February 07,2026
จบด้วยดี หลังอัยการ-พมจ.ร่วมไกล่เกลี่ย กรณีตาเบิกเงินเยียวยาลูกสาวเหยื่อรถไฟมรณะ ใช้หนี้ไม่แบ่งหลาน 10 ขวบ

เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569 นายเอกณรงค์ เฉิดพันธ์ อัยการจังหวัด ประจำสำนักงานอัยการสูงสุด (ผู้กลั่นกรองงาน) พร้อมด้วยนางปิยนาฏ เสงี่ยมศักดิ์ พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดบุรีรัมย์ ได้เป็นคนกลางในการเจรจาไกล่เกลี่ย ระหว่างคุณปู่ และลุงของ ด.ช.ธนกร อายุ 10 ขวบ ซึ่งเป็นลูกชายของ น.ส.สุพิณณา สัตบุตร อายุ 28 ปี ผู้เสียชีวิตรายที่ 27 จากอุบัติเหตุเครนทับรถไฟที่ อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2569 กับฝ่ายคุณตา ของน้องธนกร ซึ่งเป็นพ่อของ น.ส.สุพิณณา ผู้เสียชีวิต ที่ถูกกล่าวหาว่าแอบเบิกเงินเยียวยา ทั้งจากส่วนราชการ บริษัทผู้รับเหมา และเงินช่วยเหลืองานศพ ยอดกว่า 1 ล้าน 5 แสนบาทที่ลูกสาวเสียชีวิต ไปใช้หนี้ โดยไม่ยอมแบ่งให้หลานชายวัย 10 ขวบ ซึ่งเป็นลูกชายแท้ๆ ของคนตาย

จากการเจรจาไกล่เกลี่ยนานกว่า 7 ชั่วโมง ได้ข้อยุติและจบกันด้วยดี โดยสรุปยอดเงินเยียวยาทั้งหมดที่ได้รับกว่า 1.5 ล้านบาท จะหักเป็นค่าจัดงานศพกว่า 589,000 บาท ชำระหนี้นอกระบบของผู้ตาย 154,100 บาท และหนี้ซื้อรถจักรยานยนต์อีก 26,375 บาทแล้ว จะเหลือยอดเงินเยียวยากว่า 769,500 บาท แบ่งให้ทั้งฝ่ายคุณตา ซึ่งเป็นพ่อของผู้ตาย และแบ่งให้น้องธนกร ลูกชายของคนตาย ที่ฝั่งปู่และลุงเป็นคนเลี้ยงดู คนละครึ่งเท่ากัน เพื่อความเป็นธรรมทั้งสองฝ่าย ซึ่งก่อนหน้านี้ตา ได้โอนเงินเข้าบัญชีหลานไปแล้ว 2 แสนบาท วันนี้ตา ก็ได้นำเงินสด มามอบให้หลานเพิ่มอีก 185,000 บาท ส่วนเงินเยียวยาที่เหลือจากการรถไฟอีก 260,000 บาท ก็จะต้องแบ่งกันคนละครึ่งเช่นกัน ส่วนหนี้สินของคุณตา ต้องรับผิดชอบเอง ไม่ได้หักจากยอดเงินเยียวยา
หลังจบการเจรจาไกล่เกลี่ยทั้งตาและหลานกอดกัน ซึ่งทั้งฝ่ายคุณตา และคุณปู่ ต่างก็ไม่ติดใจซึ่งกันและกัน ทั้งรับปากจะยังคงช่วยกันดูแลหลานเหมือนเดิม ทั้งฝ่ายตา และลุง ต่างยอมรับว่าปัญหาที่เกิดขึ้น เป็นเพราะไม่ได้ติดต่อพูดคุยสื่อสารกัน จนเกิดความไม่เข้าใจ แต่หลังทางอัยการฯ และ พมจ.ช่วยไกล่เกลี่ย ก็จบกันด้วยดี

นายเอกณรงค์ เฉิดพันธ์ อัยการจังหวัด ประจำสำนักงานอัยการสูงสุด กล่าวว่า ทางสำนักงานอัยการคุ้มครองสิทธิ์จังหวัดบุรีรัมย์ ได้รับมอบหมายจากท่านอธิบดีอัยการคุ้มครองสิทธิ์ ให้มาช่วยพูดคุยและหาทางออกกรณีดังกล่าว ร่วมกับทาง พมจ. เนื่องจากลูกของผู้เสียชีวิตอายุเพียง 10 ขวบ ยังเป็นผู้เยาว์ คุณพ่อก็เสียชีวิตไปแล้ว คุณแม่ก็เพิ่งเสียชีวิตจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น จึงต้องพูดคุยกัน 2 ประเด็น คือ เรื่องการมีผู้ปกครองตามกฎหมาย ซึ่งน้องเขาก็มีความผูกพันกันฝั่งคุณปู่และลุง แล้วก็อยู่กับคุณปู่มาเป็นส่วนใหญ่ ฝั่งคุณตาก็รับทราบ และไม่ได้คัดค้านที่น้องจะอยู่กับปู่ และลุง เรื่องนี้ก็จะดำเนินการยื่นคำร้องต่อศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดบุรีรัมย์ มีคำสั่งตั้งคุณลุงเป็นผู้ปกครองของผู้เยาว์ตามกฎหมาย ส่วนปัญหาเรื่องเงินเยียวยาจากหน่วยงานของรัฐ รวมถึงรายจ่ายต่างๆ ก็ได้พูดคุย หาข้อยุติร่วมกัน ให้เกิดความเป็นธรรมทั้งสองฝ่าย จากการพูดคุยกันหลายชั่วโมง ก็ได้ข้อสรุปว่าเงินเยียวยาทั้งหมดที่ได้รับแล้วกว่า 1 ล้าน 5 แสนบาท หลังจากหักค่าจัดการงานศพ และชำระหนี้ ในส่วนของผู้ตายแล้ว ที่เหลือก็จะแบ่งให้ทั้งสองฝ่ายเท่ากัน ซึ่งทั้งสองฝ่ายก็เห็นด้วย ไม่มีใครโต้แย้งหรือคัดค้านอะไร
เงินดังกล่าวไม่ใช่เงินมรดก แต่เป็นเงินเยียวยาตามกฎหมาย จากอุบัติเหตุที่เกิดขึ้น ทั้งสองก็มีสิทธิ์ตามกฎหมาย แต่หลานซึ่งปู่และลุงเป็นคนเลี้ยงดู ยังเป็นเยาว์ ก็ต้องมีการแต่งตั้งผู้ปกครองโดยชอบด้วยกฎหมายเข้ามาช่วยดูแล ซึ่งหลังจากการพูดคุยก็จะกันด้วยดีทั้งสองฝ่าย
13 148



