัยใจคอ ความรู้ความสามารถ แล้วค่อยให้เกียรติโดยการโปรโมตตำแหน่งให้

โดยบอสกันต์ บอสมีน และบอสแซม มีรายได้ส่วนแบ่งจากการขายสินค้าแต่ละชนิด เพราะดูแลสินค้าทุกตัว ซึ่งปัจจุบันมีประมาณ ๑๔ ผลิตภัณฑ์ คิดตามยอดขายสินค้าแต่ละตัวแล้วแบ่งเป็นรายเดือน โดยบอสกันต์เซ็นสัญญายาว ๕ ปี และมีรายได้มากกว่าบอสมีนและบอสแซม แตกต่างจาก บอย ปกรณ์ ฉัตรบริรักษ์ พรีเซนเตอร์กาแฟ หรือ โดม ปกรณ์ ลัม พรีเซนเตอร์คอลลาเจน เนื่องจากมีสินค้าตัวเดียว จึงมีรายได้เหมาจ่ายเป็นรายปี

 

สิ่งที่น่าเสียใจก็คือ ผู้เสียหายส่วนหนึ่งตัดสินใจลงทุนเปิดบิลกับดิไอคอนฯ ด้วยเหตุผลเพราะชื่อเสียงของดารานักแสดง คิดว่าคงไม่หลอกลวง เกิดความไว้เนื้อเชื่อใจ ยอมเสียเงินเสียทอง เอาเงินเก็บมาทั้งชีวิตมาลงตรงนี้ บางรายถึงขั้นกู้หนี้ยืมสินทั้งรูดบัตรเครดิต บัตรกดเงินสด หรือเป็นหนี้นอกระบบเพื่อความฝัน แล้วพอไม่เป็นอย่างที่หวัง นอกจากเป็นหนี้แล้วยังมีแผลในใจ เห็นหน้าพรีเซนเตอร์แล้วรู้สึกแย่ ไม่ติดตามผลงานอีก

คดีดิไอคอนกรุ๊ป ณ วันที่เขียนต้นฉบับ ตำรวจแจ้งแค่ ๒ ข้อหา คือ ฉ้อโกงประชาชน และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ยังไปไม่ถึงขั้นข้อหาแชร์ลูกโซ่ ซึ่งจะมีความผิดตาม พ.ร.ก.การกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน ปี ๒๕๒๗ ซึ่งบอสพอลอ้างว่าบริษัทของตนไม่ใช่ธุรกิจขายตรง เป็นเรื่องที่ต้องสู้คดีกันไปอีกนาน สำหรับผู้เสียหาย แม้การแจ้งความเป็นเรื่องที่ดี แต่อย่าเพิ่งไปคาดหวังว่าจะได้เงินคืนเท่ากับที่จ่ายออกไป เพราะทรัพย์สินที่อายัดไว้ ถือว่าน้อยกว่ามูลค่าความเสียหาย

ที่ผ่านมาสังคมไทยผ่านบทเรียน “ความร่ำรวยผิดปกติ” ไล่ตั้งแต่นักการเมืองและข้าราชการระดับสูง ซึ่งเป็นผลมาจากการทุจริตคอร์รัปชัน สร้างความเสียหายให้กับประเทศชาติ นำไปสู่การบังคับให้ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน ส่วนบุคคลทั่วไป อาจเคยพบเห็นคนที่มองผิวเผินดูร่ำรวย ใช้ชีวิตหรูหรา มีรสนิยมและไลฟ์สไตล์ที่น่าสนใจ โดยที่ไม่รู้ว่าที่บ้านทำธุรกิจอะไร มีธุรกิจเป็นหลักเป็นแหล่งหรือไม่ และกว่าจะมาถึงจุดนี้ได้ ต้องผ่านความยากลำบากขนาดไหน

กว่าจะรู้ตัวอีกทีก็ทราบว่าถูกดำเนินคดี เพราะเกี่ยวข้องกับสิ่งผิดกฎหมาย เช่น ยาเสพติด พนันออนไลน์ ธุรกิจสีเทา ทำลายสังคมไทย แต่ขบวนการเหล่านี้กลับร่ำรวย กลายเป็นสูตรสำเร็จที่ย่อมมีคนทำตาม

ไม่นับรวมความร่ำรวยแต่เลี่ยงภาษี ความจริงที่น่าเจ็บปวดก็คือ คนชั้นกลางและมนุษย์เงินเดือน ยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดากว่า ๑๑ ล้านคน แต่จ่ายภาษีเพียงแค่ ๔ ล้านคน งบประมาณแผ่นดินกลับดูแลแต่คนที่มีรายได้น้อย ซึ่งบางคนก็จนไม่จริง ส่วนคนรวยก็มีช่องทางลดหย่อนภาษี อีกด้านหนึ่งกลับมีคนที่มีฐานะถึงขั้นร่ำรวย แต่ไม่เข้าระบบภาษี หรือปกปิดรายได้ที่แท้จริง มักทำธุรกรรมเป็นเงินสด เพื่อหลีกเลี่ยงภาษีอีเพย์เมนต์ และการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT)

จากบทเรียนเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า คำสอนที่ว่า “ขยัน ซื่อสัตย์ ประหยัด และอดทน” ที่มักจะถูกสอนในอดีตยังคงใช้ได้ดีเสมอ แม้ในยุคเปลี่ยนผ่านทางดิจิทัล (Digital Disruption) จะทำให้การประกอบอาชีพยุคนี้ ยากลำบากยิ่งขึ้น การจะฝ่าวิกฤตให้ผ่านพ้น    ไปได้ จึงต้องอาศัยการศึกษากลยุทธ์ และค่อยๆ ปรับเปลี่ยนให้เข้ากับบรรยากาศการแข่งขันในปัจจุบัน จะเห็นได้ว่ายุคนี้บริษัทใหญ่ๆ ไม่ได้ ประกอบธุรกิจหลักเพียงธุรกิจเดียว แต่ยังแสวงหารายได้จากธุรกิจอื่นเพิ่มเติม

ส่วนธุรกิจขายตรง ยืนยันว่าไม่ใช่เรื่องที่ผิด สินค้าบางอย่างจากบริษัทขายตรงที่จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมายก็เป็นสินค้าที่ดีมีคุณภาพ ส่วนราคาที่แพงกว่าท้องตลาดรับได้หรือไม่ ผู้บริโภคก็มีสิทธิ์เลือก แต่ถ้าเป็นไปในลักษณะแชร์ลูกโซ่ ผิดกฎหมายแน่นอน สำหรับดิไอคอนกรุ๊ป รับไม่ได้ที่ไปหลอกลวงคอร์สเรียนออนไลน์ แล้วจบลงที่บังคับให้เปิดบิลเป็นหมื่นเป็นแสน โดยขายฝันถึงความร่ำรวย และต้องเห็นใจผู้เสียหาย เขาไม่ได้ทำอะไรผิด แต่เขาถูกหลอก เขาคือเหยื่อ

ไม่มีธุรกิจไหนในโลกที่รวยทางลัดแล้วจะยั่งยืน ดังคำกล่าวที่ว่า “ซื่อกินไม่หมด คดกินไม่นาน” คดีดิไอคอนฯ สอนใจสังคมว่า ถ้าจะมองหาความร่ำรวย ควรมองหาความร่ำรวยด้วยการทำธุรกิจแบบถูกกฎหมาย  มีรายได้จากความเป็นไปได้จริง เช่น จากการขายสินค้า ซื่อสัตย์ สุจริต ถ้าเป็นนิติบุคคลต้องโปร่งใส ตรวจสอบได้ตามงบการเงิน รวมทั้งต้องรู้จักใช้เงินเป็น และรับผิดชอบต่อสังคม ด้วยการนำรายได้เข้าระบบภาษี ถ้ามีรายได้เข้าเกณฑ์ก็ให้เสียภาษีอย่างถูกต้อง

สำหรับเศรษฐกิจยุคนี้ อย่าเพิ่งคิดถึงความร่ำรวย แต่ให้เน้น “เอาตัวเองให้รอดก่อน” ภาคธุรกิจอาจต้องปรับตัวด้วยการแสวงหารายได้จากธุรกิจอื่นนอกจากธุรกิจหลัก เช่นเดียวกับคนทั่วไปที่มักหางานพิเศษทำนอกเวลางาน รวมทั้งรู้จักใช้เงินเป็น ลงทุนเท่าที่ยอมรับความเสี่ยงได้ เมื่อเห็นว่าผลตอบแทนดีขึ้นก็ค่อยๆ ขยับขยายออกไป อะไรที่เป็นผลตอบแทนหวือหวา ให้สงสัยไว้ก่อนว่าอาจมีอะไรที่ “ผิดปกติ” หรือไม่?

อย่าไปเชื่อว่าต้องทุ่มให้หมดตัว แต่ให้รู้จัก “พอประมาณ มีเหตุผล มีภูมิคุ้มกัน” จะได้ไม่เจ็บตัว.

• กิตตินันท์ นาคทอง

นสพ.โคราชคนอีสาน ปีที่ ๕๐ ฉบับที่ ๒๗๗๐ ประจำวันที่ ๑๕ เดือนตุลาคม - ๑๔ เดือนพฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๖๗


117 885