11thSeptember

11thSeptember

11thSeptember

 

February 26,2025

ศาลยกฟ้องกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดด่านขุนทด 6 ราย หลังถูกนายก อบต.ฟ้องหมิ่นประมาท ยืนยันปักหลักต้านเหมืองโปแตช

วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2568  เวลา 09.00 น. ที่ศาลจังหวัดสีคิ้ว (ปากช่อง) อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา ผู้หญิงและนักปกป้องสิทธิมนุษยชนกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดด่านขุนทด เดินทางเข้ารับฟังคำพิพากษาคดีที่ 6 ผู้หญิงและนักปกป้องสิทธิมนุษยชนกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดด่านขุนทดถูกนายนิพนธ์ นิลขัน นายก อบต.โนนเมืองพัฒนา ยื่นฟ้อง เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2567

ศาลจังหวัดสีคิ้วยกฟ้องคดี 6 คน

โดยคดีดังกล่าวนี้ศาลได้นัดไต่สวนมูลฟ้องไปวันที่ 13-14 มกราคม 2568 แต่ทนายโจทก์ยื่นคำร้องขอเลื่อนการไต่สวน โดยอ้างว่าป่วยเป็นโรคโควิด-19 ศาลอนุญาตให้เลื่อนเป็นวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2568 และสั่งให้นำใบรับรองแพทย์มายืนยัน แต่ในวันดังกล่าว ผู้รับมอบอำนาจทนายโจทก์กลับไม่แสดงใบรับรองแพทย์ พร้อมขอเลื่อนการไต่สวนอีกครั้งโดยอ้างเหตุที่ทนายโจทก์ขอถอนตัวจากการเป็นทนายในทุกสำนวนคดี โดยอ้างว่าเห็นไม่ตรงกับโจทก์

ศาลพิจารณาแล้วเห็นว่าโจทก์มีเวลาปรึกษาทนายตั้งแต่วันฟ้องและควรจัดหาทนายใหม่ได้ทันเวลา การขอเลื่อนคดีจึงถือเป็นการประวิงคดี ศาลจึงไม่อนุญาตให้เลื่อนและไม่อนุมัติการถอนตัวของทนายความ ศาลจึงให้มีการดำเนินการไต่สวนมูลฟ้อง แต่โจทก์ไม่มีพยานมาไต่สวน

ด้วยเหตุดังกล่าวโจทก์จึงไม่มีพยานหลักฐานสนับสนุนคำฟ้องศาลจึงพิพากษายกฟ้องจำเลยทั้งหกและให้คดีแพ่งเป็นอันสิ้นสุดโดยไม่ต้องชดใช้ค่าเสียหาย

เสียงหลังฟังคำพิพากษา

ทั้งนี้ภายหลังฟังคำพิพากษาเสร็จในวันนี้ อนุสรา ปราณีตพลกรัง หนึ่งในผู้หญิงนักปกป้องสิทธิฯกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดด่านขุนทดที่ถูกฟ้องร้องดำเนินคดีในครั้งนี้เปิดเผยความรู้สึกว่า “ดีใจมากที่ศาลยกฟ้องในวันนี้ เราได้ยืนยันหลักการในการตรวจสอบการทำงานของเจ้าหน้าที่รัฐประชาชนทุกคนสามารถดำเนินการตรวจสอบการทำงานของรัฐและวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของเจ้าหน้าที่รัฐโดยสุจริตใจได้  คำพิพากษาในวันนี้ยิ่งทำให้เราเชื่อมั่นและทำให้เรายืนยันเดินหน้าสู้เพื่อปกป้องทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมและชุมชนของเราต่อไป

“อยากฝากถึงประชนทุกคนที่กำลังเรียกร้อง กำลังต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชน หรือต่อสู้เพื่อแผ่นดินบ้านเกิด อยากให้พวกเราสู้ต่อไปเพราะอย่างน้อยกระบวนการยุติธรรมก็สามารถเป็นที่พึ่งให้กับเราได้จริง“ หนึ่งในผู้หญิงนักปกป้องสิทธิฯกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดด่านขุนทดที่ถูกฟ้องร้องดำเนินคดีกล่าว

 

ด้าน จงดี มินขุนทด ผู้หญิงนักปกป้องสิทธิฯกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดด่านขุนทดที่ถูกฟ้องร้องดำเนินคดีในครั้งนี้ด้วยเช่นกันกล่าวว่า คำพิพากษาของศาลในวันนี้ทำให้เรามีกำลังใจในการต่อสู้และทำให้เรามั่นใจในการเคลื่อนไหวต่อต้านเหมืองโปแตชในนามกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดด่านขุนทดต่อไป เพราะถึงยังไงกระบวนการต่อสู้ของเราวันนี้เราก็ได้รับความยุติธรรมจากศาล และอยากฝากถึงคนที่ใช้การฟ้องคดีเพื่อเป็นเครื่องมือในการปิดปากประชาชนหรือทำอะไรให้พวกเรากลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดด่านขุนทดได้รับความเดือดร้อน เราซึ่งเป็นภาคประชาชนยืนยันว่าจะต่อสู้ตามขั้นตอนที่ถูกต้องต่อไป และขอให้ยุติการฟ้องกลั่นแกล้งกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดอีก 

เรียกร้องแก้กฎหมาย

ขณะที่ จุฑามาส ศรีหัตถผดุงกิจ ผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนและที่ปรึกษากลุ่มฯกล่าวว่าวันนี้ดีใจกับคำพิพากษาซึ่งเป็นไปตามที่พวกเราคาดหวัง แต่เราก็ยังนิ่งนอนใจไม่ได้ เพราะโจทก์ยังมีสิทธิในการยื่นอุทธรณ์ ก็ต้องรอดูว่าโจทก์จะยื่นอุทธรณ์ต่อหรือไม่ สุดท้ายเราอยากให้มีการแก้ไขกฎหมายที่เอื้อให้เกิดการฟ้องคดีปิดปากนักปกป้องสิทธิฯ

“สิ่งเหล่านี้เราควรมีการพูดคุยกันให้มากขึ้น เรื่องของการใช้กระบวนการยุติธรรมเป็นเครื่องมือในการปิดปากหรือขัดขวางกระบวนการต่อสู้ของประชาชนที่ออกมาเรียกร้องความเป็นธรรมในด้านต่าง ๆ ซึ่งไม่ใช่แค่เรื่องของทรัพยากร แต่เป็นเรื่องสิทธิมนุษยชน  ที่คนทุกคนควรมีสิทธิในการใช้สิทธิของตนเองอย่างเต็มที่ในการต่อสู้เรียกร้องความเป็นธรรม  กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดด่านขุนทดขอย้ำว่าการใช้กระบวนการยุติธรรมเพื่อปิดปากประชาชนเป็นปัญหาที่ควรได้รับการแก้ไข และขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีมาตรการคุ้มครองนักปกป้องสิทธิฯ เพื่อให้ประชาชนสามารถใช้สิทธิตามกฎหมายได้โดยไม่ถูกคุกคามจากผู้มีอำนาจและกลุ่มทุนต่อไป” ผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนและที่ปรึกษากลุ่มฯ กล่าว

PIจี้รัฐบาลต้องจัดทำนโยบายและกฎหมายที่มีการกำหนดขั้นตอนหรือบทบัญญัติที่ชัดเจนในการกำหนดค่าปรับ หรือการลงโทษแบบอื่นต่อหน่วยงานธุรกิจ หน่วยงานของรัฐและเจ้าหน้าที่ของรัฐและเอกชน ที่มีการใช้การคุกคามด้วยกระบวนการยุติธรรม

ขณะที่ปรานม สมวงศ์ จากองค์กรโพรเทคชั่นอินเตอร์เนชั่นแนล (PI) ระบุว่ารัฐบาลต้องจัดทำนโยบายและกฎหมายที่มีการกำหนดขั้นตอนหรือบทบัญญัติที่ชัดเจนในการกำหนดค่าปรับ หรือการลงโทษแบบอื่นต่อหน่วยงานธุรกิจ หน่วยงานของรัฐและเจ้าหน้าที่ของรัฐและเอกชน ที่มีการใช้การคุกคามด้วยกระบวนการยุติธรรมและการแกล้งฟ้องต่อผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชน การใช้คดีเป็นเครื่องมือปิดปากนักปกป้องสิทธิมนุษยชน ไม่ได้นำมาซึ่งความยุติธรรม แต่กลับบิดเบือนสิทธิและเสรีภาพของประชาชนในการตรวจสอบเพื่อประโยชน์สาธารณะ

 

ทนายชี้คดีนี้ไม่ควรเป็นคดีตั้งแต่แรก

ส. รัตนมณี พลกล้า ทนายความจากมูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน ระบุว่า คำสั่งศาลในคดีนี้สะท้อนชัดว่าคดีนี้ไม่ควรถูกดำเนินตั้งแต่แรก เนื่องจากต้นเรื่องเป็นประเด็นเกี่ยวกับเสรีภาพในการแสดงออกของประชาชนที่ต้องการเรียกร้อง  นายกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ซึ่งเป็นฝ่ายปกครอง ซึ่งควรทำหน้าที่ดูแลและรับฟังเสียงของประชาชน

ทนายความชี้ว่า การดำเนินคดีดังกล่าวเมื่อศาลเห็นว่าเป็นการประวิงคดี และหากดูลักษณะการดำเนินคดีก็ไม่ชัดเจนถึงเจตนาที่แท้จริงของโจทก์เนื่องจากดูเหมือนไม่พร้อมในการดำเนินคดี ตามคำพิพากษาของศาล ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้นายก อบต. คนดังกล่าว ได้ฟ้องคดีหมิ่นประมาทกับชาวบ้านในกลุ่มฯมาแล้วที่ศาลจังหวัดสีคิ้ว หากมีเจตนาดำเนินคดีเพราะเห็นว่ามีการกระทำผิดต่อตนจริงก็สามารถที่จะเตรียมคดีได้ จึงไม่แน่ใจในเจตนาว่าฟ้องเพื่ออะไร แต่การดำเนินการดังกล่าวส่งผลให้เกิดความเสียหายต่อนักปกป้องสิทธิ ฯ ที่ต้องเสียเวลาเดินทางไปศาล 

นอกจากนี้ เท่าที่ทราบ นักปกป้องสิทธิฯกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดด่านขุนทดเองก็ได้ร้องเรียนไปยังหน่วยงานต่าง ๆ เช่น คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ เพื่อให้หน่วยงานภาครัฐตระหนักถึงปัญหาและพิจารณาแนวทางลดการดำเนินคดีลักษณะนี้ โดยเฉพาะเมื่อผู้ฟ้องคดีเป็นนายก อบต. ซึ่งเป็นฝ่ายปกครอง ก็ควรมีหน่วยงานระดับอำเภอหรือจังหวัดเข้ามาดำเนินการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งนี้ แต่เห็นเพียงคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ส่งเจ้าหน้าที่มาติดตามคดีเท่านั้น ส่วนหน่วยงานระดับอำเภอและจังหวัดกลับไม่มีการดำเนินการแก้ไขความขัดแย้งนี้แต่อย่างใด ซึ่งควรจะมีการดำเนินการเพื่อปกป้องและคุ้มครองประชาชนผู้ได้รับความเดือดร้อนแล้วออกมาเรียกร้องสิทธิแต่กลับถูกดำเนินคดี

สุดท้าย ชื่นชมศาลที่สร้างบรรทัดฐานคดีที่ไม่สร้างภาระให้แก่ชาวบ้านต้องมาต่อสู้คดีที่ไม่ควรจะเป็นคดีนี้ และหวังว่าคดีแบบนี้จะไม่ได้ถูกนำสู่ศาลอีก

 


28 304