29thJanuary

29thJanuary

29thJanuary

 

January 24,2026

อีสานโพลสำรวจ คนอีสานกับเลือกตั้ง ส.ส.69 พบถ้าซื้อเสียงจะไม่รับเงินถึง 45.5% รับ 44.7% อยากให้ พท.-ภท.ร่วมตั้งรัฐบาล


วันนี้ (24 มกราคม 2569) อีสานโพล (E-Saan Poll) คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เผยผลสำรวจเรื่อง “คนอีสานกับการเลือกตั้ง ส.ส. และการออกเสียงประชามติ 2569” ผลสำรวจพบว่า ภาพรวมของพรรคมีผลต่อการเลือก ส.ส.เขต มากกว่า ตัวผู้สมัคร พรรคที่มีนโยบายชัดเจนในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ จะได้คะแนนนิยมเพิ่มสูง เกือบครึ่งตอบว่าจะไม่รับเงินซื้อเสียง ขณะที่คะแนนนิยมของ 3 พรรคใหญ่สูสีกันอยู่ สูตรจัดตั้งรัฐบาลโดยมีพรรคเพื่อไทยบวกภูมิใจไทย หรือ เพื่อไทยบวกประชาชน เป็นสูตรที่คนอีสานอยากเห็นมากกว่า สูตรภูมิใจไทยบวกประชาชน นอกจากนี้ เสียงคนเห็นชอบให้มีรัฐธรรมนูญใหม่ยังไม่ถึงครึ่งแต่ยังคงสูงกว่าคนที่ไม่เห็นชอบ และยังมีคนไม่แน่ใจหรือตัดสินใจไม่ได้ในสัดส่วนที่สูง

รศ. ดร.สุทิน เวียนวิวัฒน์ หัวหน้าโครงการอีสานโพลเปิดเผยว่า การสำรวจนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสำรวจความคิดเห็นของคนอีสานการเลือก ส.ส. และการออกเสียงประชามติ ในปีนี้ โดยทำการสำรวจระหว่างวันที่ 17 - 19 มกราคม 2569 จากกลุ่มตัวอย่างอายุ 18 ปีขึ้นไป จำนวน 1,090 ราย ในเขตพื้นที่ภาคอีสาน 20 จังหวัด

เมื่อสอบถามว่า ปัจจัยใดที่สาคัญที่สุด ที่ทำให้ท่านตัดสินใจเลือก ผู้สมัคร ส.ส.เขต พบว่า อันดับหนึ่ง ร้อยละ 55.8 พึงพอใจพรรค นโยบาย แคนดิเดตนายกและทีมรัฐมนตรีของพรรค รองลงมา ร้อยละ 37.1 พึงพอใจผู้สมัคร ขณะที่ ร้อยละ 6.9 ระบุว่า ขึ้นกับเงินที่จะได้รับ และร้อยละ 0.2 เป็นเหตุผลอื่นๆ

เมื่อสอบถามว่า ท่านคาดหวังอะไรจาก ส.ส.เขตของท่าน มากที่สุด พบว่า อันดับหนึ่ง ร้อยละ 21.4 ช่วยเหลือเมื่อร้องขอ รองลงมา ร้อยละ 21.1 ผลักดันโครงการ/งบที่พื้นที่ต้องการ อันดับสาม ร้อยละ 19.4 ผลักดันกฎหมายที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศ อันดับสี่ ร้อยละ 18.1 ประสานหน่วยงานรัฐให้บริการประชาชนได้เร็วขึ้น อันดับห้า ร้อยละ 12.8 เป็นปากเสียงในสภา อันดับหก ร้อยละ 7.0 ตรวจสอบรัฐบาลและหน่วยงานรัฐ และร้อยละ 0.2 อื่นๆ

เมื่อสอบถามว่า ท่านจะลงคะแนน ส.ส.บัญชีรายชื่อให้พรรคที่มีนโยบายชัดเจนว่าจะเข้ามาแก้ปัญหาเรื่องใดมากที่สุด พบว่า อันดับหนึ่ง ร้อยละ 45.2 เรื่องเศรษฐกิจ รองลงมา ร้อยละ 28.2 เรื่องความมั่นคง/แก้ปัญหาชายแดน อันดับสาม ร้อยละ 17.8 เรื่องทุจริต/สแกมเมอร์/ทุนเทา อันดับสี่ ร้อยละ 7.5 เรื่องรัฐธรรมนูญ และร้อยละ 1.3 อื่นๆ

เมื่อสอบถามว่า ถ้าเลือกตั้ง ส.ส.วันนี้ ท่านมีแนวโน้มจะลงคะแนน ส.ส.บัญชีรายชื่อ ให้พรรคใด พบว่า อันดับหนึ่ง ร้อยละ 30.3 พรรคประชาชน อันดับสองตามมาติดๆ ร้อยละ 30.1 พรรคเพื่อไทย อันดับสามตามมาติดๆ ร้อยละ 27.2 พรรคภูมิใจไทย อันดับสี่ ร้อยละ 3.4 พรรคประชาธิปัตย์ อันดับห้า ร้อยละ 2.8 พรรคไทยสร้างไทย อันดับหก พรรคกล้าธรรม ร้อยละ 2.6 อันดับเจ็ด พรรคเศรษฐกิจ ร้อยละ 1.1 และพรรคอื่นๆ ร้อยละ 2.6

ทั้งนี้เมื่อเปรียบเทียบกับคะแนน ส.ส.บัญชีรายชื่อในภาคอีสาน ในการเลือกตั้ง ปี 2566 จะพบว่า พรรคประชาชนมีความนิยมลดลงเล็กน้อยจากร้อยละ 33.2 เป็นร้อยละ 30.3 ขณะที่พรรคเพื่อไทยมีคะแนนนิยมลดลงจากร้อยละ 43.1 เหลือร้อยละ 30.1 ส่วนพรรคภูมิใจไทยคะแนนนิยมเพิ่มขึ้นอย่างมากจาก ร้อยละ 4.1 เป็นร้อยละ 27.2


เมื่อสอบถามว่า ท่านต้องการให้พรรคการเมืองหลักคู่ใดร่วมกันจัดตั้งรัฐบาลมากที่สุด พบว่า สูตรที่หนึ่ง เพื่อไทยและภูมิใจไทย ร้อยละ 35.3 สูตรที่สอง ประชาชนและเพื่อไทย ร้อยละ 30.6 และสูตรที่สาม ภูมิใจไทยและประชาชน ร้อยละ 20.8 ขณะที่กว่าร้อยละ 13.3 อยากได้สูตรอื่นๆ ที่ เช่น การตั้งรัฐบาลโดยพรรคใหญ่พรรคเดียวเป็นแกนนำร่วมกับพรรคขนาดกลางและขนาดเล็ก หรือการให้พรรคขนาดกลางหรือขนาดเล็กที่ตนเองชื่นชอบเป็นแกนนาจัดตั้งรัฐบาลร่วมกับพรรคใหญ่

เมื่อสอบถามว่า หากมีผู้สมัคร/ทีมงานเสนอเงินหรือสิ่งของเพื่อจูงใจให้ลงคะแนนให้ ท่านมีแนวโน้มจะทำอย่างไร พบว่า อันดับหนึ่ง ร้อยละ 45.5 ตอบว่า ไม่รับ อันดับสองตามมาติดๆ ร้อยละ 44.7 ตอบว่า รับ แต่จะเลือกคนที่ชอบ โดยเงินไม่มีผลต่อการเลือก อันดับสาม ร้อยละ 7.0 ตอบว่า รับ และมีแนวโน้มเลือกผู้ที่ให้ และอันดับสี่ ร้อยละ 2.8 ตอบว่า รับ และจะเลือกผู้ที่ให้มากที่สุด

เมื่อสอบถามว่า ท่านเห็นชอบว่า สมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ หรือไม่ พบว่า อันดับหนึ่ง ร้อยละ 46.7 ตอบว่า เห็นชอบ อันดับสอง ร้อยละ 31.0 ตอบว่า ไม่เห็นชอบ อันดับสาม ร้อยละ 22.3 ตอบว่า ไม่แสดงความคิดเห็น/ยังไม่แน่ใจ

และสุดท้ายเมื่อสอบถามว่า นโยบายหรือแนวทางใดที่จะพลิกโฉมเศรษฐกิจภาคอีสานให้คนอีสานอยู่ดีกินดีได้ดีที่สุด หากทาอย่างจริงจัง พบว่า อันดับหนึ่ง ร้อยละ 16.0 ตอบว่า กระจายอำนาจทางเศรษฐกิจให้จังหวัด อันดับสอง ร้อยละ 15.5 กองทุนแก้หนี้+สินเชื่อเพิ่มผลิตภาพ อันดับสาม ร้อยละ 12.1 ดึงดูดการลงทุนและการจ้างงาน อันดับสี่ ร้อยละ 11.1 ยกระดับ SMEs/สินค้าชุมชน อันดับห้า ร้อยละ 9.3 เกษตรมูลค่าสูง/แปรรูป อันดับหก ร้อยละ 8.8 อุตสาหกรรมบริการสุขภาพ/ผู้สูงอายุ อันดับเจ็ด ร้อยละ 7.5 โลจิสติกส์+คมนาคม อันดับแปด ร้อยละ 7.4 ความเข้มแข็งของกลุ่มเกษตรกร/สหกรณ์ อันดับเก้า ร้อยละ 5.3 อาหารสัตว์ถูก+ปุ๋ยถูก อันดับ 10 ร้อยละ 4.2 บริหารจัดการน้า+ชลประทาน และอันดับ 11 ร้อยละ 2.7 อุตสาหกรรมชีวภาพ


ข้อมูลทั่วไปของกลุ่มตัวอย่าง มีความเชื่อมั่นในการพยากรณ์ 99% และคลาดเคลื่อนได้บวกลบ 4% ประกอบด้วยเพศชาย ร้อยละ 46.2 เพศหญิงร้อยละ 52.0 และอื่นๆ ร้อยละ 1.8
ด้านอายุ อายุ 18-24 ปี ร้อยละ 7.8 อายุ 25-30 ปี ร้อยละ 10.5 อายุ 31-40 ปี ร้อยละ 19.7 อายุ 41-50 ปี ร้อยละ 20.1 อายุ 51-60 ปี ร้อยละ 19.3 และอายุ 61 ปี ขึ้นไป ร้อยละ 22.7
ด้านระดับการศึกษา ประถมศึกษา/ต่ากว่าร้อยละ 20.1 มัธยมศึกษาตอนต้น ร้อยละ 16.5 มัธยมศึกษาตอนปลาย/ระดับปวช. ร้อยละ 26.5 อนุปริญญา/ปวส./สูงกว่า ม.ปลาย ร้อยละ 17.2 ปริญญาตรี ร้อยละ 18.4 และสูงกว่าปริญญาตรี ร้อยละ 1.4

ด้านอาชีพส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกร ร้อยละ 42.8 รองลงมาผู้ใช้แรงงาน/ลูกจ้างสถานประกอบการ ร้อยละ 16.2 ค้าขาย/ธุรกิจส่วนตัว/งานอิสระ ร้อยละ 12.1 พนักงานบริษัทเอกชน ร้อยละ 8.8 งานราชการ/รัฐวิสาหกิจ ร้อยละ 7.1 นักเรียน/นักศึกษา ร้อยละ 5.5 พ่อบ้าน/แม่บ้าน ร้อยละ 5.4 และอื่นๆ ร้อยละ 2.1

ด้านรายได้เฉลี่ยต่อเดือน รายได้ไม่เกิน 5,000 บาทร้อยละ 8.1 รายได้ระหว่าง 5,001-10,000 บาท ร้อยละ 18.7 รายได้ระหว่าง 10,001-15,000 บาท ร้อยละ 25.9 รายได้ 15,001-20,000 บาท ร้อยละ 27.7 รายได้ 20,001-40,000 ร้อยละ 16.3 และรายได้มากกว่า 40,001 บาทขึ้นไปร้อยละ 3.3

หมายเหตุ: นอกเหนือจากผลสำรวจซึ่งนำเสนอข้อมูลตามวิธีทางสถิติแล้วความคิดเห็นอื่นๆ ในผลสำรวจนี้เป็นความเห็นของผู้รับผิดชอบโครงการซึ่งไม่จาเป็นต้องสอดคล้องกับความเห็นของคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น


24 392