11thSeptember

11thSeptember

11thSeptember

 

August 04,2026

"วรวิทย์ เจนธนากุล" ชูแผนขับเคลื่อนสภาวิชาชีพบัญชียุค AI

นับถอยหลังการเลือกตั้งนายกสภาวิชาชีพบัญชีไทย ในวันเสาร์ 15 สิงหาคม 2569 ถือเป็นครั้งแรกที่มีการจัดให้ลงคะแนนทางอิเล็กทรอนิกส์ (e-Voting) เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับสมาชิกทั่วประเทศในการใช้สิทธิ   โดยที่สมาชิกสามารถลงคะแนนผ่านมือถือได้โดยไม่ต้องเดินทาง  ช่วยประหยัดเวลาในการเดินทางและลดค่าใช้จ่าย ขณะเดียวกัน มีความเข้มงวดด้านความปลอดภัยของข้อมูล ด้วยการใช้เทคโนโลยีเข้ารหัสข้อมูลเพื่อความถูกต้องและรักษาความลับของคะแนนเสียง 

 สำหรับทีมผู้สมัครที่ได้รับความไว้วางใจในการเลือกตั้ง จะทำหน้าที่ในช่วงวาระปี 2569-2572  และการแข่งขันในครั้งนี้  ทีมเบอร์ 2 ภายใต้การนำของ นายวรวิทย์ เจนธนากุล ซึ่งเคยเป็นอดีตนายกสภาวิชาชีพบัญชี วาระปี  2563-2566  นำทีมงานคุณภาพที่มีความเชี่ยวชาญและประสบการณ์จากหลากหลายภาคส่วน  ผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้บริหารระดับสูง คนรุ่นใหม่ และตัวแทนนักบัญชีทั่วประเทศ  ที่ร่วมกันกำหนดเป้าหมายการทำงานด้วยคอนเซ็ปต์ "เชื่อมั่น ช่วยกัน  เชื่อมโยง"  หรือ เชื่อมั่นในมาตรฐานและความน่าเชื่อถือของวิชาชีพ ช่วยกันทำงานร่วมกับสมาชิกทุกกลุ่ม และเชื่อมโยงกับภาครัฐ ภาคเอกชน และสมาคมต่างๆ เพื่อพัฒนาวิชาชีพร่วมกัน 
 

  นายวรวิทย์ เจนธนากุล

ด้วยความเชื่อมั่นว่าวิชาชีพบัญชี คือ รากฐานสำคัญของทุกองค์กร ผนวกกับหลักปรัชญาในการทำงานที่ "วรวิทย์" นำหลักปรัชญาสามประโยชน์  ซึ่งยึดถือมาอย่างต่อเนื่องในการทำงานกับภาคธุรกิจ ปรับใช้กับสภาวิชาชีพบัญชี นั่นคือ การทำสิ่งใดต้องคิดถึงประโยชน์สามด้านไปพร้อมกัน ได้แก่ ประเทศชาติ วิชาชีพ และสมาชิก เขามองว่านักบัญชีคือผู้จดบันทึกและใช้ข้อมูลทางธุรกิจเพื่อบอกความจริงเกี่ยวกับผลการดำเนินงานและความอยู่รอดของกิจการ นักบัญชีที่ดีจึงไม่ใช่แค่ผู้บันทึกตัวเลข แต่เป็นผู้ที่ช่วยชี้ทางให้ผู้ประกอบการเติบโตได้อย่างยั่งยืน ซึ่งส่งผลต่อเศรษฐกิจของประเทศโดยรวม    

 

จากประสบการณ์ที่เคยนั่งในตำแหน่งนายกสภาวิชาชีพบัญชี (วาระปี2563-2566) รวมทั้งยังเคยได้รับเลือกให้เป็นประธานสมาพันธ์นักบัญชีอาเซียนมาแล้ว (AFA President) วาระปี 2565-2566  ควบคู่ไปกับสั่งสมความเชี่ยวชาญในสายบัญชีการเงินและบัญชีบริหารให้กับองค์กรธุรกิจ ทำให้เขามีมุมมองที่ทันสมัย และเข้าใจความต้องการของภาคธุรกิจ ยุค   RPA และ AI  พร้อมกันนี้ด้วยทีมงานคุณภาพ  ที่ร่วมกันกำหนดแนวนโยบาย
เพื่อขับเคลื่อนสภาวิชาชีพบัญชี ให้เป็นที่ยอมรับและเชื่อถือ ผ่าน 5 ภารกิจหลัก    

หมุดหมายการทำงานของทีมเบอร์ 2  กับ 5 นโยบายหลัก  ได้แก่ หนึ่ง การเปิดพื้นที่ให้นักบัญชีจากทุกภูมิภาค มีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางการทำงานของสภาวิชาชีพบัญชี  สอง ปฏิรูปการบริหารและการให้บริการ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและสร้างประโยชน์ให้สมาชิก เช่น การนำค่าธรรมเนียมสมาชิกมาเป็นส่วนลดในการเข้าอบรม CPD และการยื่น CPD แบบอัตโนมัติ ซึ่งจะช่วยลดภาระด้านเอกสารของนักบัญชีที่ต้องรักษาสถานะใบอนุญาตในแต่ละปี  สาม  กำหนดมาตรฐานบริการวิชาชีพและค่าบริการขั้นต่ำเพื่อยกระดับคุณภาพงานและสร้างความเชื่อมั่นให้กับวิชาชีพในสายตาของภาคธุรกิจและสังคม  สี่ สร้างศูนย์องค์ความรู้ (Knowledge Center) เพื่อร่วมกับสมาชิกในการพัฒนาและแบ่งปันความรู้ รวมถึงเครื่องมือต่างๆ ในยุคที่ AI เข้ามามีบทบาทกับงานบัญชีอย่างรวดเร็ว โดยศูนย์แห่งนี้จะรวบรวมฐานความรู้ทางบัญชี ภาษี และวิชาชีพ พร้อมระบบค้นหา Case Study แบบฟอร์ม Working Paper และเครื่องมือที่ช่วยลดเวลาทำงาน และ ห้า ปรับบทบาทสภาวิชาชีพบัญชีให้ทำงานเชิงรุก ในการแสวงหาและปกป้องผลประโยชน์ของสมาชิกอย่างจริงจัง แทนที่จะเป็นเพียงหน่วยงานที่ตั้งรับ

ยกเป็นตัวอย่างของงานที่จะต้องเร่งดำเนินการ  “อย่างนโยบายค่าบริการขั้นต่ำที่เราจะเร่งดำเนินการ เกิดจากปัญหาสำนักงานบัญชีและนักบัญชีอิสระตัดราคากันเอง ซึ่งกระทบทั้งนักบัญชีรายเล็กที่ต้องแข่งขันอย่างไม่เป็นธรรม และผู้ประกอบการที่เลือกจากราคาถูกแล้วอาจได้งานไม่ครบถ้วน ถูกทิ้งงาน หรือมีภาระภาษีย้อนหลัง เราจึงต้องแก้ปัญหาควบคู่กันหลายด้าน ทั้งสร้างมาตรฐานบริการ ให้ความรู้ผู้ประกอบการในการเลือกนักบัญชี และยกระดับคุณภาพผู้ทำบัญชี เพื่อค่อยๆ เปลี่ยนการแข่งขันจาก ‘ราคาถูกกว่า’ ไปสู่ ‘บริการดีกว่า’ ซึ่งเป็นประโยชน์โดยตรงต่อนักบัญชีรายเล็กและสำนักงานบัญชีขนาดเล็ก”

"นโยบายข้างต้นนี้จะเป็นปัจจัยในการช่วยให้สมาชิกทำงานได้ดีขึ้น โดยเฉพาะนักบัญชีในองค์กรและสำนักงานบัญชี/สอบบัญชีขนาดเล็กที่ขาดงบลงทุนระบบหรือทีมไอที สภาฯ จึงควรเข้ามาเติมช่องว่างนี้ให้สมาชิกเข้าถึงองค์ความรู้และเทคโนโลยีได้อย่างเท่าเทียม พร้อมสนับสนุนนักบัญชีรุ่นใหม่ให้มีโอกาสทำงานและพัฒนาฝีมือทันยุคเทคโนโลยี" วรวิทย์กล่าว พร้อมทั้งกล่าวต่อว่า   

นโยบายเหล่านี้มุ่งเน้นตอบสนองต่อสถานการณ์จริงที่วิชาชีพบัญชีไทยกำลังเผชิญ ทั้งภาวะเศรษฐกิจผันผวนจากต้นทุนพลังงานและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่กระทบต่อธุรกิจทุกขนาด รวมถึงเทคโนโลยีอย่าง RPA และ AI ที่กำลังเปลี่ยนบทบาทของนักบัญชีจากผู้บันทึกข้อมูลซ้ำๆ ไปสู่ผู้วิเคราะห์ข้อมูลเพื่อการตัดสินใจทางธุรกิจ การมีศูนย์องค์ความรู้และการปฏิรูปการบริการของสภาฯ จึงเป็นการเตรียมความพร้อมให้สมาชิกทุกคนก้าวทันความเปลี่ยนแปลงนี้ไปด้วยกัน


13 143