11thSeptember

11thSeptember

11thSeptember

 

June 22,2026

ปปช.ชื้มูล จนท.‘อบต.ขุนทอง’ บัวใหญ่ เอี่ยวผู้รับเหมาทำถนนหินคลุก 3.45 แสน แต่ข้อกล่าวหา ‘นายกฯ’ ผลไต่ส่วนชี้ไม่มีมูล

 

วันนี้ (22 มิถุนายน 2569) สำนักงาน ป.ป.ช. ประจำจังหวัดนครราชสีมา เผยแพร่คดีที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิดกรณีเจ้าหน้าที่ของรัฐและผู้ที่เกี่ยวข้องกระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่หรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการจำนวน 1 เรื่อง ดังนี้

คณะกรรมการ ป.ป.ช. มอบหมายคณะไต่สวนเบื้องต้นดำเนินการไต่สวนเบื้องต้น กรณีกล่าวหานางลัดดา โสวะ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลขุนทอง อำเภอบัวใหญ่ จังหวัดนครราชสีมา กับพวก เข้ามีส่วนได้เสียในโครงการปรับปรุงถนนดินลงหินคลุก บ้านหนองหิน หมู่ที่ 12 ในปีงบประมาณ 2565

ข้อเท็จจริงจากการไต่สวนปรากฏว่า เมื่อปี 2565 องค์การบริหารส่วนตำบลขุนทองได้ดำเนินโครงการปรับปรุงถนนดินลงหินคลุก บ้านหนองหิน หมู่ที่ 12 ตำบลขุนทอง อำเภอบัวใหญ่ จังหวัดนครราชสีมา โดยที่ประชุมสภาองค์การบริหารส่วนตำบลขุนทอง สมัยสามัญที่ 3 ครั้งที่ 2 วันที่ 17 สิงหาคม 2565 ได้อนุมัติโอนงบประมาณรายจ่ายเพื่อตั้งเป็นรายการใหม่ ในโครงการปรับปรุงถนนดิน ลงหินคลุกบ้านหนองหิน หมู่ที่ 12 ได้ตั้งงบประมาณไว้เป็นเงิน จำนวน 345,000 บาท (สามแสนสี่หมื่นห้าพันบาทถ้วน) ซึ่งโครงการดังกล่าวอยู่ในแผนพัฒนาท้องถิ่น พ.ศ. 2561 – 2565

วันที่ 2 กันยายน 2565 นายภูคินธร การบรรจง ในฐานะเจ้าหน้าที่พัสดุ ได้ขออนุมัติจ้างโครงการปรับปรุงถนนดินลงหินคลุก บ้านหนองหิน หมู่ที่ 12 ตาบลขุนทอง อำเภอบัวใหญ่ จังหวัดนครราชสีมา โดยวิธีเฉพาะเจาะจง และนางลัดดา โสวะ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ได้อนุมัติดำเนินโครงการ

ในการจัดหาผู้รับจ้าง นั้น นางสิทธิพร สรสิทธิ์ ดำรงตำแหน่ง รองปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลขุนทอง ผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 เป็นผู้ติดต่อให้ห้างหุ้นส่วนจำกัด หนึ่งเกียรติธาดาก่อสร้าง ผู้ถูกกล่าวหาที่ 4 โดยนายสุระพล ดูระยับ เจ้าของและหุ้นส่วนผู้จัดการ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 5 เข้ามาเป็นคู่สัญญากับองค์การบริหารส่วนตำบลขุนทองตามสัญญาจ้างเลขที่ 29/2565 ลงวันที่ 2 กันยายน 2565 และเป็นผู้นำเอกสารในการจัดจ้างโครงการดังกล่าวมาให้ผู้ถูกกล่าวหาที่ 5 ลงลายมือชื่อที่บ้านเลขที่ 101 หมู่ที่ 12 ตำบลสำพะเนียง อำเภอโนนแดง จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งเป็นสำนักงานสาขาของห้างหุ้นส่วนจำกัด หนึ่งเกียรติธาดาก่อสร้าง และฝากผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 นำเอกสารใบเสนอราคา และใบต่อรองราคาของห้างหุ้นส่วนจำกัด หนึ่งเกียรติธาดา ก่อสร้าง ผู้ถูกกล่าวหาที่ 5 มาให้

จากนั้น นางสิทธิพร สรสิทธิ์ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 ได้นำใบเสนอราคาของห้างหุ้นส่วนจำกัด หนึ่งเกียรติธาดา ก่อสร้าง ผู้ถูกกล่าวหาที่ 4 พร้อมเอกสารข้อมูลนิติบุคคลมาให้นายภูคินธร การบรรจง เจ้าหน้าที่พัสดุ ต่อมา นางลัดดา โสวะ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ได้สั่งการให้นายภูคินธรฯ เลือกห้างหุ้นส่วนจำกัด หนึ่งเกียรติธาดาก่อสร้าง ผู้ถูกกล่าวหาที่ 4 ตามที่ผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 ได้จัดหาและนำใบเสนอราคามาให้นายภูคินธรฯ โดยนายภูคินธรฯ ในฐานะเจ้าหน้าที่พัสดุ ได้เจรจาตกลงราคาจ้างกับผู้ถูกกล่าวหาที่ 3 ในโครงการดังกล่าว เป็นเงิน 341,000 บาท (สามแสนสี่หมื่นหนึ่งพันบาทถ้วน) โดยผ่านความเห็นชอบจากนางกนิษฐา ฤทธิสอน หัวหน้าเจ้าหน้าที่พัสดุ และผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ก็ได้อนุมัติให้ทำสัญญาจ้างกับห้างหุ้นส่วนจำกัด หนึ่งเกียรติธาดา ก่อสร้าง ผู้ถูกกล่าวหาที่ 4

ในวันที่ 2 กันยายน 2565 องค์การบริการส่วนตำบลขุนทอง โดยนางลัดดา โสวะ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ผู้ว่าจ้าง ได้ลงนามสัญญาตกลงจ้างกับห้างหุ้นส่วนจำกัด หนึ่งเกียรติธาดา ก่อสร้าง ผู้ถูกกล่าวหาที่ 4 ผู้รับจ้าง โดยตกลงจ้างเหมาปรับปรุงถนนดินลงหินคลุก บ้านหนองหิน หมู่ที่ 12 ตำบลขุนทอง อำเภอบัวใหญ่ จังหวัดนครราชสีมา ขนาดผิวจราจรกว้าง 4.00 เมตรยาว 860 เมตร สูงเฉลี่ย 0.10 เมตร หรือมีปริมาตรหินคลุกไม่น้อยกว่า 447.20 ลูกบาศก์เมตรโดยกำหนดให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 31 ตุลาคม 2565 โดยมีนางสิทธิพร สรสิทธิ์ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 จะนำเอกสารสัญญาจ้างเลขที่ 29/2565 ลงวันที่ 2 กันยายน 2565 มาให้ลงนามที่บ้านเลขที่ 101 หมู่ที่ 12 ตำบลสำพะเนียง อำเภอโนนแดง จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งเป็นสำนักงานสาขาของห้างหุ้นส่วนจ ากัด หนึ่งเกียรติธาดา ก่อสร้าง ผู้ถูกกล่าวหาที่ 4

ในการดำเนินการโครงการดังกล่าวจะมีนายชวรินทร์ ค้าเจริญ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 3 บุตรชายของนางสิทธิพร สรสิทธิ์ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 และเป็นพนักงานขับรถบรรทุก ที่องค์การบริหารส่วนตำบลขุนทอง เข้าไปควบคุมงานก่อสร้างตั้งแต่เริ่มดำเนินโครงการจนผู้รับจ้างก่อสร้างแล้วเสร็จ โดยนายธีรศักดิ์ พรมมา ซึ่งเป็นผู้ช่วยหัวหน้าช่างควบคุมงานในโครงการดังกล่าว ตามคำสั่งองค์การบริหารส่วนตำบลขุนทองที่ 580/2565 ลงวันที่ 2 กันยายน 2565 จะติดต่อผ่านผู้ถูกกล่าวหาที่ 3 ทุกขั้นตอน โดยวัสดุอุปกรณ์และเครื่องจักร มีผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 เป็นผู้จัดหามาให้ โดยการเช่ามาทั้งสิ้น ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่า ห้างหุ้นส่วนจำกัด หนึ่งเกียรติธาดา ก่อสร้าง ผู้ถูกกล่าวหาที่ 4 มีการดำเนินการรับเหมาก่อสร้างประเภทถนนคอนกรีตเสริมเหล็ก หินคลุก และดิน รวมถึงการเช่าเครื่องจักร รถแบคโฮ รถบด รถเกรด รถน้ำ โดยในการเช่าเครื่องจักรเพื่อใช้ในการดำเนินการก่อสร้างถนนหินคลุก นั้น ห้างหุ้นส่วนจำกัด หนึ่งเกียรติธาดา ก่อสร้าง ผู้ถูกกล่าวหาที่ 4 จะให้เช่าเครื่องจักรเป็นชุดสำหรับบดอัดแน่น ประกอบไปด้วยรถเกรด รถน้า และรถบด ชุดละ 25,000 บาท ต่อวัน รวมค่าขนย้ายและคนขับ ยังไม่รวมค่าหินคลุก และใบส่งของ (หินคลุก) ที่ปรากฏตามเอกสารการจัดจ้างขององค์การบริหารส่วนตำบลขุนทองก็ปรากฏชื่อ “สำราญ” นั้น คือนายสำราญ สรสิทธิ์ น้องชายของนางสิทธิพร สรสิทธิ์ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 ประกอบอาชีพรับเหมาก่อสร้างและขุดดิน และปรากฏชื่อ “ชวรินทร์” คือ นายชวรินทร์ ค้าเจริญ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 3 ลูกชายของผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 อีกทั้ง แบบรายงานการควบคุมงานก่อสร้างประจำวันและแบบรายงานการควบคุมงานก่อสร้างประจำสัปดาห์ในโครงการดังกล่าว ผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 จะนำมาให้นายสุระพล ดูระยับ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 5 ลงลายมือชื่อพร้อมตราประทับที่บ้านเลขที่ 101 หมู่ที่ 12 ตำบลสำพะเนียง อำเภอโนนแดง จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งเป็นสำนักงานสาขาของห้างหุ้นส่วนจำกัด หนึ่งเกียรติธาดา ก่อร้าง ผู้ถูกกล่าวหาที่ 4

วันที่ 7 ตุลาคม 2565 ห้างหุ้นส่วนจำกัด หนึ่งเกียรติธาดา ก่อสร้าง ผู้ถูกกล่าวหาที่ 4 ผู้รับจ้าง ได้ส่งมอบงานจ้างก่อสร้างให้กับองค์การบริหารส่วนตำบลขุนทอง

วันที่ 11 ตุลาคม 2565 คณะกรรมการตรวจรับงานจ้าง เห็นว่า ผู้รับจ้างได้ดำเนินการแล้วเสร็จและได้ส่งมอบงานผลดำเนินการถูกต้องครบถ้วนตามแบบรูปรายการรายละเอียดตามแบบที่องค์การบริหารส่วนตำบลขุนทองกำหนด เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2565 คณะกรรมการฯ จึงได้ตรวจรับงานแล้วในวันที่ 11 ตุลาคม 2565 เห็นควรจ่ายเงินให้แก่ผู้รับจ้างต่อไป

วันที่ 18 ตุลาคม 2565 นางลัดดา โสวะ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ได้อนุมัติเบิกจ่ายเงินให้กับห้างหุ้นส่วนจำกัด หนึ่งเกียรติธาดา ก่อสร้าง ผู้ถูกกล่าวหาที่ 4 เพื่อเป็นค่าจ้างโครงการดังกล่าว จำนวน 341,000 บาท (รับสุทธิ 337,813.08 บาท หักภาษี ณ ที่จ่าย 3,186.92 บาท) โดยจ่ายเงินตามเช็ค เลขที่ 10335845 ลงวันที่ 20 ตุลาคม 2565 จากธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาบัวใหญ่ เลขที่บัญชี 3026037028

ในการจ่ายเงินค่าจ้างให้กับผู้รับจ้างในโครงการดังกล่าว นางสิทธิพร สรสิทธิ์ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 เป็นผู้นำเช็คไปให้ผู้รับจ้างด้วยตนเอง โดยอ้างกับนางสาวกนกวรรณ ไทยงูเหลือม นักวิชาการการเงินและบัญชี ซึ่งมีหน้าที่เกี่ยวกับจัดทำเช็ค รายงานการเงินและบัญชีประจำวัน ประจำเดือน และประจำปี ว่าที่พักอาศัยอยู่ใกล้กับผู้รับจ้างและผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 จะนำเอกสารฎีกาพร้อมเอกสารประกอบไปด้วย พร้อมกับรายงานการจัดทำเช็คไปด้วย จากนั้น ผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 จะถือฎีกาเบิกจ่ายเงินมาคืน พร้อมใบเสร็จรับเงินของผู้รับจ้าง ต้นขั้วเช็คและรายงานจัดทำเช็คที่ปรากฏลายมือชื่อพร้อมตราประทับของผู้รับจ้างมาให้นางสาวกนกวรรณฯ รวมถึงให้ผู้รับจ้างลงลายมือชื่อ ระบบจัดบันทึกข้อตกลง ในระบบบันทึกบัญชีขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สัญญาเลขที่ CNTR-00291/65 ทั้งนี้ นางสาวกนกวรรณฯ ไม่เคยรู้จักและพบเห็นนายสุระพล ดูระยับ หุ้นส่วนผู้จัดการ ห้างหุ้นส่วนจำกัด หนึ่งเกียรติธาดา ก่อสร้าง ผู้ถูกกล่าวหาที่ 5 แต่อย่างใด

จากนั้น วันที่ 26 ตุลาคม 2565 นายสุพพัต ดูระยับ ได้นำเช็คดังกล่าวเข้าฝากบัญชีธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ชื่อบัญชีห้างหุ้นส่วนจำกัด หนึ่งเกียรติธาดาก่อสร้าง ต่อมา ในวันเดียวกันนั้น (วันที่ 26 ตุลาคม 2565) นางสาวธาดารัตน์ ดูระยับ ซึ่งเป็นผู้ดูแลบัญชีของห้างหุ้นส่วนจำกัด หนึ่งเกียรติธาดา ก่อสร้าง ได้โอนเงินเข้าไปในบัญชีธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาประทาย ชื่อบัญชีนายสุระพล ดูระยับ จำนวน 300,000 บาท จากนั้น ในวันเดียวกัน (วันที่ 26 ตุลาคม 2565) นายสุระพล ดูระยับ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 5 ได้โอนเงินจากบัญชี ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาประทาย ชื่อบัญชีนายสุระพล ดูระยับ ไปยังบัญชีธนาคารกรุงเทพ ชื่อบัญชีนางสิทธิพร สรสิทธิ์ เป็นจำนวน 100,300 บาท โดยนายสุระพล ดูระยับ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 5 อ้างว่านางสิทธิพร สรสิทธิ์ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 ทราบว่า ผู้ถูกกล่าวหาที่ 5 ได้รับเงินค่าจ้าง ผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 จึงได้มาขอกู้ยืมเงินเป็น จำนวน 100,300 บาท เพื่อชำระหนี้ โดยไม่ได้ทำสัญญากู้ยืมเงินกันไว้ และไม่มีกำหนดชำระเงินคืน

การกระทำของนางลัดดา โสวะ กับพวก ดังกล่าวข้างต้น ทำให้เกิดความเสียหายแก่ระบบบริหารงานราชการขององค์การบริหารส่วนตำบลขุนทอง ทำให้สูญเสียงบประมาณตามสัญญาจ้างในโครงการปรับปรุงถนนดินลงหินคลุกบ้านหนองหิน หมู่ที่ 12 ตำบลขุนทอง อำเภอบัวใหญ่ จังหวัดนครราชสีมา เป็นเงินจำนวน 345,000 บาท เพื่อใช้ในการดำเนินโครงการดังกล่าว และทำให้ตนเองหรือผู้อื่นได้รับประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมาย

คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาแล้ว มีมติดังนี้

1. การกระทำของนางลัดดา โสวะ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 จากการไต่สวนเบื้องต้น ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานที่จะฟังได้ว่าผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ได้กระทำความผิดตามที่กล่าวหา ข้อกล่าวหาไม่มีมูล ให้ข้อกล่าวหาตกไป

2. การกระทำของนางสิทธิพร สรสิทธิ์ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 มีมูลความผิดทางอาญา ฐานเป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่จัดการหรือดูแลกิจการใด เข้ามีส่วนได้เสียเพื่อประโยชน์สำหรับตนเองหรือผู้อื่น เนื่องด้วยกิจการนั้น และฐานเป็นเจ้าพนักงาน ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 152 และมาตรา 157 และฐานเป็นเจ้าพนักงานของรัฐปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดในตำแหน่งหรือหน้าที่หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหรือหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 172 และมีมูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง ฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยมิชอบ เพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นได้ประโยชน์ที่มิควรได้ เป็นการทุจริตต่อหน้าที่ราชการ และฐานปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยจงใจไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย กฎ ระเบียบของทางราชการ มติคณะรัฐมนตรี หรือนโยบายของรัฐบาล อันเป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง ตามประกาศคณะกรรมการพนักงานส่วนตำบล จังหวัดนครราชสีมา เรื่อง หลักเกณฑ์และเงื่อนไขในการสอบสวน และการลงโทษทางวินัย พ.ศ. 2558 ข้อ 3 วรรคสาม และข้อ 10 วรรคสอง

3. การกระทำของนายชวรินทร์ ค้าเจริญ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 3 มีมูลความผิดทางอาญา ฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงาน มีหน้าที่จัดการหรือดูแลกิจการใด เข้ามีส่วนได้เสียเพื่อประโยชน์สำหรับตนเองหรือผู้อื่น เนื่องด้วยกิจการนั้น และฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 152 และมาตรา 157 ประกอบมาตรา 86 และฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงานของรัฐปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดในตาแหน่งหรือหน้าที่ หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหรือหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 172 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 และมีมูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง ฐานกระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ราชการและฐานจงใจไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย กฎ ระเบียบ ข้อบังคับหรือเงื่อนไขที่กำหนดให้ปฏิบัติจนเป็นเหตุให้ทางราชการได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง ตามประกาศคณะกรรมการพนักงานส่วนตำบลจังหวัดนครราชสีมา เรื่อง มาตรฐานทั่วไป เกี่ยวกับพนักงานจ้าง พ.ศ. 2547 ข้อ 49 (1) และ (2)

4. การกระทำของห้างหุ้นส่วนจำกัด หนึ่งเกียรติธาดา ก่อสร้าง ผู้ถูกกล่าวหาที่ 4 และนายสุระพล ดูระยับ หุ้นส่วนผู้จัดการห้างหุ้นส่วนจำกัด หนึ่งเกียรติธาดา ก่อสร้าง ผู้ถูกกล่าวหาที่ 5 มีมูลความผิดทางอาญา ฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงาน มีหน้าที่จัดการหรือดูแลกิจกรรมใด เข้ามีส่วนได้เสียเพื่อประโยชน์สำหรับตนเองหรือผู้อื่น เนื่องด้วยกิจการนั้น และฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 152 และมาตรา 157 ประกอบมาตรา 86 และฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงานของรัฐปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดในตำแหน่งหรือหน้าที่ หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหรือหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 172 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86

ให้ส่งรายงาน สำนวนการไต่สวน เอกสารหลักฐาน สำเนาอิเล็กทรอนิกส์ และคำวินิจฉัยไปยังอัยการสูงสุด เพื่อดำเนินคดีอาญาในศาลซึ่งมีเขตอำนาจพิจารณาคดีกับ นางสิทธิพร สรสิทธิ์ นายชวรินทร์ ค้าเจริญ ห้างหุ้นส่วนจำกัด หนึ่งเกียรติธาดา ก่อสร้าง และนายสุระพล ดูระยับ หุ้นส่วนผู้จัดการห้างหุ้นส่วนจำกัด หนึ่งเกียรติธาดา ก่อสร้าง และส่งรายงาน สำนวนการไต่สวน เอกสารหลักฐาน และคำวินิจฉัยไปยังผู้บังคับบัญชาเพื่อดำเนินการทางวินัยกับ นางสิทธิพร สรสิทธิ์ และนายชวรินทร์ ค้าเจริญ ตามฐานความผิดดังกล่าว ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 91 (1) และ (2) และมาตรา 98 แล้วแต่กรณีต่อไป

 

ทั้งนี้ การชี้มูลความผิดของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ยังไม่ถือเป็นที่สุด ผู้ถูกกล่าวหายังเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าจะมีคำพิพากษาของศาลอันถึงที่สุด


20 1,188