11thSeptember

11thSeptember

11thSeptember

 

July 01,2025

รู้ทันโรคไข้เลือดออกมีอาการเป็นอย่างไร ป้องกันแบบไหนดี

ไข้เลือดออกเป็นโรคติดต่อที่มียุงลายเป็นพาหะนำโรค ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญทางสาธารณสุขในประเทศไทย โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝนที่ยุงลายมีการแพร่พันธุ์มากขึ้น การทำความเข้าใจเกี่ยวกับโรคไข้เลือดออกและอาการของโรค และวิธีการป้องกันจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งเพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง

ไข้เลือดออกเกิดจากการติดเชื้อไวรัสเดงกี ซึ่งเมื่อถูกยุงลายที่มีเชื้อกัด ไวรัสจะเข้าสู่กระแสเลือดและทำให้เกิดอาการป่วยได้ อาการของโรคนี้มักเริ่มต้นหลังจากถูกยุงกัดประมาณ 4-7 วัน โดยทั่วไปจะมีอาการดังนี้

  1. ไข้สูง: ผู้ป่วยจะมีไข้สูงเฉียบพลัน มักสูงถึง 39-40 องศาเซลเซียส และอาจสูงต่อเนื่องนาน 2-7 วัน
  2. ปวดศีรษะ: อาการปวดศีรษะอย่างรุนแรง โดยเฉพาะบริเวณหน้าผากและเบ้าตา
  3. ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อและข้อต่อ: ปวดเมื่อยตามตัว ปวดกระดูก และปวดข้อต่อ
  4. มีผื่นขึ้น: ผื่นแดงขึ้นตามตัว แขนขา และอาจมีจุดเลือดออกเล็ก ๆ ใต้ผิวหนัง
  5. อาการทางระบบทางเดินอาหาร: คลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร และอาจมีอาการปวดท้อง

นอกจากนี้ ยังมี 5 สัญญาณเตือนที่ต้องรู้ หากมีอาการต่อไปนี้ ควรรีบไปพบแพทย์ทันที เพราะอาจเป็นสัญญาณของภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง

  1. เลือดออกผิดปกติ: มีเลือดกำเดาไหล เลือดออกตามไรฟัน อาเจียนเป็นเลือด หรือถ่ายอุจจาระเป็นเลือด
  2. ปวดท้องรุนแรง: ปวดท้องอย่างรุนแรง โดยเฉพาะบริเวณชายโครงขวา
  3. อาเจียนไม่หยุด: อาเจียนอย่างต่อเนื่องจนร่างกายขาดน้ำ
  4. ซึม หมดสติ: มีอาการซึมลง สับสน หรือหมดสติ
  5. หายใจลำบาก: หายใจเร็ว หายใจหอบเหนื่อย หรือเจ็บหน้าอก

ไข้เลือดออกมีอาการแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล และความรุนแรงของอาการก็แตกต่างกันด้วย ดังนั้นการสังเกตอาการอย่างใกล้ชิดจึงเป็นสิ่งสำคัญ หากสงสัยว่าตนเองหรือคนใกล้ชิดอาจเป็นไข้เลือดออก ควรปฏิบัติดังนี้

  • พักผ่อนให้เพียงพอ: นอนหลับพักผ่อนให้มากที่สุด
  • ดื่มน้ำมาก ๆ : จิบน้ำบ่อย ๆ เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ
  • เช็ดตัวลดไข้: ใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดตัวเพื่อลดไข้
  • หลีกเลี่ยงยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs: เช่น แอสไพริน หรือไอบูโพรเฟน เพราะอาจทำให้เลือดออกง่ายขึ้น
  • ไปพบแพทย์: หากอาการไม่ดีขึ้น หรือ มีอาการรุนแรงขึ้น ควรรีบไปพบแพทย์ทันที

การป้องกันไข้เลือดออกเป็นสิ่งสำคัญที่สุด วิธีที่ดีที่สุดในการป้องกัน คือการป้องกันไม่ให้ถูกยุงลายกัด โดยสามารถทำได้ดังนี้:

  • กำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย: ทำลายแหล่งน้ำขังรอบบ้าน เช่น โอ่งน้ำ แจกันดอกไม้ หรือยางรถยนต์เก่า
  • ป้องกันไม่ให้ยุงกัด: สวมเสื้อผ้าแขนยาว ขายาว ทายากันยุง และนอนในมุ้ง
  • ฉีดวัคซีนป้องกันไข้เลือดออก: ปัจจุบันมีวัคซีนป้องกันไข้เลือดออก ซึ่งสามารถปรึกษาแพทย์เพื่อขอคำแนะนำได้

ไข้เลือดออกมีอาการที่หลากหลาย และอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงได้ การป้องกันตนเองและคนรอบข้างจากการถูกยุงลายกัดจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดโรค และดูแลสุขภาพของตนเองและคนรอบข้างได้อย่างเหมาะสม

 

ไข้เลือดออกมีอาการที่ต้องเฝ้าระวังคืออาการที่แสดงถึงความผิดปกติและควรรีบไปพบแพทย์ทันที ซึ่งมีวิธีสังเกตอาการไข้เลือดออก ดังนี้:

  • ไข้สูงเกิน 40 องศาเซลเซียส นานกว่า 48 ชั่วโมง
  • ซึมลง เบื่ออาหาร ดื่มน้ำน้อย
  • ช็อก เช่น เหงื่อออก ตัวเย็น ชีพจรเต้นเร็ว ความดันโลหิตต่ำ
  • เลือดออกผิดปกติ เช่น เลือดกำเดาไหล เลือดออกตามไรฟัน ปัสสาวะมีเลือดปน อุจจาระมีเลือดปน
  • ทางระบบประสาท เช่น ชัก หมดสติ

ซึ่งไข้เลือดออกมีอาการในเด็กที่อาจจะแตกต่างจากผู้ใหญ่ ดังนั้นการสังเกตอาการไข้เลือดออกในเด็กอย่างใกล้ชิดจึงมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง หากพบว่าเด็กมีอาการที่น่าสงสัย ควรรีบพาไปพบแพทย์ทันทีเพื่อรับการตรวจวินิจฉัยและรักษาอย่างถูกต้อง นอกจากนี้ การป้องกันเป็นวิธีที่ดีที่สุด ทั้งการกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย การป้องกันไม่ให้ถูกยุงกัด และการฉีดวัคซีน ล้วนเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันโรคไข้เลือดออก หากทุกคนร่วมมือกันป้องกันโรคไข้เลือดออก ก็จะสามารถลดจำนวนผู้ป่วยและลดความรุนแรงของโรคนี้ได้

 


84 2,038