December 06,2012
คืบหน้าคดีดคฮ. ๔,๐๐๐ สูญ ๘๐๐ ล้าน ดีเอสไอสั่งอายัดบัญชี
ผู้ตกเป็นเหยื่อ ๔,๐๐๐ คน ตบเท้าลงทะเบียนเสียหาย ๘๐๐ ล้านบาท หลังทลายธุรกิจแชร์ลูกโซ่รายใหญ่ ‘ดิจิตอล คราวน์ โฮลดิ้ง’ ขยายผลมาสาขาใหญ่ในอีสาน แกะรอยเส้นทางการเงินพบหมุนเวียนผ่านบัญชีสองธนาคาร ๕๐๗ ล้านบาท ‘ดีเอสไอ’ สั่งอายัดแล้ว เตรียมสรุปสำนวนส่งอัยการฟ้องดำเนินคดีฉ้อโกงประชาชนสิ้นเดือนนี้ความคืบหน้าคดีแชร์ลูกโซ่น้ำมันหอมระเหยของบริษัท ดิจิตอล คราวน์ โฮลดิ้ง จำกัด ที่หลอกลวงและฉ้อโกงประชาชน มีความผิดตามพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.๒๕๒๗ โดยพ.ต.อ.นิรันดร์ อดุลยาศักดิ์ ผู้บัญชาการสำนักคดีอาญาพิเศษ ๑ กรมสอบสวนคดีพิเศษ เปิดเผยกับ “โคราชคนอีสาน” ว่า “คดีนี้มีผู้เสียหายจำนวนมาก กรมสอบสวนคดีพิเศษ(DSI) ได้ตั้งทีมสอบสวนขึ้นมา โดยเปิดศูนย์แจ้งความร้องทุกข์สำหรับผู้เสียหาย ที่สำนักคดีอาญาพิเศษ ๑ อาคาร B ชั้น ๘ กรมสอบสวนคดีพิเศษ เลขที่ ๑๒๘ ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ ซึ่งผู้เสียหายสามารถเดินทางมาลงทะเบียนด้วยตนเอง หรือโทรศัพท์มาลงทะเบียน หลังจากผ่านขั้นตอนการลงทะเบียนแล้ว ทางพนักงานสอบสวนจะเชิญผู้เสียหายมาให้การ จากนั้นเมื่อสอบปากคำละเอียดแล้วในครั้งต่อไปจะจ่ายค่าเดินทางให้กับผู้เสียหายเป็นค่าพยาน ตามภูมิลำเนาในบัตรประจำตัวประชาชน หากผู้เสียหายมีภูมิลำเนาอยู่ที่ต่างจังหวัด DSI จ่ายค่าเดินทางรายละ ๕๐๐ บาท ส่วนในพื้นที่กรุงเทพฯ รายละ ๒๐๐ บาท”
“ขณะนี้มีผู้เสียหายเดินทางเข้าร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวน DSI แล้วประมาณ ๔,๐๐๐ คน มูลค่าความเสียหายรายละประมาณ ๒๐๐,๐๐๐ บาท หรือรวมทั้งสิ้น ๘๐๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท ส่วนใหญ่เป็นผู้เสียหายจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งบริษัท ดิจิตอล คราวน์ โฮลดิ้ง จำกัด เปิดอีก ๑ สาขาที่จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งจากการตรวจสอบและรวบรวมบัญชี พบว่า มีเงินหมุนเวียนในบัญชีธนาคารกรุงเทพ จำนวน ๓๐๐ ล้านบาท และธนาคารธนชาต จำนวน ๒๐๗ ล้านบาท รวมทั้งสิ้น ๕๐๗ ล้านบาท โดยอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ(นายธาริต เพ็งดิษฐ์) มีหนังสือแจ้งอายัดเงินในบัญชีทั้งสองธนาคารแล้ว นับว่าคดีแชร์ลูกโซ่ที่ทาง DSI ดำเนินการจับกุมครั้งนี้ มีผู้เสียหายและมูลค่าความเสียหายเยอะที่สุด” พ.ต.อ.นิรันดร์กล่าว
สำหรับผู้ต้องหา ๒๐ ราย ซึ่งก่อนหน้านี้สามารถจับกุมตัวมาดำเนินคดีได้แล้ว ๘ คน ประกอบด้วย นายฮวง เชียง เชียง ชาวไต้หวัน อายุ ๔๓ ปี เป็นกรรมการผู้จัดการ, น.ส.หว่อง คิน ซี อายุ ๓๖ ปี ชาวฮ่องกง และน.ส.เฉิน เป่า หยี อายุ ๓๒ ปี ชาวฮ่องกง รวมทั้งผู้ต้องหาชาวไทยอีก ๕ คนนั้น พ.ต.อ.นิรันดร์ กล่าวว่า “ผู้ต้องหาทั้ง ๘ ราย จากการสอบปากคำต่างให้การภาคเสธว่า ไม่ได้มีเจตนาขายสินค้าหลอกลวงแต่อย่างใด เบื้องต้นแจ้งข้อกล่าวหาร่วมกันฉ้อโกงประชาชนและร่วมกันกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พร้อมกับควบคุมตัวส่งฟ้องศาลอาญา แต่ผมค้านไม่ให้ประกันตัว ขณะนี้ผู้ต้องหาทั้ง ๘ รายถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำ และมีผู้ต้องหาอีก ๕ รายซึ่งเป็นชาวไทย เข้ามามอบตัวกับพนักงานสอบสวน โดยอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษเห็นว่าไม่มีเจตนาหลบหนี จึงอนุญาตให้ประกันตัวเป็นการชั่วคราว ส่วนผู้ต้องหาที่เหลือ ๗ รายทั้งหมดเป็นชาวไทย มีพฤติการณ์เป็นแม่ข่ายหรือหัวหน้าทีม ขณะนี้มีการออกหมายจับแล้ว”
พ.ต.อ.นิรันดร์ อดุลยาศักดิ์ ผู้บัญชาการสำนักคดีอาญาพิเศษ ๑ กรมสอบสวนคดีพิเศษ กล่าวว่า ในชั้นสอบสวนผู้ต้องหา โดยเฉพาะนายฮวง เชียง เชียง ชาวไต้หวัน อายุ ๔๓ ปี กรรมการผู้จัดการรายสำคัญ ให้การปฏิเสธว่าเป็นการจำหน่ายสินค้าปกติ และทำตามที่ได้จดทะเบียนไว้กับสำนักงานคุ้มครองผู้บริโภค(สคบ.) เพื่อดำเนินธุรกิจขายตรงน้ำมันหอมระเหยและตะเกียง ซึ่งทีมสอบสวนจะมีการประชุมกันอีกครั้งว่าจะลงความเห็นอย่างไร เนื่องจากผู้ชักชวนหรือขึ้นเวทีชักชวนระดมเงินทุนและได้รับผลประโยชน์ เข้าข่ายกระทำความผิดตามพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.๒๕๒๗ ส่วนที่ไม่มีพยานหลักฐานไปขึ้นเวทีชักชวน เช่นกรณีนายสรวีร์ รวยฟูพันธ์ กรรมการบริษัทฯ คนใหม่ ซึ่งเข้ามาดำรงตำแหน่งแทนนายฮวง เชียง เชียง ได้เพียง ๓ เดือน จากการสอบปากคำให้การอ้างว่า เป็นเจ้าของอาคารดี.ซี.เอช.แอล ทำธุรกิจค้าขายเสื้อผ้าและส่งออก เข้ามาแก้ปัญหาภายในบริษัทดังกล่าว โดยรับคืนสินค้าและวางระบบของบริษัทฯ ใหม่ ขณะนี้พนักงานสอบสวน DSI กำลังหาพยานหลักฐานว่ามีส่วนร่วมในขบวนการแชร์ลูกโซ่หรือไม่ เนื่องจากในอดีตกรรมการบริษัทฯ ต้องมีความผิดด้วย แต่ปัจจุบันมีคำพิพากษาศาลปกครองให้มีการสืบสวนสอบสวนตามพยานและหลักฐานที่ปรากฏ
“อย่างไรก็ตาม แนวโน้มคดีแชร์ลูกโซ่น้ำมันหอมระเหยดังกล่าวจะเหมือนคดีแชร์น้ำมัน โดยการระดมเงินประชาชนในรูปแบบการเล่นแชร์ชม้อย คาดว่าไม่เกินสิ้นเดือนพฤศจิกายนนี้ สำนักคดีอาญาพิเศษ ๑ กรมสอบสวนคดีพิเศษ จะสามารถสรุปสำนวนส่งให้อัยการยื่นฟ้องดำเนินคดีอาญาและคดีแพ่งพาณิชย์เพื่อเรียกค่าเสียหายได้ในคราวเดียวกัน” ผู้บัญชาการสำนักคดีอาญาพิเศษ ๑ กล่าวท้ายสุด
ทั้งนี้ บริษัท ดิจิตอล คราวน์ โฮลดิ้ง จำกัด ใช้ชื่อย่อภาษาอังกฤษว่า DCHL จดทะเบียนเมื่อวันที่ ๕ เมษายน ๒๕๔๕ ด้วยทุน ๖ ล้านบาท โดยแจ้งวัตถุประสงค์เพื่อนำเข้า-ส่งออกสินค้า ประกอบด้วย สุรา เบียร์ และเครื่องดื่มมีแอลกอฮอล์ทุกประเภท รวมทั้งอุปกรณ์และบรรจุภัณฑ์ของสินค้า ขณะที่กรมสอบสวนคดีพิเศษเข้าตรวจค้นบริษัทฯ และจับกุมผู้ร่วมขบวนการ มีกรรมการบริหาร ๒ คน คือนายวาเลอรี รัยนฮ์ และนายสรวีร์ รวยฟูพันธ์ สำนักงานตั้งอยู่เลขที่ ๓๓๘ อาคารดี.ซี.เอช.แอล ถนนพระราม ๙ แขวงบางกะปิ เขตห้วยขวาง กรุงเทพฯ
โดยบริษัท ดิจิตอล คราวน์ โฮลดิ้ง จำกัด หรือนามแฝงดคฮ. ที่มีชาวต่างชาติเป็นเจ้าของ ขยายสาขามาดำเนินธุรกิจการตลาดแบบเครือข่าย ภายในอาคารราชสีมาเซ็นเตอร์ ถนนมนัส ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา ใกล้กับไนท์บาซาร์, ที่ทำการตำรวจภูธรภาค ๓, ตำรวจภูธรจังหวัดนครราชสีมา และตำรวจภูธรเมืองนครราชสีมา โดยมีพฤติการณ์หลอกลวงประชาชนเป็นระยะเวลากว่า ๒ ปี ทั้งในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือ เพื่อให้เข้ามาร่วมลงทุนตั้งแต่วงเงินเริ่มต้น ๑๐,๐๐๐-๒๐๐,๐๐๐ บาทขึ้นไปในลักษณะแชร์ลูกโซ่ โดยมีสินค้าหลักเป็นน้ำมันหอมระเหยนานาชนิดที่อ้างว่าสกัดจากสมุนไพร ใช้สำหรับใส่ในตะเกียงติดไฟ และอ้างว่าสามารถบำบัดอาการต่างๆ ทำให้ร่างกายสดชื่นแจ่มใส รวมทั้งเครื่องสำอางนำเข้าจากต่างประเทศและไวน์ที่ให้ลงทุนในอัตราสูง เพื่อจ่ายผลตอบแทนเดือนละ ๑๐,๐๐๐-๓,๐๐๐,๐๐๐ บาท หากเข้ามาอยู่ในระบบธุรกิจการตลาดแบบเครือข่าย แต่เมื่อไม่สามารถหาเครือข่ายได้อย่างน้อย ๕-๖ คน บริษัทดังกล่าวก็ไม่จ่ายผลตอบแทน ทำให้มีประชาชนจำนวนมากที่ตกเป็นเหยื่อ เข้าร้องเรียนกับ “โคราชคนอีสาน” เพราะสูญเงินจากการนำทรัพย์สินเป็นบ้านและที่ดิน รวมทั้งการกู้ยืมเงินนอกระบบเข้ามาลงทุนเป็นหลักหมื่นและหลักแสนบาท บางรายถึงขั้นตัดสินใจลาออกจากงานประจำ แต่ที่ผ่านมาหน่วยงานราชการที่มีอำนาจในพื้นที่กลับไม่ใส่ใจดำเนินการตรวจสอบและสกัดกั้น โคราชคนอีสาน” จึงทำหน้าที่สื่อมวลชนในการตีแผ่ไม่ให้ประชาชนตกเป็นเหยื่อ พร้อมกับทำหนังสือแจ้งไปยังสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน(ปปง.) และกรมสอบสวนคดีพิเศษ(DSI) ให้ลงพื้นที่ตรวจสอบ
กระทั่งเมื่อวันที่ ๑๒ ตุลาคม ๒๕๕๕ กรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) นำโดยพ.ต.อ.นิรันดร์ อดุลยาศักดิ์ ผู้บัญชาการสำนักคดีอาญาพิเศษ ๑ สามารถเข้าทลายขบวนการแชร์ลูกโซ่ดังกล่าว ภายในอาคารดี.ซี.เอช.แอล เลขที่ ๓๓๘ ถนนพระราม ๙ แขวงบางกะปิ เขตห้วยขวาง กรุงเทพฯ ซึ่งเปิดเป็นสำนักงานใหญ่ พร้อมกับจับกุมนายฮวง เชียง เชียง ชาวไต้หวัน อายุ ๔๓ ปี กรรมการผู้จัดการรายสำคัญ และพวกอีก ๗ คน ซึ่งเป็นชาวฮ่องกงและชาวไทย เบื้องต้นมูลค่าความเสียหายกว่าร้อยล้านบาท ต่อมาวันที่ ๑๓ ตุลาคม พ.ต.อ.พงษ์เดช พรหมมิจิตร รองผบก.ภ.จว.นครราชสีมา พร้อมชุดสืบสวนทั้งในและนอกเครื่องแบบ นำกำลังเข้าตรวจค้นสาขาใหญ่ในภาคอีสาน ซึ่งเปิดดำเนินการอยู่ภายในชั้น ๒ ของอาคารราชสีมาเซ็นเตอร์ ถนนมนัส อำเภอเมืองนครราชสีมา ปรากฏว่า ทั้งผู้จัดการสาขาและวิทยากรผู้ชักชวนไหวตัวปิดสำนักงานหนีไปก่อน ก่อนที่จะได้รับแจ้งจากสายว่า บริษัทแห่งนี้ประชุมเครือข่ายอยู่ที่อาคารแพลทินั่ม ถนนสุรนารายณ์ อำเภอเมืองนครราชสีมา จึงนำกำลังเข้าตรวจค้น พบวิทยากรของบริษัทฯ กำลังบรรยายชักชวนแผนการทำธุรกิจสินค้าน้ำมันหอมระเหยและตะเกียงให้กับสมาชิกกว่า ๒๐๐ คนเพื่อเพิ่มรายได้ ทางชุดสืบสวนจึงชี้แจงว่า ทุกคนตกเป็นผู้เสียหาย เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตำรวจทำประวัติของทุกคนไว้ก่อน และให้นำเอกสารหลักฐานที่สมัครซื้อผลิตภัณฑ์ของบริษัทดังกล่าวแจ้งความร้องทุกข์ ที่สภ.เมืองนครราชสีมา
นสพ.โคราชคนอีสาน ปีที่ ๓๘ ฉบับที่ ๒๑๒๑ วันอังคารที่ ๒๐ - วันเสาร์ที่ ๒๔ เดือนพฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๕๕
715 1,645



