11thSeptember

11thSeptember

11thSeptember

 

November 26,2025

คนเจน Y-Z เมินหมอเกือบ 50% แล้วหันไปเชื่ออินฟลูฯ มากกว่า จริงหรือ?

ผลการวิจัยออกมาระบุว่า คนเจน Z และเจน Y ต่างหันมาเชื่ออินฟลูเอนเซอร์มากถึง 48% และ 46% ตามลำดับ เหตุเพราะเขาเชื่อว่า อินฟลูกลายเป็น Advertising Tool อย่างหนึ่งไปแล้ว ในขณะที่แพทย์เองก็มองว่า แม้กระแสของอินฟลูฯ จะมาแรง แต่ความน่าเชื่อถือด้านวิชาชีพก็ยังไม่ตก

 

ในยุคที่โซเชียลมีเดียมาแรงและเป็นการเข้ามาของอินฟลูเอนเซอร์ ทำไมคนเจน Y และ Z เริ่มหันมาดูรีวิวจากคนดังบนโลกออนไลน์มากขึ้น ซ้ำยังมีงานวิจัยจากฮ่องกงและสหรัฐอเมริกาเปิดเผยออกมาว่า คนเจน Z มากถึง 48% ที่เชื่อว่า อินฟลูฯ มีความน่าเชื่อถือมากกว่าแพทย์ ขณะเดียวกันคนเจน Y ก็มีเปอร์เซ็นต์ตามมาติด ๆ ที่ 46% หรือว่าคนวัยทำงานรุ่นใหม่ที่กำลังสนใจดูแลตัวเอง หันไปเชื่อคนดังมากกว่าหมอเช่นนั้นหรือ?

อย่างไรก็ตาม แม้กระแสของอินฟลูฯ จะมาแรงจนแบรนด์ต่าง ๆ แย่งตัว แต่ฝั่งแพทย์ก็บอกว่าไม่ได้ปฏิเสธความสำคัญในแง่การตลาด แต่ข้อมูลและงานวิจัยทางการแพทย์ยังมีความสำคัญ จึงต้องออกมาสื่อสารถึงปัญหาที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคตเช่นกัน

 

กระแสโซเชียลที่เป็นส่วนหนึ่งในชีวิตไปแล้วหรือเปล่า

แน่นอนว่า โซเชียลมีเดียมีบทบาทสำคัญต่อผู้คนมาก ตั้งแต่ลุกขึ้นจนถึงเวลาเข้านอน ซึ่งจากงานวิจัยของ Askattest มีคนเจน Z กว่า 91% ที่ใช้โซเชียลมีเดียทุกวัน และมีถึง 50% ที่ใช้เวลาบนหน้าจอเกิน 3 ชั่วโมงต่อวัน อาจจะเป็นเรื่องปกติของคนในช่วงวัย 13-27 ปีที่เกิดมาพร้อมอินเทอร์เน็ต และยังเป็นช่วงวัยสำคัญในการเปลี่ยนวัฒนธรรมการใช้โลกออนไลน์ในปัจจุบันอีกด้วย

ส่วนคนเจน Y ก็ใช้งานแพลตฟอร์มออนไลน์ไม่แพ้กัน งานวิจัยระบุว่า คนเจนนี้ให้ใช้เวลามากถึง 2.45 ชม.ต่อวัน และมีคนใช้งานโลกออนไลน์มากถึง 86% และสนใจการซื้อของออนไลน์ และติดตามข่าวสารจากอินเทอร์เน็ตเป็นหลัก

 

อินฟลูฯ น่าเชื่อถือกว่าหมอจริงหรือ?

ด้วยเหตุที่ว่า การเข้าถึงอินฟลูเอนเซอร์ผ่านหน้าจอมือถือ ทำได้ง่ายกว่าการเดินทางไปหาแพทย์เฉพาะทางที่อยู่ตามโรงพยาบาลและคลินิก จึงทำให้ชาวเจน Z ไม่น้อย หันมาหาข้อมูลในสิ่งที่พวกเขาสนใจเพิ่มเติมผ่าน “คนดัง” ในโลกออนไลน์มากกว่า เพราะนอกจากติดตามง่ายแล้ว ยังให้ความรู้สึกเหมือนเพื่อนบอกเพื่อนอีกด้วย อีกทั้งระบบอัลกอริทึ่มของแพลตฟอร์มต่าง ๆ ยังพร้อมนำเสนอสิ่งที่ผู้ใช้กำลังค้นหาอยู่เป็นประจำ จึงทำให้เข้าถึงง่ายแบบแทบจะไม่ต้องพยายามเลยทีเดียว

 

นั่นคงเป็นเหตุผลว่า ทำไมแบรนด์ต่าง ๆ ถึงเลือกที่จะมีอินฟลูฯ เป็นหน้าตาของพวกเขา โดยเฉพาะการโปรโมทผ่านโซเชียลมีเดีย ไม่ว่าจะเป็น TikTok, Instagram รวมถึง Facebook และ Youtube ซึ่งคนดังไม่จำเป็นต้องมาจากวงการนักแสดงเท่านั้น แต่มาจากวงการใดก็ได้ อย่างวงการแพทย์ ศิลปะ นักข่าว หรือเทรนเนอร์ ประกอบกับคนสมัยใหม่ที่ไม่ได้ติดตามสื่อเหมือนสมัยก่อน ยิ่งทำให้แบรนด์ต้องหาวิธีสื่อสารแบบใหม่ เพื่อซื้อใจกลุ่มเป้าหมายให้มากขึ้น ทำให้การใช้อินฟลูฯ เป็นทางออกสำคัญในที่สุด หากกลุ่มเป้าหมายชื่นชอบคนดังเหล่านั้นอยู่แล้ว ยิ่งเพิ่มความเชื่อใจให้กับแบรนด์ไปโดยปริยายเลยทีเดียว

เมื่อลองสอบถามความเห็นจากอินฟลูเอนเซอร์และนางแบบแบรนด์ Showpo จากประเทศออสเตรเลีย อย่างคุณ Newzy สิ่งหนึ่งที่อาจทำให้คนหันมาเชื่อถือคนดังมากกว่าเพราะว่า อินฟลูฯ กลายเป็น Advertising Tool อย่างหนึ่งไปแล้ว เขาบอกว่า “ถ้าหากพวกเขามีผู้ติดตามที่ตรงกับกลุ่มเป้าหมายของแบรนด์ มีผู้ติดตาม และมีการเข้าถึงคอนเทนต์ที่ดี รวมถึงถ้ามีบุคลิกที่น่าจดจำจะยิ่งช่วยโน้มน้าวได้ดีขึ้น นอกจากนี้ยังมีหลายครั้งที่ทำคอนเทนต์ที่มีคน DM เข้ามา เพราะอยากทำตามเหมือนกันค่ะ”

หรือในมุมของคลินิกเสริมความงามที่มักจะร่วมงานกับ Influencer อยู่เสมอ อย่าง Mona Clinic ที่เปิดตัว Yang Dong Won ยูทูบเบอร์ชาวเกาหลีใต้มาเป็น Friends of Brand เมื่อช่วงเดือนกันยายนที่ผ่านมา ก็มีมุมมองที่น่าสนใจจากทั้งประเทศเกาหลีใต้และประเทศไทยเช่นกัน “ในประเทศไทย อินฟลูเอนเซอร์ยังคงมีอิทธิพลต่อผู้บริโภคสูงมาก เนื่องจากผู้คนจำนวนไม่น้อยมีความเชื่อว่าอินฟลูเอนเซอร์ “เข้าถึงข้อมูลได้มากกว่า” หรือ “ลองใช้จริงก่อนใคร” ทำให้สิ่งที่อินฟลูฯ ถ่ายทอดออกมา ดูน่าเชื่อถือและใกล้ชิดกว่าการสื่อสารจากแบรนด์หรือผู้เชี่ยวชาญโดยตรง

 

ด้วยเหตุนี้ อินฟลูฯ จึงกลายเป็นผู้ที่มีพลังในการโน้มน้าวการตัดสินใจ ของผู้บริโภคอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นการสร้างกระแส การรีวิวสินค้า หรือการเล่าเรื่องในมุมมองที่ผู้บริโภครู้สึกเชื่อมโยงได้ง่าย”

 

แม้ว่าหลายคนยังสงสัยกับความน่าเชื่อถือของอินฟลูเอนเซอร์ ในเรื่องการใช้งานสินค้าที่พวกเขาถูกจ้างจริง ๆ หรือไม่ แต่ทางคุณ Yang Dong Won เองก็ยืนยันว่า สำหรับเขายังมองถึงการดูแลเอาใจใส่เป็นเหตุผลสำคัญที่จะเลือกทำหัตถการกับคลินิกนั้น ๆ

แม้ว่าเราจะเพิ่งรู้จักกับ Mona Clinic ได้ไม่นาน แต่สิ่งที่สัมผัสได้ชัดเจนคือ การดูแลเอาใจใส่และการเทคแคร์ที่จริงใจ ซึ่งสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าอย่างต่อเนื่อง จุดเด่นสำคัญคือคลินิกไม่ได้หยุดอยู่กับที่ แต่เลือกที่จะพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นการคัดสรร สินค้าใหม่ เครื่องมือใหม่ เพื่อนำเสนอสิ่งที่ดีที่สุดให้กับลูกค้า” 

จากการสำรวจความนิยมของอาชีพต่าง ๆ ในโลกโซเชียลมีเดียและพบว่า คนใช้ Hashtag เกี่ยวกับ  “อินฟลูเอนเซอร์” มากกว่า 4 ล้านครั้ง ถือเป็นหนึ่งในอาชีพที่ได้รับความนิยมมากที่สุด และเมื่อเทียบกับ “หมอ” หรือ “แพทย์” ที่มีการใช้ Hashtag เพียง 2 แสนครั้ง หรือเพียง 5% ของความนิยมที่เหล่าอินฟลูฯ มีนั่นเอง

 

นอกจากนี้ทาง “คุณยู” ณัฐดนัย จีระเดชากุล CEO จากคลินิกก็มีความเข้าใจในพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไปคนรุ่นใหม่เช่นกัน “สิ่งหนึ่งที่ทำให้ Influencer มีพลังในการโน้มน้าวใจ คือการที่พวกเขาสามารถสะท้อนปัญหา ความต้องการ หรือความกังวลของกลุ่มเป้าหมายได้อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในธุรกิจคลินิกความงาม ซึ่งเป็นธุรกิจที่การตัดสินใจของลูกค้าส่วนใหญ่มักพึ่งพา “ความเชื่อมั่น” และ “ผลลัพธ์ที่จับต้องได้”

 

ผู้บริโภคในปี 2025 ไม่ได้ตัดสินใจซื้อจากโฆษณาเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่พวกเขาใช้เวลาอ่านรีวิว ดู Before-After และศึกษาความเห็นของคนที่เคยมีประสบการณ์จริง ยิ่งถ้ารีวิวเหล่านั้นมาจาก Influencer ที่พวกเขาชื่นชอบหรือรู้สึกว่า “คล้ายกับตัวเอง” ความน่าเชื่อถือก็ยิ่งเพิ่มขึ้นแบบทวีคูณ

 

สำหรับธุรกิจคลินิกความงามแล้ว การเลือก Influencer ที่มีบุคลิกหรือปัญหาตรงกับกลุ่มเป้าหมาย ถือเป็นกลยุทธ์ที่ช่วยเพิ่ม Conversion และความเชื่อมั่นได้อย่างแท้จริง

แพทย์เชื่อถือได้ แม้ไม่ใช่ครีเอเตอร์

ไม่ใช่แค่ครีเอเตอร์เท่านั้นมองเห็นประโยชน์ของโซเชียลมีเดีย เพราะแพทย์หลายคนก็มองว่า พวกเขาสามารถสื่อสารกับคนอื่น ๆ ในโลกออนไลน์ได้มากขึ้นเช่นกัน ซึ่งก็เป็นข้อดีที่ทำให้คุณหมอหลายคนเริ่มเป็นกระบอกเสียงให้กับวงการแพทย์เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นการแชร์ประสบการณ์เกี่ยวกับเคสที่หลายคนเจอ ไปจนถึงการเปิดเผยข้อเท็จจริงเกี่ยวกับความเชื่อต่าง ๆ ที่ทำให้คนหันมาสนใจแพทย์ในรูปแบบที่ต่างจากเดิม

เมื่อปี 2024  Dr. Elizabeth Houshmand แพทย์ผิวหนังจากสหรัฐฯออกมาเปิดเผยประสบการณ์ที่เธอเจอเกี่ยวกับผู้ป่วยวัยเพียง 9 ขวบที่มีผื่นขึ้นใบหน้า เพราะใช้คลีนเซอร์ที่แนะนำมาจากคลิปหนึ่งในโซเชียลมีเดีย แม้จะมีแม่ของเธอให้คำปรึกษาในเบื้องต้นด้วย แต่สุดท้ายกลับเกิดอาการแพ้ เพราะสาร Glycolic acid ในผลิตภัณฑ์นั้นไม่เหมาะกับผิวเด็กที่บอบบาง โชคดีที่สุดท้ายเธอเข้ารับการรักษาได้ทันท่วงทีและไม่เกิดผิวเสียตามมา

 

ขณะเดียวกัน Dr. Tan Ying Zhou ผู้ก่อตั้ง Mizu Aesthetic Clinic จากประเทศสิงค์โปรก็เปิดเผยว่า การเข้ามาของสังคมออนไลน์ช่วยให้การทำหัตถการบนใบหน้าเป็นที่นิยมมากขึ้น เนื่องจากทุกคนสามารถแลกเปลี่ยนความเห็นกันได้ง่าย นอกจากนี้ยังมองว่า ความนิยมของเหล่าศิลปิน K-Pop ก็มีส่วนช่วยให้การ “ทำหน้า” ได้รับความนิยมมากขึ้นเช่นกัน แม้ว่า Dr. Tan ยังมีความกังวลเกี่ยวกับอิทธิพลทางความคิดของเหล่าอินฟลูฯ โดยเฉพาะบางคนอาจมีอคติในใจและให้รีวิวเพียงแค่ด้านดีเท่านั้น ซึ่งแตกต่างจากแพทย์เฉพาะทางที่ผ่านการวิเคราะห์ผ่านประสบการณ์และงานวิจัยทางจากแพทย์เป็นหลัก

 

มาดูที่ประเทศไทยบ้าง “หมอมิลค์” พญ.ศริญญา คำอ้าย จาก Mona Clinic ได้แสดงความเห็นเกี่ยวกับกระแสการเปลี่ยนผ่านของการใช้งานโลกออนไลน์กับการทำหัตถการไว้เช่นกันว่า “ความนิยมของหัตถการในคนกลุ่มเจน Y และ Z มีแนวโน้มการเติบโตที่ค่อนข้างสูงใน 1-2 ปีมานี้ และ Gen Z มีความแตกต่างจาก Gen อื่นๆ เนื่องจากพวกเขาเกิดมาพร้อมกับเทคโนโลยีและโซเชียลมีเดีย จึงมีพฤติกรรมการค้นหาและตัดสินใจที่เน้น Reality และข้อมูลที่รวดเร็ว ซึ่งการเปิดใจเข้าคลินิกตั้งแต่อายุยังน้อย ผลลัพธ์ต้องตรงใจ และเป็นธรรมชาติ ไม่ต้องพักฟื้นมาก โดย Gen Z ให้ความสนใจและเริ่มต้นดูแลตัวเองจากหัตถการ Botox, filler, IV drip และเน้นหัตถการเพื่อป้องกันและดูแลตั้งแต่เนิ่นๆ ซึ่งมุมมองอาจจะต่างจาก Gen X,Y ที่เน้นการแก้ไขปัญหาและความจำเป็นเป็นหลัก

ขณะที่ความน่าเชื่อถือของแพทย์ สำหรับหมอมิลค์นั้น ไม่ได้ลดลงไป แต่ให้เน้นย้ำที่ไปความถูกต้อง ปลอดภัย และเหมาะสมจะดีที่สุด “ในปัจจุบันเป็นยุคที่ข้อมูลสามารถเข้าถึงได้ง่าย เทรนด์ความงามก็ค่อนข้างเป็นสิ่งที่มาไวไปไว การสื่อสารของแพทย์จึงควรเน้นที่ ความถูกต้อง, ความปลอดภัย, ความเหมาะสม (Individualization) มากกว่าความนิยมตามกระแส เพื่อยกระดับความน่าเชื่อถือจาก "หมอที่ตามเทรนด์" ไปสู่ "แพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่ไว้ใจได้"

 

 

 


32 564