10thSeptember

10thSeptember

10thSeptember

 

October 15,2025

ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาคดีประกาศของอธิบดีกรมศิลปากร ที่กำหนดเขตของโบราณสถานเมืองพิมาย

วันที่ ๑๕ ตุลาคม ๒๕๖๘ เวลา ๑๐.๓๐ น. ศาลปกครองนครราชสีมาได้อ่านผลแห่งคำพิพากษาคดีของศาลปกครองสูงสุด ๔ คดี ราษฎรจำนวน ๔๒๖ ราย ซึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์และมีสิทธิครอบครองที่ดินในเขตอำเภอพิมาย จังหวัดนครราชสีมา ฟ้องขอให้ระงับประกาศของอธิบดีกรมศิลปากรที่กำหนดให้ที่ดินเป็นเขตของโบราณสถานเมืองพิมาย พื้นที่ประมาณ ๒,๖๕๘ ไร่ ๒๕ ตารางวา คือ คดีหมายเลขดำที่ อ. ๗๕๕/๒๕๖๔ หมายเลขแดงที่ อ. ๘๗๕/๒๕๖๘ คดีหมายเลขดำที่ อ. ๗๙๑/๒๕๖๔ หมายเลขแดงที่ อ. ๘๗๖/๒๕๖๘ คดีหมายเลขดำที่ อ. ๘๒๖/๒๕๖๔ หมายเลขแดงที่ อ. ๘๗๗/๒๕๖๘ และคดีหมายเลขดำที่ อ. ๘๘๙/๒๕๖๔ หมายเลขแดงที่ อ. ๘๗๘/๒๕๖๘ เป็นคดีที่ประชาชนที่เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์หรือผู้ครอบครองที่ดินในพื้นที่ที่จะประกาศกำหนดเขตที่ดินเป็นเขตของโบราณสถานเมืองพิมาย ซึ่งศาลปกครองสูงสุดรับคำอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดีดังกล่าว โดยมีประเด็นที่ศาลปกครองสูงสุดต้องวินิจฉัยว่า  อธิบดีกรมศิลปากรใช้ดุลพินิจในการกำหนดให้ที่ดินเป็นเขตของโบราณสถานเมืองพิมาย พื้นที่ประมาณ ๒,๖๕๘ ไร่ ๒๕ ตารางวา ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

 

ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยว่า การที่อธิบดีกรมศิลปากรจัดทำผังบริเวณแนวเขตของโบราณสถานเมืองพิมาย พื้นที่ประมาณ ๒,๖๕๘ ไร่ ๒๕ ตารางวา ซึ่งเป็นมูลเหตุการฟ้องคดีนี้ และได้แจ้งเจ้าของหรือผู้ครอบครองที่ดินในบริเวณเขตโบราณสถานเมืองพิมาย จำนวน ๑,๖๖๕ ราย ทราบตามหนังสือ ที่ วธ ๐๔๐๒/๓๓๑๕ ลงวันที่ ๑๖ ตุลาคม ๒๕๖๐ ว่า เจ้าของหรือผู้ครอบครองที่ดินจะยังอยู่ในสถานะเดิมไม่มีการเวนคืนที่ดิน ไม่มีการรื้อถอนอาคารหรือสิ่งปลูกสร้างแต่อย่างใด แต่หากต้องการก่อสร้างหรือต่อเติมซ่อมแซมอาคารหรือปลูกสร้างภายหลังจากกำหนดเขตโบราณสถานและได้ประกาศขึ้นทะเบียนแล้วต้องทำหนังสือขออนุญาตต่ออธิบดีกรมศิลปากรและจะกระทำได้เพียงความสูงไม่เกิน ๒ ชั้น ประมาณ ๘ เมตร ซึ่งจะเป็นไปในแนวทางเดียวกันกับอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย อุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชร อุทยานประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัย และอุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา โดยจะประกาศรายละเอียดหลักเกณฑ์การพิจารณาการขออนุญาตก่อสร้างให้ทราบต่อไป และตามบันทึกสรุปประเด็นการประชุมชี้แจงกรอบแนวทางการเตรียมประกาศกำหนดเขตโบราณสถานเมืองพิมาย เมื่อวันที่ ๒๓ พฤศจิกายน ๒๕๕๙ ซึ่งรองอธิบดีกรมศิลปากรชี้แจงว่า เมื่อมีการประกาศขอบเขตแล้ว การก่อสร้างใด ๆ ในพื้นที่จะต้องผ่านการพิจารณาของกรมศิลปากรให้สร้างได้ตามหลักเกณฑ์ เช่น พื้นที่ควบคุมเข้มข้นบริเวณโบราณสถานและพื้นที่โดยรอบ บริเวณที่ไม่มีโบราณสถานเป็นพื้นที่ควบคุมในระดับรองลงมา มีการผ่อนปรนมากกว่าพื้นที่แรก ย่อมแสดงให้เห็นว่า มีการกำหนดพื้นที่ควบคุมเข้มข้นบริเวณโบราณสถานและพื้นที่โดยรอบ และบริเวณพื้นที่ที่ไม่มีโบราณสถาน อันเป็นการจำกัดสิทธิการใช้ประโยชน์ในที่ดินที่แตกต่างกัน แต่อธิบดีกรมศิลปากรมีหนังสือแจ้งผู้ฟ้องคดีทราบข้อจำกัดการใช้ประโยชน์ในที่ดินที่จะประกาศเป็นเขตของโบราณสถานภายใต้หลักเกณฑ์เดียวกัน จึงอาจกระทบต่อสาระสำคัญแห่งสิทธิในที่ดินของเจ้าของหรือผู้ครอบครองที่ดินในบริเวณเขตโบราณสถานเมืองพิมาย ซึ่งมีพื้นที่ประมาณ ๒,๖๕๘ ไร่ ๒๕ ตารางวา

 

การที่อธิบดีกรมศิลปากรจะใช้ดุลพินิจกำหนดเขตที่ดินเป็นเขตของโบราณสถาน พื้นที่ทั้งหมดประมาณ ๒,๖๕๘ ไร่ ๒๕ ตารางวา เพื่อประโยชน์ในการดูแลรักษาโบราณสถานให้บรรลุวัตถุประสงค์ของกฎหมาย จึงต้องมีเหตุผลความจำเป็นประกอบการใช้อำนาจดุลพินิจที่สมเหตุสมผล อันเป็นการคุ้มครอง รักษาโบราณสถานมิให้เสื่อมคุณค่าทางด้านศิลปะ ประวัติศาสตร์และโบราณคดี ที่สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจสังคม ประเพณีวัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อม โดยความร่วมมือของชุมชน เพื่อให้ชุมชนหรือประชาชนที่อยู่ในเขตที่ดินของโบราณสถานเมืองพิมายใช้วิถีชีวิตดั้งเดิมของตน และอยู่อาศัยร่วมกับโบราณสถานได้อย่างยั่งยืน อันเป็นการรักษาและสืบทอดมรดกของชาติให้บรรลุผลตามวัตถุประสงค์ของกฎหมาย และคำนึงถึงสิทธิในทรัพย์สินของประชาชนด้วย

 

ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า เมืองพิมายมีผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า หันหน้าไปทางทิศใต้ มีคูน้ำและกำแพงเมืองล้อมรอบ กว้างประมาณ ๕๖๕ เมตร ยาวประมาณ ๑,๐๓๐ เมตร หรือคิดเป็นพื้นที่ประมาณ ๓๖๓ ไร่ ๒ งาน ๘๗.๕ ตารางวา มีประตูเมือง ๔ ทิศ ตั้งอยู่ตรงกันตามแนวเหนือ-ใต้ และตะวันออก-ตะวันตก โดยอธิบดีกรมศิลปากรได้มีประกาศกำหนดจำนวนโบราณสถานสำหรับชาติ ลงวันที่ ๑๑ กันยายน พ.ศ. ๒๔๗๙ เพื่อประโยชน์ในการดูแลรักษาและการควบคุมโบราณสถาน มีโบราณสถานที่ขึ้นทะเบียนอยู่ภายในเขตประตูเมืองพิมาย จำนวน ๗ รายการ ได้แก่ (๑) เมืองพิมาย (๒) ซุ้มประตูตะวันตก (๓) ซุ้มประตูทิศเหนือ (๔) กองศิลาแลงประตูตะวันออก (๕) เมรุพรหมทัต 
(๖) เมรุน้อย และ (๗) ซุ้มประตูไชย ซึ่งรับฟังได้สอดคล้องกับที่อธิบดีกรมศิลปากรมีประกาศกำหนดเมืองพิมายเป็นโบราณสถานแล้ว และแม้จะมิได้กำหนดเขตพื้นที่ว่ามีพื้นที่ของโบราณสถานจำนวนเท่าใด แต่ก็มีโบราณสถานที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานแล้ว และอยู่ภายในเขตกำแพงและประตูทั้งสี่ทิศด้วย ซึ่งปรากฏตามรายงานผลการสำรวจว่า มีความกว้างประมาณ ๕๖๕ เมตร ยาวประมาณ ๑,๐๓๐ เมตร หรือคิดเป็นพื้นที่ประมาณ ๓๖๓ ไร่ ๒ งาน ๘๗.๕ ตารางวา ส่วนพื้นที่ที่อยู่นอกเขตประตูเมืองพิมาย ๒ รายการ ได้แก่ (๑) กุฎิฤาษีน้อย และ (๒) ท่านางสระผม นั้น อธิบดีกรมศิลปากรได้มีประกาศกำหนดขอบเขตโบราณท่านางสระผม ลงวันที่ ๒๘ เมษายน ๒๕๒๔ พื้นที่ประมาณ ๒ ไร่ ๒ งาน ๓๐ ตารางวา และประกาศกำหนดขอบเขตโบราณกุฎิฤาษีน้อย ลงวันที่ ๑๕ มีนาคม ๒๕๒๖ พื้นที่ประมาณ ๔ ไร่ ๓๐ ตารางวา รวมเป็นพื้นที่ ๖ ไร่ ๒ งาน ๖๐ ตารางวา ซึ่งคิดเป็นพื้นที่ที่ประกาศให้เป็นเขตของโบราณสถานรวมประมาณ ๓๗๐ ไร่ ๑ งาน ๔๗.๕ ตารางวา (พื้นที่ที่อยู่ในเขตประตูเมืองพิมาย ๓๖๓ ไร่ ๒ งาน ๘๗.๕ ตารางวา และพื้นที่ที่อยู่นอกเขตประตูเมืองพิมาย ๖ ไร่ ๒ งาน ๖๐ ตารางวา) จึงรับฟังได้ว่า การที่อธิบดีกรมศิลปากรจะกำหนดเขตที่ดินดังกล่าวเป็นเขตของโบราณสถานเพื่อประโยชน์ในการดูแลรักษาและการควบคุมโบราณสถานเป็นการใช้ดุลพินิจที่เหมาะสมและจำเป็นแล้ว


ส่วนพื้นที่ที่ยังมิได้ประกาศกำหนดเป็นเขตของโบราณสถานนอกเขตประตูเมืองพิมาย คิดเป็นพื้นที่ประมาณ ๒,๒๘๗ ไร่ ๒ งาน ๗๗.๕ ตารางวา นั้น  ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยว่า หลังจากที่มีประกาศกำหนดจำนวนโบราณสถานสำหรับชาติแล้ว อธิบดีกรมศิลปากรยังมิได้กำหนดหลักเกณฑ์ในการขออนุญาตปลูกสร้างอาคารตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมอาคาร ประกอบกับระเบียบกรมศิลปากร ว่าด้วยการอนุรักษ์โบราณสถาน พ.ศ. ๒๕๒๘ ได้กำหนดให้อธิบดีกรมศิลปากร ซึ่งเป็นผู้รักษาการให้เป็นไปตามระเบียบดังกล่าวมีอำนาจหน้าที่ในการดูแลรักษาและควบคุมโบราณสถานซึ่งมีการกำหนดเขตที่ดินก่อนการดำเนินการอนุรักษ์โบราณสถานตามข้อ ๔ และข้อ ๑๗ ของระเบียบเดียวกัน กำหนดว่า โบราณสถานต่าง ๆ ทั้งที่ขึ้นทะเบียนแล้วและยังไม่ขึ้นทะเบียนจำต้องมีมาตรการในการบำรุงรักษาไว้ให้อยู่ในสภาพที่มั่นคงแข็งแรงสวยงามอยู่เสมอ การที่อธิบดีกรมศิลปากรอ้างแต่เพียงว่า พื้นที่ที่อยู่บริเวณนอกเขตประตูเมืองพิมาย ซึ่งยังมิได้ประกาศเป็นเขตของโบราณสถาน เป็นเขตพื้นที่ที่มีความเชื่อมโยงเป็นเมืองพิมาย และมีกลุ่มโบราณสถาน เช่น ถนนโบราณ แนวคันดิน/ถนนโบราณ และสระช่องแมว ก็ตาม แต่ก็ยังมิได้ประกาศเป็นโบราณสถาน รวมทั้งส่วนบริเวณที่ไม่มีโบราณสถาน ซึ่งเป็นพื้นที่ควบคุมในระดับรองลงมาจากพื้นที่ในเขตประตูเมืองพิมาย และพื้นที่ที่อยู่ห่างออกไป เช่น บารายใหญ่ด้านทิศใต้ (สระน้ำใหญ่ด้านทิศใต้) และแนวคันดินโบราณบ้านส่วย - ลำน้ำเค็ม และไม่ปรากฏรายงานการศึกษาและผลการสำรวจที่มีข้อมูลหลักฐานทางวิชาการสนับสนุนว่า พื้นที่ดังกล่าวมีหลักฐานความเป็นโบราณสถานที่มีคุณค่าสำคัญที่เป็นข้อสนับสนุนที่รับฟังได้สมเหตุสมผล และมีความจำเป็นหรือความเร่งด่วนที่เป็นฐานในการใช้ดุลพินิจในการกำหนดเขตที่ดินเป็นเขตของโบราณสถาน เพื่อประโยชน์ในการดูแลรักษาและการควบคุมโบราณสถาน เช่น แผนงานหรือวิธีการที่เป็นข้อสนับสนุนหรือข้อบ่งชี้ เพื่อให้รักษา ปกป้อง คุ้มครอง สงวนรักษาโบราณสถาน ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ควบคุมเข้มข้น และพื้นที่โดยรอบ ให้บรรลุวัตถุประสงค์ตามกฎหมายที่ให้อำนาจไว้ อันแสดงให้เห็นว่า อธิบดีกรมศิลปากรยังมิได้กำหนดแนวทางที่ชัดเจนและความจำเป็นที่ต้องกำหนดเขตของโบราณสถาน เพื่อการดูแลรักษาและควบคุมกลุ่มโบราณสถานที่ยังไม่ได้รับการขึ้นทะเบียนและพื้นที่ที่อยู่นอกเขตประตูเมืองพิมาย จึงรับฟังข้อเท็จจริงได้ว่า การใช้ดุลพินิจของอธิบดีกรมศิลปากรยังไม่ปรากฏเหตุผลและความจำเป็นที่เป็นข้อสนับสนุนการใช้ดุลพินิจที่สมเหตุสมผล เพื่อประโยชน์ในการดูแลรักษาและการควบคุมโบราณสถานในส่วนที่อยู่นอกเขตเมืองพิมาย ให้บรรลุวัตถุประสงค์ตามกฎหมายได้อย่างไร และเป็นกรณีที่อธิบดีกรมศิลปากรมีหลักการและเหตุผลในการกำหนดข้อจำกัดสิทธิการใช้ที่ดินเพื่อใช้บังคับกับสภาพของที่ดินและระยะห่างของพื้นที่ที่มีความแตกต่างกัน แต่มีข้อกำหนดที่เป็นการจำกัดสิทธิการใช้ที่ดินที่เหมือนกัน โดยไม่ปรากฏหลักการและเหตุผลที่เป็นข้อสนับสนุนการจำกัดสิทธิหรือการกำหนดขอบเขตแห่งสิทธิของเจ้าของหรือผู้ครอบครองที่ดินที่จะประกาศเป็นเขตของโบราณสถาน เพื่อให้เจ้าของหรือผู้ครอบครองที่ดินได้มีโอกาสทราบข้อเท็จจริงอย่างเพียงพอ และมีโอกาสได้โต้แย้งและแสดงพยานหลักฐานของตนได้ มาตรา ๗ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติโบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐๔

 

ด้วยเหตุผลที่ได้วินิจฉัยไว้ข้างต้น ประกอบกับเมื่อชั่งน้ำหนักระหว่างประโยชน์ที่ได้รับจากการกำหนดเขตที่ดินเป็นเขตของโบราณสถานเมืองพิมาย ซึ่งมีพื้นที่ที่อยู่บริเวณนอกเขตเมืองพิมาย พื้นที่ประมาณ ๒,๒๘๗ ไร่ ๒ งาน ๗๗.๕ ตารางวา กับภาระของเจ้าของหรือผู้ครอบครองที่ดินที่ต้องถูกจำกัดสิทธิและขอบเขตแห่งสิทธิในที่ดินจากอธิบดีกรมศิลปากรตามมาตรา ๗ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติโบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐๔ แล้วยังไม่อาจรับฟังได้ว่า อธิบดีกรมศิลปากรใช้อำนาจดุลพินิจที่เหมาะสมและจำเป็นตามวัตถุประสงค์ของกฎหมายที่ได้สัดส่วนกับการจำกัดสิทธิในการใช้ประโยชน์ในที่ดิน ซึ่งอาจกระทบต่อสาระสำคัญแห่งสิทธิในที่ดินของเจ้าของหรือผู้ครอบครองที่ดินที่จะกำหนดเป็นเขตของโบราณสถานดังกล่าว ตามมาตรา ๓๗ วรรคหนึ่งและวรรคสอง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย 

 

ศาลปกครองสูงสุดจึงเห็นว่า การที่อธิบดีกรมศิลปากรจะกำหนดเขตที่ดินเป็นเขตของโบราณสถานเมืองพิมาย ที่อยู่บริเวณนอกเขตเมืองพิมาย พื้นที่ประมาณ ๒,๒๘๗ ไร่ ๒ งาน ๗๗.๕ ตารางวา เป็นการใช้ดุลพินิจที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ตามมาตรา ๓๗ วรรคหนึ่งและวรรคสอง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ประกอบมาตรา ๗ และมาตรา ๗ ทวิ แห่งพระราชบัญญัติโบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐๔ และสมควรระงับการกำหนดเขตที่ดินโบราณสถานเมืองพิมาย ตำบลในเมือง อำเภอพิมาย จังหวัดนครราชสีมา บางส่วน ซึ่งแจ้งตามหนังสือ ที่ วธ ๐๔๐๒/๓๓๑๕ ลงวันที่ ๑๖ ตุลาคม ๒๕๖๐ เฉพาะส่วนที่อยู่บริเวณนอกเขตเมืองพิมาย พื้นที่ประมาณ ๒,๒๘๗ ไร่ ๒ งาน ๗๗.๕ ตารางวา  ดังนั้น การที่อธิบดีกรมศิลปากรจะใช้อำนาจดุลพินิจกำหนดเขตที่ดินตามที่เห็นสมควรเป็นเขตของโบราณสถานต่อไป จึงต้องมีข้อมูลและหลักฐานทางวิชาการเพื่อเป็นข้อสนับสนุนว่า พื้นที่ที่จะกำหนดเป็นเขตของโบราณสถานมีความเป็นโบราณสถานที่มีคุณค่าสำคัญอย่างไร โดยมีเหตุผลสนับสนุนที่สมเหตุสมผล และมีความจำเป็นหรือความเร่งด่วนที่เป็นฐานในการใช้ดุลพินิจในการกำหนดเขตของโบราณสถานอย่างไร เพื่อประโยชน์ในการดูแลรักษาและการควบคุมโบราณสถานให้บรรลุวัตถุประสงค์ของกฎหมายที่ให้อำนาจไว้และต้องกระทำเท่าที่จำเป็น โดยคำนึงถึงภาระของเจ้าของหรือผู้ครอบครองที่ดินที่ต้องถูกจำกัดสิทธิและขอบเขตแห่งสิทธิในที่ดินจากการดำเนินการดังกล่าว ซึ่งเป็นสิทธิในทรัพย์สินของเจ้าของหรือผู้ครอบครองที่ดินที่ได้รับการรับรองและคุ้มครอง ตามมาตรา ๓๗ วรรคหนึ่งและวรรคสอง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ประกอบมาตรา ๗ และมาตรา ๗ ทวิ แห่งพระราชบัญญัติโบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐๔ รวมทั้งกฎหมายที่เกี่ยวข้องด้วย 

ศาลปกครองสูงสุดพิพากษาแก้คำพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้น เป็นให้อธิบดีกรมศิลปากรระงับการกำหนดเขตที่ดินโบราณสถานเมืองพิมาย ตำบลในเมือง อำเภอพิมาย จังหวัดนครราชสีมา บางส่วน ซึ่งแจ้งตามหนังสือ ที่ วธ ๐๔๐๒/๓๓๑๕ ลงวันที่ ๑๖ ตุลาคม ๒๕๖๐ เฉพาะส่วนที่อยู่บริเวณนอกเขตเมืองพิมาย พื้นที่ประมาณ ๒,๒๘๗ ไร่ ๒ งาน ๗๗.๕ ตารางวา 


-----------------------------------------

กฎหมายที่ศาลปกครองสูงสุดนำมาวินิจฉัยในคดีนี้ 

ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยว่า แม้ว่าบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญจะให้อำนาจเวนคืนอสังหาริมทรัพย์และต้องชดใช้ค่าทดแทนที่เป็นธรรมภายในเวลาอันควรแก่เจ้าของ ตลอดจนผู้ทรงสิทธิบรรดาที่ได้รับความเสียหายจากการเวนคืนก็ตาม แต่ก็มีข้อจำกัดว่าการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ให้กระทำเท่าที่จำเป็น และการที่อธิบดีกรมศิลปากรจะใช้อำนาจขึ้นทะเบียนโบราณสถาน หรือกำหนดเขตที่ดินตามที่เห็นสมควรเป็นเขตของโบราณสถาน โดยให้ถือว่าเป็นโบราณสถานด้วยก็ได้ ตามมาตรา ๗ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติโบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐๔ และโดยที่การประกาศกำหนดเขตที่ดินของประชาชนให้เป็นเขตของโบราณสถานด้วย อาจมีผลกระทบต่อสิทธิในทรัพย์สินของประชาชนตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๗ ทวิ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน ที่กำหนดห้ามมิให้ผู้ใดปลูกสร้างอาคารตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมการก่อสร้างอาคารภายในเขตของโบราณสถานซึ่งอธิบดีได้ประกาศขึ้นทะเบียน เว้นแต่จะได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากอธิบดี การใช้อำนาจกำหนดเขตที่ดินเป็นเขตโบราณสถานดังกล่าว จึงอาจมีผลกระทบต่อสิทธิในทรัพย์สินของประชาชนที่ได้รับการรับรองและคุ้มครองตามมาตรา ๓๗ วรรคหนึ่ง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ที่บัญญัติรับรองและคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สินไว้ว่า บุคคลย่อมมีสิทธิในทรัพย์สินและการสืบมรดก และวรรคสองบัญญัติว่า ขอบเขตแห่งสิทธิและการจำกัดสิทธิเช่นว่านี้ ให้เป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติ ดังนั้น การที่จะประกาศกำหนดเขตที่ดินพื้นที่ประมาณ ๒,๖๕๘ ไร่ ๒๕ ตารางวา ให้เป็นเขตของโบราณสถาน จึงต้องใช้ดุลพินิจที่เหมาะสมเพื่อกำหนดเขตที่ดินให้เป็นเขตของโบราณสถาน ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อประโยชน์ในการดูแลรักษาและควบคุมโบราณสถาน จึงต้องกระทำเท่าที่จำเป็นเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของกฎหมาย และต้องคำนึงถึงสิทธิในทรัพย์สินของประชาชนที่เป็นเจ้าของหรือมีสิทธิครอบครองทรัพย์ ซึ่งได้รับการรับรองและคุ้มครองตามมาตรา ๓๗ วรรคหนึ่งและวรรคสอง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยด้วย โดยชั่งน้ำหนักระหว่างประโยชน์ที่ได้รับจากการกำหนดเขตที่ดินเป็นเขตของโบราณสถาน เพื่อให้การดูแลรักษาและการควบคุมโบราณสถานบรรลุวัตถุประสงค์ของกฎหมาย ตามมาตรา ๗ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติโบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐๔ กับภาระของเจ้าของหรือผู้ครอบครองที่ดินที่ต้องถูกจำกัดสิทธิและขอบเขตแห่งสิทธิในที่ดินจากการดำเนินการดังกล่าว ตามมาตรา ๓๗ วรรคหนึ่ง และวรรคสอง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

สำนักงานศาลปกครอง ๑๕ ตุลาคม ๒๕๖๘

 


31 1,595