11thSeptember

11thSeptember

11thSeptember

 

February 27,2025

ปปช.ชี้มูลความผิด ‘3 อดีตนายกฯ’ มีเอี่ยว

 

วันนี้ (27 กุมภาพันธ์ 2568) สำนักงาน ป.ป.ช. ประจำจังหวัดนครราชสีมา เผยแพร่คดีที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิดกรณีเจ้าหน้าที่ของรัฐและผู้ที่เกี่ยวข้องกระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่หรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ จำนวน 3 เรื่อง ดังนี้

 

อดีตนายก ทต.โคกสูง

เรื่องที่ 1 คณะกรรมการ ป.ป.ช. มอบหมายคณะไต่สวนเบื้องต้นดำเนินการไต่สวนเบื้องต้น เรื่องกล่าวหา นายแหลมทอง วัฒนา เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรีตำบลโคกสูง อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา ไม่ดำเนินการกับผู้รับจ้างที่มีพฤติการณ์ทิ้งงาน และมีส่วนได้เสียกับโครงการก่อสร้างของเทศบาลตำบลโคกสูง เมื่อปีงบประมาณ พ.ศ. 2553 โดยมิชอบ

ข้อเท็จจริงจาการไต่สวนปรากฏว่า เมื่อปีงบประมาณ พ.ศ. 2553 ขณะที่นายแหลมทอง วัฒนา ผู้ถูกกล่าวหา ดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรีตำบลโคกสูง ได้ดำเนินโครงการดังต่อไปนี้

1. โครงการก่อสร้างฝายน้ำล้นภายในหมู่บ้านส่องเหนือ หมู่ 8 บริเวณท่าเจ๊กหมี ชนิดใช้ไม้กั้น จำนวน 1 จุด (ตามแบบเทศบาลตำบลโคกสูงกำหนด) งบประมาณ 100,000 บาท โดยว่าจ้าง บริษัท มวลมิตร คอนสตรัคชั่น จำกัด ตามสัญญาเลขที่ 37/2553 ลงวันที่ 30 กันยายน 2553

2. โครงการต่อเติมอาคารควบคุมการผลิตน้ำประปา ภายในหมู่บ้านส่องเหนือหมู่ที่ 8 (ตามแบบเทศบาลตำบลโคกสูงกำหนด) งบประมาณ 124,000 บาท โดยว่าจ้าง บริษัท มวลมิตร คอนสตรัคชั่น จำกัด ตามสัญญาเลขที่ 38/2553 ลงวันที่ 30 กันยายน 2553

3. โครงการวางท่อระบายน้ำคอนกรีตเสริมเหล็ก ภายในวัดหมู่บ้านส่องเหนือ หมู่ 3 ถึงบ้านสำคัญ หมู่ที่ 10 ขนาเส้นผ่าศูนย์กลาง 0.60 เมตร จำนวน 246 ท่อน พร้อมบ่อพักจำนวน 28 จุด ยาว 274 เมตร (ตามแบบเทศบาลตำบลโคกสูงกำหนด) งบประมาณ 314,000 บาท โดยว่าจ้างห้างหุ้นส่วนจำกัด โคกสูงวัสดุก่อสร้าง ตามสัญญาเลขที่ 34/2553 ลงวันที่ 30 กันยายน 2553

โดยทั้งสามโครงการข้างต้น เทศบาลตำบลโคกสูงได้มีคำสั่งแต่งตั้งให้นายวรากร พงศ์สุวรรณ วิศวกรโยธา เป็นช่างผู้ควบคุมงาน ปรากฏว่าในการดำเนินการทั้งสามโครงการ ผู้รับจ้างไม่ดำเนินการก่อสร้างตามสัญญา โดยไม่ได้แจ้งถึงปัญหาอุปสรรคให้เทศบาลตำบลโคกสูงทราบแต่อย่างใด

วันที่ 7 มิถุนายน 2554 กองคลังเทศบาลตำบลโคกสูง ได้มีบันทึกข้อความ แจ้งผู้ถูกกกล่าวหา ซึ่งดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรีตำบลโคกสูง เพื่อขอกันเงินของทั้งสามโครงการซึ่งยังไม่มีการเบิกจ่ายตามสัญญา ตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการรับเงิน การเบิกจ่ายเงิน การฝากเงิน การเก็บรักษาเงินและการตรวจเงินขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2547 พร้อมขอให้สั่งการให้ผู้ควบคุมงานรีบรายงานหัวหน้าฝ่ายบริหารของหน่วยการบริหารราชกาส่วนท้องถิ่น ว่าการดำเนินโครงการทั้งสามโครงการ ได้ดำเนินการถึงขั้นตอนใด เพื่อพิจารณาสั่งการต่อไป โดยบันทึกข้อความฉบับดังกล่าวนายแหลมทองฯ ผู้ถูกกล่าวหา ได้ลงนามในบันทึกข้อความแล้ว

วันที่ 23 กันยายน 2554 เจ้าหน้าที่พัสดุ ได้ทำบันทึกข้อความ กองคลังเทศบาลตำบลโคกสูง เรื่องการครบกำหนดขออนุมัติกันเงินประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2554 กล่าวคือในโครงการที่ยังไม่แล้วเสร็จทั้งสามโครงการข้างต้น ซึ่งเทศบาลตำบลโคกสูงได้ส่งหนังสือแจ้งเตือนการเรียกค่าปรับ และให้ผู้รับจ้างรีบดำเนินการส่งมอบงานจ้างแล้ว แต่ผู้รับจ้างไม่ดำเนินการแต่อย่างใดจนถึงจะสิ้นปีงบประมาณ 2554 ซึ่งตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการพัสดุของหน่วยการบริหารราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2535 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 9) พ.ศ. 2553 ข้อ 130 กำหนดให้หัวหน้าหน่วยงานฝ่ายบริหารของหน่วยการบริหารราชการส่วนท้องถิ่นพิจารณา ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาหรือข้อตกลง ในกรณีที่มีเหตุอันเชื่อได้ว่า ผู้รับจ้างไม่สามารถทำงานให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลาที่กำหนด ทั้งโดยเจ้าหน้าที่พัสดุเห็นว่าการกระทำของ บริษัท มวลมิตร คอนสตรัคชั่น จำกัด และห้างหุ้นส่วนจำกัด โคกสูงวัสดุก่อสร้าง ถือเป็นเหตุบอกเลิกสัญญาจ้างและแจ้งเป็นผู้ทิ้งงานได้ จึงได้จัดทำและเสนอบันทึกข้อความผ่านผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้น ไปยังนายแหลมทอง วัฒนา ผู้ถูกกล่าวหา ซึ่งผู้ถูกกล่าวหา ได้รับบันทึกฉบับดังกล่าวไว้แล้ว แต่ไม่พิจารณาสั่งการและลงนามในบันทึกดังกล่าว หรือได้รายงานให้ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมาเพื่อพิจารณาให้ผู้รับจ้างเป็นผู้ทิ้งงานตามตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการพัสดุของหน่วยการบริหารราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2535 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 9) พ.ศ. 2553

ต่อมาระหว่างวันที่ 28 - 29 กันยายน 2554 นายวรากร พงศ์สุวรรณ ช่างผู้ควบคุมงาน ได้ทำหนังสือ และคณะกรรมการตรวจรับงานจ้างทั้งสามโครงการ ได้ประชุมร่วมกัน โดยที่ประชุมมีความเห็นควรต้องคิดค่าปรับจากผู้รับจ้าง จึงได้มีบันทึกข้อความเสนอผ่านผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้น ถึงนายแหลมทอง วัฒนา ผู้ถูกกล่าวหา เพื่อให้คิดค่าปรับกับผู้รับจ้างทั้งสองราย แต่ปรากฏว่าผู้ถูกกล่าวหา ได้รับบันทึกข้อความดังกล่าวไว้แล้ว แต่ไม่ได้ลงลายมือชื่อหรือสั่งการให้เรียกค่าปรับจากผู้รับจ้างแต่อย่างใด เมื่อระยะเวลาผ่านไปพอสมควร นายธนาสิทธิ์ ดำนิล ผู้อำนวยการกองช่าง และนายวรากรฯ ช่างผู้ควบคุมงาน ได้ทำการสอบถามจากนายแหลมทอง วัฒนา ผู้ถูกกล่าวหา โดยผู้ถูกกล่าวหา ตอบแต่เพียงว่า “เดี๋ยวขอพิจารณาดูก่อน” ภายหลังเทศบาลตำบลโคกสูง โดยผู้ถูกกล่าวหา ในฐานะนายกเทศมนตรีตำบลโคกสูง ยังได้ลงนามทำสัญญาจ้างให้บริษัท มวลมิตร คอนสตรัคชั่น จำกัด เข้ามาเป็นผู้รับจ้างในโครงการของเทศบาลตำบลโคกสูง อีกจำนวน 2 ครั้ง

ดังนั้น การที่นายแหลมทอง วัฒนา ผู้ถูกกล่าวหา เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรีตำบลโคกสูง ในฐานะหัวหน้าฝ่ายบริหารราชการของเทศบาลตำบลโคกสูง เพิกเฉยไม่รายงานกรณีผู้รับจ้างมีพฤติการณ์เป็นผู้ทิ้งงานไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมาเพื่อพิจารณาให้ผู้รับจ้างเป็นผู้ทิ้งงาน โดยไม่มีเหตุอันควร เป็นเหตุให้ผู้รับจ้างทั้งสองรายยังคงก่อนิติสัมพันธ์กับเทศบาลตำบลโคกสูงและหน่วยงานบริหารส่วนท้องถิ่นอื่น ๆ ได้ อันเป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบทำ ให้เกิดความเสียหายแก่ระบบราชการของเทศบาลตำบลโคกสูง

คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาแล้ว มีมติดังนี้
การกระทำของนายแหลมทอง วัฒนา ผู้ถูกกล่าวหา มีมูลความผิดทางอาญา ฐานเป็นเจ้าพนักงาน ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ประกอบมาตรา 91 และฐานเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดในตำแหน่งหรือหน้าที่ หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหรือหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต
ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 123/1 (ปัจจุบันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 172) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 และมีมูลความผิด ฐานปฏิบัติการฝ่าฝืนต่อความสงบเรียบร้อยหรือสวัสดิภาพของประชาชน ละเลยไม่ปฏิบัติตามหรือปฏิบัติการไม่ชอบด้วยอำนาจหน้าที่หรือมีความประพฤติในทางจะนำมาซึ่งความเสียแก่ศักดิ์ตำแหน่ง หรือแก่เทศบาล หรือแก่ราชการ ตามพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ.2496 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 48 จตุทศ (3) และมาตรา 73

ให้ส่งรายงาน สำนวนการไต่สวน เอกสารหลักฐาน สำเนาอิเล็กทรอนิกส์ และคำวินิจฉัยไปยังอัยการสูงสุด เพื่อดำเนินคดีอาญาในศาลซึ่งมีเขตอำนาจพิจารณาพิพากษา และส่งรายงาน สำนวนการไต่สวนเอกสารหลักฐาน และคำวินิจฉัยไปยังผู้บังคับบัญชา
เพื่อดำเนินการทางวินัยกับนายแหลมทอง วัฒนา ตามฐานความผิดดังกล่าว ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 91 (1) และ (2) และมาตรา 98 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 98 วรรคสี่ แล้วแต่กรณีต่อไป และให้แจ้งผลการพิจารณาของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ให้สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งทราบด้วย

ทั้งนี้ ให้แจ้งข้อเท็จจริงที่เกี่ยวกับการกระทำของบริษัท มวลมิตร คอนสตรัคชั่น จำกัด และห้างหุ้นส่วนจำกัด โคกสูงวัสดุก่อสร้าง ให้กรมบัญชีกลาง เพื่อดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจให้เป็นผู้มีลักษณะเป็นผู้ทิ้งงาน ตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องต่อไปด้วย


อดีตนายก อบต.ตะขบ กับพวก
เรื่องที่ 2 คณะกรรมการ ป.ป.ช. มอบหมายคณะไต่สวนเบื้องต้นดำเนินการไต่สวนเบื้องต้น เรื่องกล่าวหา นายสุรชาติ ปักสำโรง นายกองค์การบริหารส่วนตำบลตะขบ อำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา กับพวก ทุจริตการคืนเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุและผู้พิการ ประจำปีงบประมาณ 2558 และประจำปีงบประมาณ 2559 และทุจริตการคืนเงินเบี้ยปรับโครงการซ่อมแซมถนนลาดยาง สายบ้านเขาพญาปราบ - บุตาสง หมู่ที่ 15 ตำบลตะขบ อำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา ให้แก่สำนักงานส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นจังหวัดนครราชสีมา

ข้อเท็จจริงจากการไต่สวนปรากฏว่า นางสาวฤทัยรัตน์ สุนนทราช ผู้ถูกกล่าวหาที่ 4 ตำแหน่งนักวิชาการเงินและบัญชีปฏิบัติการ สังกัดกองคลัง องค์การบริหารส่วนตำบลตะขบ และนางกานดา เที่ยงอินทร์ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 3 ตำแหน่งผู้อำนวยการกองคลัง องค์การบริหารส่วนตำบลตะขบ ได้ร่วมกันจัดทำบันทึกข้อความเสนอผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้น ขออนุมัติเบิกจ่ายเงินอุดหนุนเฉพาะกิจเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุและผู้พิการประจำปี 2558, บันทึกข้อความขออนุมัติเบิกจ่ายเงินอุดหนุนเฉพาะกิจเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุและผู้พิการ ประจำปี 2559 และบันทึกข้อความขออนุมัติเบิกเงินรับฝากอื่น-เงินค่าปรับผิดสัญญาโครงการซ่อมแซมถนนลาดยางสายบ้านเขาพญาปราบ - บุตาสง หมู่ 15, ร่วมกันปลอมใบเสร็จรับเงินของสำนักงานส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นจังหวัดนครราชสีมา จำนวน 3 ฉบับ, ฎีกาเบิกเงินคืนขององค์การบริหารส่วนตำบลตะขบ จำนวน 3 ฉบับ และได้ร่วมกันแก้ไขเช็คจำนวน 3 ฉบับ เป็นสั่งจ่ายให้กับนายภัทรพงศ์ ตันติวงศ์ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 5  สำหรับกรณีนายสุรชาติ  ปักสำโรง ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 และนายไพทูรย์ ปันยาง ผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 จากการไต่สวนเบื้องต้น ข้อเท็จจริงยังฟังไม่ได้ว่า ได้กระทำความผิดทางอาญาตามที่กล่าวหา

คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาแล้ว มีมติดังนี้
การกระทำของนางกานดา เที่ยงอินทร์ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 3 และนางสาวฤทัยรัตน์ สุนนทราช ผู้ถูกกล่าวหาที่ 4 มีมูลความผิดทางอาญา ฐานเป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด เบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตน หรือเป็นของผู้อื่นโดยทุจริต หรือโดยทุจริตยอมให้ผู้อื่นเอาทรัพย์นั้นเสีย ฐานเป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด ๆ ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต อันเป็นการเสียหายแก่รัฐ เทศบาล สุขาภิบาลหรือเจ้าของทรัพย์นั้น ฐานเป็นเจ้าพนักงาน ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต และฐานเป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่ทำเอกสาร กรอกข้อความลงในเอกสารหรือดูแลรักษาเอกสาร กระทำการปลอมเอกสารโดยอาศัยโอกาสที่ตนมีหน้าที่นั้น ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 มาตรา 151 มาตรา 157 และมาตรา 161 ประกอบมาตรา 91 และฐานเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดในตำแหน่งหรือหน้าที่ หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหรือหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 123/1 (ปัจจุบันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 172) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 และมีมูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง ฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยมิชอบ เพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นได้ประโยชน์ที่มิควรได้ เป็นการทุจริตต่อหน้าที่ราชการ และฐานปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยจงใจไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย กฎ ระเบียบของทางราชการ มติคณะรัฐมนตรี หรือนโยบายของรัฐบาล อันเป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง ตามประกาศคณะกรรมการพนักงานส่วนตำบลจังหวัดนครราชสีมา เรื่อง หลักเกณฑ์และเงื่อนไขในการสอบสวน และการลงโทษทางวินัย พ.ศ. 2558 ลงวันที่ 8 มกราคม 2559 ข้อ 7 วรรคสาม และข้อ 10 วรรคสอง

การกระทำของนายภัทรพงศ์ ตันติวงศ์ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 5 มีมูลความผิดทางอาญา ฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงาน มีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด เบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตน หรือเป็นของผู้อื่นโดยทุจริต หรือโดยทุจริตยอมให้ผู้อื่นเอาทรัพย์นั้นเสีย ฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงาน มีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด ๆ ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต อันเป็นการเสียหายแก่รัฐ เทศบาล สุขาภิบาลหรือเจ้าของทรัพย์นั้น ฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงาน ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต และฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงาน มีหน้าที่ทำเอกสาร กรอกข้อความลงในเอกสารหรือดูแลรักษาเอกสาร กระทำการปลอมเอกสารโดยอาศัยโอกาสที่ตนมีหน้าที่นั้น ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 มาตรา 151 มาตรา 157 และมาตรา 161 ประกอบมาตรา 86 และมาตรา 91 และฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าหน้าที่ของรัฐ ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดในตำแหน่งหรือหน้าที่ หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหรือหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 123/1 (ปัจจุบันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 172) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 และมาตรา 91

สำหรับกรณีนายสุรชาติ ปักสำโรง ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 และนายไพทูรย์ ปันยาง ผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 จากการไต่สวนเบื้องต้น ข้อเท็จจริงยังฟังไม่ได้ว่า ได้กระทำความผิดทางอาญาตามที่กล่าวหา ข้อกล่าวหาทางอาญาไม่มีมูล ให้ข้อกล่าวหาตกไป

แต่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า การกระทำของนายสุรชาติ ปักสำโรง ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 มีมูลความผิด ฐานกระทำการฝ่าฝืนต่อความสงบเรียบร้อยหรือสวัสดิภาพของประชาชน หรือละเลยไม่ปฏิบัติตามหรือปฏิบัติการไม่ชอบด้วยอำนาจหน้าที่ ตามพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. 2537 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 92 และการกระทำของนายไพทูรย์ ปันยาง ผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 มีมูลความผิดทางวินัยอย่างไม่ร้ายแรง ฐานไม่ปฏิบัติหน้าที่ราชการด้วยความอุตสาหะ เอาใจใส่ ระมัดระวังรักษาประโยชน์ของทางราชการ และประมาทเลินเล่อในหน้าที่ราชการ ตามประกาศคณะกรรมการพนักงานส่วนตำบลจังหวัดนครราชสีมา เรื่อง หลักเกณฑ์และเงื่อนไขในการสอบสวน และการลงโทษทางวินัย พ.ศ. 2558 ลงวันที่ 8 มกราคม 2559 ข้อ 9 วรรคหนึ่ง

ให้ส่งรายงาน สำนวนการไต่สวน เอกสารหลักฐาน สำเนาอิเล็กทรอนิกส์ และคำวินิจฉัยไปยังอัยการสูงสุด เพื่อดำเนินคดีอาญาในศาลซึ่งมีเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีกับนางกานดา เที่ยงอินทร์ นางสาวฤทัยรัตน์ สุนนทราช และนายภัทรพงศ์ ตันติวงศ์ และส่งรายงาน สำนวนการไต่สวน เอกสารหลักฐาน และคำวินิจฉัยไปยังผู้บังคับบัญชา เพื่อดำเนินการทางวินัยกับนายสุรชาติ ปักสำโรง นางกานดา เที่ยงอินทร์ และนางสาวฤทัยรัตน์ สุนนทราช ตามฐานความผิดดังกล่าว ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 91 (1) และ (2) มาตรา 98 วรรคหนึ่ง ประกอบ มาตรา 98 วรรคสี่ และมาตรา 98 แล้วแต่กรณีต่อไป และให้แจ้งผลการพิจารณาของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ให้สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ทราบ

อนึ่ง สำหรับความผิดทางวินัยอย่างไม่ร้ายแรงของนายไพทูรย์ ปันยาง ผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 ตามประกาศคณะกรรมการพนักงานส่วนตำบลจังหวัดนครราชสีมา เรื่อง หลักเกณฑ์และเงื่อนไขในการสอบสวน และการลงโทษทางวินัย พ.ศ.2558 ลงวันที่ 8 มกราคม 2559 ข้อ 9 วรรคหนึ่ง ยังมิได้แจ้งข้อกล่าวหาให้ผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 ทราบ ให้ส่งเรื่องให้ผู้บังคับบัญชาหรือผู้มีอำนาจแต่งตั้งหรือถอดถอนดำเนินการทางวินัยไปตามหน้าที่และอำนาจ ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 64 ต่อไป

ทั้งนี้ ให้แจ้งองค์การบริหารส่วนตำบลตะขบ ดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจเพื่อให้มีการชดใช้ค่าเสียหายต่อไป ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 82 วรรคสอง


อดีตนายก อบต.โตนด กับพวก
เรื่องที่ 3 คณะกรรมการ ป.ป.ช. มอบหมายคณะไต่สวนเบื้องต้นดำเนินการไต่สวนเบื้องต้น เรื่องกล่าวหา นางวราภรณ์ ลิมปะพันธุ์ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนตำบลโตนด อำเภอโนนสูง จังหวัดนครราชสีมา กับพวก เข้ามีส่วนได้เสียในโครงการก่อสร้างขององค์การบริหารส่วนตำบลโตนด จำนวน 13 โครงการ เมื่อปีงบประมาณ พ.ศ. 2552 โดยมิชอบ

ข้อเท็จจริงจาการไต่สวนปรากฏว่า เมื่อปีงบประมาณ พ.ศ. 2552 ระหว่างที่นางวราภรณ์ ลิมปะพันธุ์ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ดำรงตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนตำบลโตนดอยู่นั้น องค์การบริหารส่วนตำบลโตนดได้กำหนดข้อบัญญัติ เรื่อง งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2552 ในหมวดที่ดินและสิ่งก่อสร้าง จำนวน 13 โครงการ โดยจากทั้ง 13 โครงการตามข้อบัญญัติดังกล่าว พบว่าห้างหุ้นส่วนจำกัด โนนสูงการโยธา ได้เข้าเป็นคู่สัญญากับองค์การบริหารส่วนตำบลโตนด จำนวน 7 โครงการ ซึ่งห้างดังกล่าว มีผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 เป็นผู้ยื่นคำขอจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนในวันที่ 26 สิงหาคม 2539 และผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของห้าง สำนักงานใหญ่ตั้งอยู่บ้านเลขที่ 129 หมู่ 8 ถนนมิตรภาพ - ทุ่งมน ตำบลโตนด อำเภอโนนสูง จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งเป็นบ้านของนายประพัฒวงศ์ ลิมปะพันธุ์ พี่น้องร่วมบิดามารดากับนายประพงวิชญ์ ลิมปะพันธุ์ คู่สมรสของผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ประกอบกิจการค้าหิน ดิน ทราย ดินลูกรัง ยางมะตอย และรับจ้างถามดิน ปรับหน้าดิน พร้อมทั้งบริการรับจ้างขนส่งสินค้าดังกล่าว และรับเหมาก่อสร้างอาคาร อาคารพานิชย์ อาคารที่พักอาศัย สถานที่ทำการ ถนน สะพาน เขื่อน อุโมงค์และงานก่อสร้างอื่นทุกชนิด

จากนั้นวันที่ 18 ธันวาคม 2544  ได้ยื่นคำขอแก้ไขเพิ่มเติมผู้เป็นหุ้นส่วน โดยให้นางเครือฟ้า โจกกลาง ผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 เข้ามาเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการแทนตนเอง โดยผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 มีอาชีพเป็นผู้ประกอบอาชีพขายอาหาร ไม่ได้เป็นผู้ประกอบอาชีพเกี่ยวกับรับเหมาก่อสร้างหรือมีความรู้ความสามารถ และไม่มีอุปกรณ์เครื่องจักรที่ใช้ในการรับเหมาก่อสร้างแต่อย่างใด ประกอบกับในการจดทะเบียนจัดตั้งห้างหุ้นส่วนจำกัด โนนสูงการโยธา มีผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 เป็นผู้ยื่นคำขอจะทะเบียนจัดตั้งห้าง ทั้งในการเปลี่ยนแปลงตัวหุ้นส่วนของห้าง มีผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 และสามีของผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 กลับเข้ามาเป็นหุ้นส่วนของห้าง ในขณะที่ผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของห้างหลายครั้ง

อีกทั้งเมื่อห้างหุ้นส่วนจำกัด โนนสูงการโยธาได้ทำการเปลี่ยนแปลงสถานที่ตั้งห้าง สถานที่ตั้งห้างไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 ซึ่งเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการแต่อย่างใด แต่กลับมีความเกี่ยวพันกับผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 และสามีของผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 และในการดำเนินการก่อสร้างในโครงการก่อสร้างขององค์การบริหารส่วนตำบลโตนดทั้ง 7 โครงการข้างต้น ที่มีห้างหุ้นส่วนจำกัด โนนสูงการโยธา เป็นคู่สัญญาจะมีการนำเครื่องจักรที่ใช้ในการก่อสร้างมากจากบริษัท ป.ไทยนำโชค จำกัด ซึ่งตั้งอยู่เลขที่ 79 หมู่ 8 บ้านทุ่งมน ซึ่งเป็นบ้านของผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 และหลังจากมีการเบิกจ่ายเงินค่าจ้างทั้ง 7 โครงการข้างต้นจากองค์การบริหารส่วนตำบลโตนดให้แก่ห้างหุ้นส่วนจำกัด โนนสูงการโยธา เรียบร้อยแล้ว ในวันที่ 29 กันยายน 2552 ผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 ก็ได้ยื่นคำขอเปลี่ยนแปลงหุ้นส่วนของห้าง โดยให้สามีของผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 กลับเข้าเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของห้างอีกครั้ง


คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาแล้ว มีมติดังนี้
การกระทำของนางวราภรณ์ ลิมปะพันธุ์ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 มีมูลความผิดทางอาญา ฐานเป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการ หรือรักษาทรัพย์ใด ๆ ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต อันเป็นการเสียหายแก่รัฐ เทศบาล สุขาภิบาล หรือเจ้าของทรัพย์นั้น ฐานเป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่จัดการหรือดูแลกิจการใด เข้ามีส่วนได้เสียเพื่อประโยชน์สำหรับตนเองหรือผู้อื่นเนื่องด้วยกิจการนั้น และฐานเป็นเจ้าพนักงาน ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 มาตรา 152 และมาตรา 157 ประกอบมาตรา 91 และมีมูลความผิด ฐานกระทำการฝ่าฝืนต่อความสงบเรียบร้อยหรือสวัสดิภาพของประชาชน หรือละเลยไม่ปฏิบัติตามหรือปฏิบัติการไม่ชอบด้วยอำนาจหน้าที่ตามพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. 2537 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 92

การกระทำของนางเครือฟ้า  โจกกลาง ผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 มีมูลความผิดทางอาญา ฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงาน มีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการ หรือรักษาทรัพย์ใด ๆ ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต อันเป็นการเสียหายแก่รัฐ เทศบาล สุขาภิบาล หรือเจ้าของทรัพย์นั้น ฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงาน มีหน้าที่จัดการหรือดูแลกิจการใด เข้ามีส่วนได้เสียเพื่อประโยชน์สำหรับตนเองหรือผู้อื่นเนื่องด้วยกิจการนั้น และฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงาน ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 มาตรา 152 และมาตรา 157 ประกอบมาตรา 86 และมาตรา 91 แต่ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 152 และมาตรา 157 ประกอบมาตรา 86 ได้ขาดอายุความแล้ว สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไป ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (6) จึงให้ยุติการดำเนินคดีอาญากับนางเครือฟ้า โจกกลาง ผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 ในความผิดฐานนี้

ให้ส่งรายงาน สำนวนการไต่สวน เอกสารหลักฐาน สำเนาอิเล็กทรอนิกส์ และคำวินิจฉัยไปยังอัยการสูงสุด เพื่อดำเนินคดีอาญาในศาล ซึ่งมีเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีกับนางวราภรณ์ ลิมปะพันธุ์ และนางเครือฟ้า โจกกลาง และส่งรายงาน สำนวนการไต่สวน เอกสารหลักฐาน และคำวินิจฉัยไปยังผู้บังคับบัญชา เพื่อดำเนินการทางวินัย กับนางวราภรณ์ ลิมปะพันธุ์ ตามฐานความผิดดังกล่าว ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 91 (1) และ (2) และมาตรา 98 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 98 วรรคสี่ แล้วแต่กรณีต่อไป และให้แจ้งผลการพิจารณาของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ให้สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งทราบด้วย

ทั้งนี้ ให้แจ้งองค์การบริหารส่วนตำบลโตนด อำเภอโนนสูง จังหวัดนครราชสีมา ดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจ เพื่อให้มีการชดใช้ค่าเสียหายต่อไป ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 82 วรรคสอง

รวมทั้งแจ้งข้อเท็จจริงที่เกี่ยวกับการกระทำของนางเครือฟ้า โจกกลาง หุ้นส่วนผู้จัดการ ห้างหุ้นส่วนจำกัด โนนสูงการโยธา ให้กรมบัญชีกลาง เพื่อดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจให้เป็นผู้มีลักษณะเป็นผู้ทิ้งงาน ตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องต่อไปด้วย

จึงแถลงมาเพื่อทราบโดยทั่วกัน

**การชี้มูลความผิดของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ยังไม่ถือเป็นที่สุด ผู้ถูกกล่าวหายังเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าจะมีคำพิพากษาของศาลอันถึงที่สุด

 


88 3,333