February 17,2026
ป.ป.ช.ชี้มูลอดีตนายก อบต.ในโคราช มีส่วนได้เสียโครงการซ่อมถนน ด้านอดีตผอ.กองศึกษาเอี่ยวทุจริตเบิกจ่ายศูนย์เด็กเล็ก

เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2569 สำนักงาน ป.ป.ช. ประจำจังหวัดนครราชสีมา เผยแพร่คดีที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิดกรณีเจ้าหน้าที่ของรัฐและผู้ที่เกี่ยวข้องกระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่หรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ จำนวน 2 เรื่อง ดังนี้
เรื่องที่ 1 คณะกรรมการ ป.ป.ช. มอบหมายคณะไต่สวนเบื้องต้นดำเนินการไต่สวนเบื้องต้น กรณีกล่าวหานางเพียร แซ่ลี้ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนตำบลหนองแวง อำเภอเทพารักษ์ จังหวัดนครราชสีมา กับพวก เข้าไปมีส่วนได้เสียในโครงการซ่อมแซ่มถนนลาดยางลงหินคลุกบดทับแน่น สายหิ่งห้อย - หนองแวง (อบจ.) ขององค์การบริหารส่วนตำบลหนองแวง โดยวิธีตกลงราคา เมื่อปี พ.ศ. 2559
ข้อเท็จจริงจากการไต่สวนปรากฏว่า นางเพียร แซ่ลี้ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลหนองแวง ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 กับพวก ได้เข้าไปมีส่วนได้เสียในโครงการซ่อมแซมถนนลาดยางลงหินคลุกบดทับแน่น สายหิ่งห้อย – หนองแวง (อบจ.) ขององค์การบริหารส่วนตำบลหนองแวง โดยวิธีตกลงราคา เมื่อปี พ.ศ. 2559 เพื่อประโยชน์สำหรับตนเองหรือผู้อื่น โดยใช้ชื่อห้างหุ้นส่วนจำกัด แอล แอนด์ เอ็ม เทพาคอนสตรัคชั่น ผู้ถูกกล่าวหาที่ 3 ซึ่งเป็นของตนเองและบุคคลในครอบครัวของตนเอง โดยเชิดบุคคลอื่นออกเป็นตัวแทนของตนในการเข้าเป็นผู้รับจ้างและเป็นคู่สัญญากับองค์การบริหารส่วนตำบลหนองแวงเพื่อดำเนินโครงการดังกล่าว การดำเนินโครงการดังกล่าวจึงเป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับตนเองและบุคคลในครอบครัวของตนเอง
คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาแล้ว มีมติดังนี้
1. การกระทำของนางเพียร แซ่ลี้ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 มีมูลความผิดทางอาญา ฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการ หรือรักษาทรัพย์ใด ๆ ใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่โดยทุจริต อันเป็นการเสียหายแก่รัฐ เทศบาล สุขาภิบาล หรือเจ้าของทรัพย์นั้น ฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่จัดการหรือดูแลกิจการใด เข้ามีส่วนได้เสียเพื่อประโยชน์สำหรับตนเองหรือผู้อื่น เนื่องด้วยกิจการนั้น และฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 มาตรา 152 และมาตรา 157 ฐานเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐเข้าเป็นคู่สัญญาหรือมีส่วนได้เสียในสัญญาที่ทำกับหน่วยงานของรัฐที่ตนปฏิบัติหน้าที่ในฐานะที่เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งมีอำนาจกำกับ ดูแล ควบคุม ตรวจสอบ หรือดำเนินคดี และฐานเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดในตำแหน่งหรือหน้าที่ หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหรือหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 100 (1) ประกอบมาตรา 122 และมาตรา 123/1 (ปัจจุบันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 126 (1) ประกอบมาตรา 168 และมาตรา 172) และมีมูลความผิด ฐานเป็นผู้มีส่วนได้เสียในสัญญาหรือกิจการที่กระทำหรือจะกระทำกับหรือให้แก่องค์การบริหารส่วนตำบลนั้น หรือมีส่วนได้เสียในสัญญาหรือกิจการที่กระทำหรือจะกระทำกับหรือให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่น โดยมีพฤติการณ์แสดงให้เห็นว่าเป็นการต่างตอบแทนหรือเอื้อประโยชน์ ส่วนตนระหว่างกัน ทั้งนี้ ไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม และเป็นการปฏิบัติฝ่าฝืนต่อความสงบเรียบร้อยหรือสวัสดิภาพของประชาชน หรือละเลยไม่ปฏิบัติตามหรือปฏิบัติการไม่ชอบด้วยอำนาจหน้าที่ ตามพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ.2537 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 64/2 (3) และมาตรา 92
2. การกระทำของนายสมชาย แซ่ลี้ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 ห้างหุ้นส่วนจำกัด แอล แอนด์ เอ็ม เทพาคอนสตรัคชั่น ผู้ถูกกล่าวหาที่ 3 และนางสาวจุฑามาศ บามขุนทด ผู้ถูกกล่าวหาที่ 4 มีมูลความผิดทางอาญา ฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการ หรือรักษาทรัพย์ใด ๆ ใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่โดยทุจริต อันเป็นการเสียหายแก่รัฐ เทศบาล สุขาภิบาล หรือเจ้าของทรัพย์นั้น ฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงานมีหน้าที่จัดการหรือดูแลกิจการใด เข้ามีส่วนได้เสียเพื่อประโยชน์สำหรับตนเองหรือผู้อื่น เนื่องด้วยกิจการนั้น และฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงาน ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 มาตรา 152 และมาตรา 157 ประกอบมาตรา 86 ฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าหน้าที่ของรัฐเข้าเป็นคู่สัญญาหรือมีส่วนได้เสียในสัญญาที่ทำกับหน่วยงานของรัฐที่ตนปฏิบัติหน้าที่ในฐานะที่เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งมีอำนาจกำกับ ดูแล ควบคุม ตรวจสอบ หรือดำเนินคดี และฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าหน้าที่ของรัฐปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดในตำแหน่งหรือหน้าที่ หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหรือหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 100 (1) ประกอบมาตรา 122 และมาตรา 123/1 (ปัจจุบันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 126 (1) ประกอบมาตรา 168 และมาตรา 172) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86
ให้ส่งรายงาน สำนวนการไต่สวน เอกสารหลักฐาน สำเนาอิเล็กทรอนิกส์ และคำวินิจฉัยไปยังอัยการสูงสุด เพื่อดำเนินคดีอาญาในศาลซึ่งมีเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีกับ นางเพียร แซ่ลี้ นายสมชาย แซ่ลี้ ห้างหุ้นส่วนจำกัด แอล แอนด์ เอ็ม เทพาคอนสตรัคชั่น และนางสาวจุฑามาศ บามขุนทด และส่งรายงาน สำนวนการไต่สวน เอกสารหลักฐาน และคำวินิจฉัยไปยังผู้บังคับบัญชา เพื่อดำเนินการทางวินัยกับ นางเพียร แซ่ลี้ ตามฐานความผิดดังกล่าว ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 91 (1) และ (2) และมาตรา 98 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 98 วรรคสี่ แล้วแต่กรณีต่อไป
ทั้งนี้ ให้แจ้งองค์การบริหารส่วนตำบลหนองแวง ดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจเพื่อให้มีการชดใช้ค่าเสียหาย
ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 82 วรรคสอง และให้แจ้งผลการพิจารณาของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ให้สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ทราบด้วย รวมทั้งแจ้งข้อเท็จจริงที่เกี่ยวกับกระทำของ ห้างหุ้นส่วนจำกัด แอล แอนด์ เอ็ม เทพาคอนสตรัคชั่น และนางสาวจุฑามาศ บามขุนทด ให้กรมบัญชีกลาง เพื่อดำเนินการ
ตามหน้าที่และอำนาจให้เป็นผู้มีลักษณะเป็นการทิ้งงาน ตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องต่อไปด้วย
เรื่องที่ 2 คณะกรรมการ ป.ป.ช. มอบหมายคณะไต่สวนเบื้องต้นดำเนินการไต่สวนเบื้องต้น กรณีกล่าวหานายภูรีพัฒน์ อินทัชธนโชติ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการกองการศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม องค์การบริหารส่วนตำบลเมืองพะไล อำเภอบัวลาย จังหวัดนครราชสีมา กับพวก ทุจริตการเบิกจ่ายเงินของศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก องค์การบริหารส่วนตำบลเมื่อพะไล เมื่อปี 2562 จำนวน 16 รายการ โดยไม่มีเอกสารหลักฐานในการจัดซื้อจัดจ้างหรือหลักฐานอันเป็นมูลหนี้ในการเบิกจ่ายเงิน
ข้อเท็จจริงจากการไต่สวนปรากฏว่า เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2564 องค์การบริหารส่วนตำบลเมืองพะไลได้รับแจ้งจากสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินจังหวัดนครราชสีมาว่ามีกำหนดจะเข้าตรวจสอบรายงานการเงินสำหรับปีสิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน 2563 และแจ้งให้องค์การบริหารส่วนตำบลเมืองพะไลยืนยันยอดธนาคารของบัญชีที่องค์การบริหารส่วนตำบลเมืองพะไลและหน่วยงานภายใต้สังกัดมีบัญชีเงินฝากธนาคาร เพื่อประกอบการตรวจสอบรายงานการเงินสำหรับปีสิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน 2564 จึงมีการแจ้งให้ผู้อำนวยการทุกกอง/สำนัก ทราบ และให้เตรียมเอกสารให้เจ้าหน้าที่สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินจังหวัดนครราชสีมาเข้าตรวจสอบ แต่นายภูรีพัฒน์ อินทัชธนโชติ ผู้อำนวยการกองการศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม และในฐานะหัวหน้าศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก องค์การบริหารส่วนตำบลเมืองพะไล ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 แจ้งว่าสมุดบัญชีของศูนย์พัฒนาเด็กเล็กสูญหาย และแจ้งว่าสมุดเช็คของศูนย์พัฒนาเด็กเล็กที่มีอยู่ 4 เล่ม สูญหายไป 1 เล่ม แต่ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ไม่ได้ดำเนินการแจ้งความกรณีเอกสารทางการเงินของราชการสูญหายและไม่ได้แจ้งอายัดเงินในบัญชีไปยังธนาคารแต่อย่างใด ต่อมาองค์การบริหารส่วนตำบลเมืองพะไลจึงได้ขอรายการความเคลื่อนไหวทางบัญชี (statement) ของบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ และเงินฝากกระแสรายวัน ของศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก องค์การบริหารส่วนตำบลเมืองพะไล จากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธกส.) สาขาสีดา เพื่อขอสำเนาและข้อมูลการสั่งจ่ายเช็ค จำนวน 27 รายการ ปรากฏจากหลักฐานที่ธนาคารฯ นำส่งว่า สำเนาเช็คของศูนย์พัฒนาเด็กเล็กฯ ที่มีการสั่งจ่ายออกจากบัญชีดังกล่าว เป็นการเบิกจ่ายเงินโดยไม่มีฎีกาและไม่มีหลักฐานการจัดซื้อจัดจ้างหรือหลักฐานอันเป็นมูลหนี้ในการเบิกจ่ายเงิน รวมจำนวน 16 รายการ เป็นเงินจำนวนทั้งสิ้น 242,720 บาท โดยมีเช็คบางฉบับระบุสั่งจ่ายให้แก่นางชลลดา พร้อมจิตต์ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 2ซึ่งเป็นคู่สมรสของผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 อีกทั้ง นายกิตติศักดิ์ พร้อมจิตต์ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลเมืองพะไลในขณะนั้น มีความสัมพันธ์เป็นญาติที่เกี่ยวพันกันทางการสมรสกับ นายภูรีพัฒน์ อินทัชธนโชติ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 เนื่องจากผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 เป็นสามี
ที่จดทะเบียนสมรสของนางชลลดา พร้อมจิตต์ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 โดยบิดาของผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 เป็นน้องชายร่วมบิดามารดากันกับนายกิตติศักดิ์ฯ การกระทำของนายกิตติศักดิ์ฯ และผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ที่ร่วมกันลงนามในเช็คของศูนย์พัฒนาเด็กเล็กฯ เพื่อเบิกจ่ายเงินจากบัญชีเงินฝากของศูนย์พัฒนาเด็กเล็กฯ จำนวน 16 รายการ เป็นเงินจำนวน 242,720 บาท โดยไม่มีฎีกาและหลักฐานการจัดซื้อจัดจ้างหรือหลักฐานอันเป็นมูลหนี้ในการเบิกจ่าย จึงเป็นการเบียดบังทรัพย์ของทางราชการไปเป็นประโยชน์ของตนเองหรือผู้อื่นโดยทุจริต
คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาแล้ว มีมติดังนี้
1. การกระทำของนายภูรีพัฒน์ อินทัชธนโชติ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 มีมูลความผิดทางอาญา ฐานเป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด เบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตน หรือเป็นของผู้อื่นโดยทุจริต หรือโดยทุจริตยอมให้ผู้อื่นเอาทรัพย์นั้นเสีย ฐานเป็นเจ้าพนักงาน ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต และฐานเป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่ทำเอกสาร รับเอกสาร หรือกรอกข้อความลงในเอกสาร กระทำการรับรองเป็นหลักฐานว่าตนได้กระทำการอย่างใดขึ้น หรือว่าการอย่างใดได้กระทำต่อหน้าตนอันเป็นความเท็จ และรับรองเป็นหลักฐาน ซึ่งข้อเท็จจริงอันเอกสารนั้นมุ่งพิสูจน์ความจริงอันเป็นความเท็จ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 มาตรา 157 และมาตรา 162 (1) (4) และฐานเป็นเจ้าพนักงานของรัฐ ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดในตำแหน่งหรือหน้าที่หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหรือหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 172 และมีมูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง ฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยมิชอบเพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นได้ประโยชน์ที่มิควรได้ เป็นการทุจริตต่อหน้าที่ราชการ และฐานปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยจงใจไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบของทางราชการ มติคณะรัฐมนตรีหรือนโยบายของรัฐบาล อันเป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง ตามประกาศคณะกรรมการพนักงานส่วนตำบลจังหวัดนครราชสีมา เรื่อง หลักเกณฑ์และเงื่อนไขในการสอบสวน การลงโทษทางวินัย การให้ออกจากราชการ การอุทธรณ์ และการร้องทุกข์ ลงวันที่ 8 มกราคม 2559 (และที่แก้ไขเพิ่มเติม) ข้อ 7 วรรคสาม และข้อ 10 วรรคสอง
2. การกระทำของนางชลลดา พร้อมจิตต์ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 จากการไต่สวนเบื้องต้น พยานหลักฐานยังไม่เพียงพอที่จะฟังได้ว่า นางชลลดา พร้อมจิตต์ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 ได้กระทำความผิดตามที่กล่าวหา ข้อกล่าวหาไม่มีมูล ให้ข้อกล่าวหาตกไป
ให้ส่งรายงาน สำนวนการไต่สวน เอกสารหลักฐาน สำเนาอิเล็กทรอนิกส์ และคำวินิจฉัยไปยังอัยการสูงสุด เพื่อดำเนินคดีอาญาในศาลซึ่งมีเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี และส่งรายงาน สำนวนการไต่สวน เอกสารหลักฐาน และคำวินิจฉัยไปยังผู้บังคับบัญชา เพื่อดำเนินการทางวินัยกับนายภูรีพัฒน์ อินทัชธนโชติ ตามฐานความผิดดังกล่าว ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 91 (1) และ (2) และมาตรา 98 แล้วแต่กรณีต่อไป
ทั้งนี้ ให้แจ้งองค์การบริหารส่วนตำบลเมืองพะไล ดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจเพื่อให้มีการชดใช้ค่าเสียหายให้ครบถ้วนต่อไป ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 82 วรรคสอง
อย่างไรก็ตาม การชี้มูลความผิดของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ยังไม่ถือเป็นที่สุด ผู้ถูกกล่าวหายังเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าจะมีคำพิพากษาของศาลอันถึงที่สุด
59 1,535



