11thSeptember

11thSeptember

11thSeptember

 

December 25,2023

อย่าให้ซอฟต์พาวเวอร์ กลายเป็น Soft Eating กินกันแบบนิ่มๆ

 

นับตั้งแต่ที่รัฐบาลเศรษฐา ทวีสิน แต่งตั้ง “อุ๊งอิ๊ง” แพทองธาร ชินวัตร เป็นรองประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์ว่าด้วยซอฟต์พาวเวอร์ (Soft Power) ก็พบว่ามีเรื่องราวที่ชวนอึ้งอยู่เรื่อย

ไล่ตั้งแต่เจ้าตัวเปรยว่า สงกรานต์ปีหน้า (พ.ศ. ๒๕๖๗) เราจะไม่เล่นน้ำแค่ ๓ วัน แต่จะจัดงานกันทั้งเดือน ทยอยจัดกันทั้งประเทศ ๗๗ จังหวัด ทำเอาคนที่ได้ยินหัวเสียไปตามๆ กัน เพราะขนาดเล่นแค่ ๓ วัน คนไม่เล่นก็เดือดร้อนมากแล้ว

ขืนเล่นกันทั้งเดือน ถ้าไม่ได้ Work From Home กันจริงๆ คงไม่เป็นอันทำมาหากิน!

กระทั่งพรรคเพื่อไทยต้องออกมาชี้แจงว่า คำว่าจัดงานทั้งเดือน ไม่ได้ให้จัดสงกรานต์ทุกจังหวัดทุกวันตลอดเดือนเมษายน แต่ใช้วิธีกำหนดงานสงกรานต์ในแต่ละพื้นที่ เพราะจะมีงานวันไหลภาคตะวันออก และสงกรานต์พระประแดง

คณะอนุกรรมการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมด้านเฟสติวัล ตั้งเป้าว่าการจัดงานสงกรานต์ทั่วประเทศตลอดเดือนเมษายน ๒๕๖๗ จะดึงนักท่องเที่ยวให้ได้ ๓๕ ล้านคน สร้างรายได้เข้าประเทศกว่า ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท

ฟังแล้วเหมือนจะดูดี แต่เอาเข้าจริง โดยปกติภาครัฐและภาคเอกชนเขาจัดงานสงกรานต์กันอยู่แล้ว การที่รัฐบาลเศรษฐามาสวมรอยแล้วบอกว่าเป็นซอฟต์พาวเวอร์ จะกลายเป็นการฉวยโอกาสอย่างน่าเกลียดหรือไม่?

อีกประเด็นหนึ่ง คือ การประชุมคณะกรรมการพัฒนาซอฟต์พาวเวอร์แห่งชาติ ที่มี “อุ๊งอิ๊ง” เป็นประธาน คุยกันแค่ ๓ ชั่วโมง ก็ตั้งงบประมาณแบบกว้างๆ สูงถึง ๕,๑๖๔ ล้านบาท เพื่อผลักดันซอฟต์พาวเวอร์ ๑๑ ด้านของประเทศไทย

หนึ่งในนั้นคือ “อุตสาหรรมเทศกาล” หรือ เฟสติวัล เฉพาะด้านเดียวใช้งบประมาณสูงถึงกว่า ๑ พันล้านบาท ทำให้เกิดการตั้งคำถามว่า สุดท้ายจะลงเอยด้วยการ “จัดอีเวนต์” (Event) แล้วก็จบหรือไม่?

เพราะการจัดอีเวนต์ คือรูปแบบการทุจริตที่ทำง่ายที่สุด และเป็นงานที่จับต้องอะไรไม่ได้ มีดัชนีชี้วัดความสำเร็จของผลงาน (KPI) น้อยมาก วัดเพียงแค่จำนวนผู้เข้าร่วมงานเท่านั้น แถมว่ากันว่ามี “เงินทอน” มากถึง ๕๐%

มีคนนิยามเอาไว้ว่า ซอฟต์พาวเวอร์ หมายถึง การใช้อิทธิพลทางวัฒนธรรมเพื่อโน้มน้าวใจ ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางด้านความคิด หรือพฤติกรรมความชอบให้หันมาสนใจสิ่งเหล่านี้กันมากขึ้น

ไม่ว่าจะเป็นการกิน การดื่ม วิถีชีวิต หรือความเชื่อ เมื่อนำเสนอผ่านสื่อ หรือผลงานในรูปแบบต่างๆ ก็จะเกิดความสนใจและทำซ้ำ อย่างเช่นละครชุดแดจังกึมที่ทำให้คนไทยสนใจเครื่องแต่งกายและอาหารเกาหลี

ส่วนประเทศไทย ซอฟต์พาวเวอร์มีทั้งมวยไทย ซึ่งมีนักชกที่มีชื่อเสียงระดับโลก อย่างเช่น บัวขาว บัญชาเมฆ หรือศิลปะการต่อสู้แบบมวยไทย จากนักแสดงบู๊อย่างจา พนม ยีรัมย์ และการแต่งชุดไทยตามรอยละครหลังข่าว

 

บัวขาว บัญชาเมฆ

หรือถ้าเป็นยุคนี้ ลิซ่า แบล็คพิงค์ หรือ ลลิสา มโนบาล ที่สร้างซอฟต์พาวเวอร์ทั้งชุดไทยรัดเกล้ายอด ลูกชิ้นยืนกินบุรีรัมย์ ชาไทย หมูกระทะ โรตีสายไหม ผ้าซิ่นลายไทย ยาดมสมุนไพร นมหนองโพ กลายเป็นกระแสที่ผู้คนต้องตามรอย

หากใครยังจำกันได้ พรรคเพื่อไทยเคยเสนอนโยบายหาเสียง “๑ ครอบครัว ๑ ซอฟต์พาวเวอร์” โดยติดป้ายหาเสียงว่า “เร่งสร้างคนทำงานทักษะสูง สร้างงาน ๒๐ ล้านตำแหน่ง รายได้ไม่ต่ำกว่า ๒๐๐,๐๐๐ บาทต่อปี”

เท่าที่ฟัง “หมอเลี้ยบ” นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี ซึ่งปัจจุบันเป็นกรรมการและเลขานุการคณะกรรมการยุทธศาสตร์ซอฟต์พาวเวอร์แห่งชาติ เคยกล่าวกับสำนักข่าวเดอะ สแตนดาร์ด นโยบายซอฟต์พาวเวอร์จะมีลักษณะแบบนี้

เดิมทีรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร เคยส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) ทั้งด้านแอนิเมชั่นและเกม หรือการผลักดันแหล่งเรียนรู้อย่างอุทยานการเรียนรู้ TK Park และศูนย์สร้างสรรค์การออกแบบ TCDC 

แต่ที่ผ่านมาเศรษฐกิจสร้างสรรค์กระจายไปตามหน่วยงานและองค์กรต่างๆ อย่างไม่เป็นระเบียบ ทำให้ทั้งผู้ให้บริการและผู้รับบริการเข้าถึงกันและกันยาก

 

จา พนม ยีรัมย์

รัฐบาลจะตั้งหน่วยงานที่ชื่อ Thailand Creative Content Agency (THACCA) หรือแท็กก้า เพื่อเป็นศูนย์กลางในการติดต่อสื่อสารและบริหารจัดการองค์รวมของทุกโครงการที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจสร้างสรรค์และซอฟต์พาวเวอร์

โดยแท็กก้าจะเข้ามาทำหน้าที่บริหารจัดการเพื่อบริหารให้มีประสิทธิภาพสูงสุด คุ้มค่าทุกงบประมาณ โดยบริหารแบบเอกชนนำ รัฐบาลส่งเสริม ช่วยผลักดันในส่วนของงานราชการที่จำเป็น

โดยมีอนุกรรมการมาจากคนใน ๑๑ อุตสาหกรรม เป็นผู้นำการดำเนินงาน บริหาร และทำหน้าที่สื่อสารระหว่างประชาชนกับรัฐบาล ในข้อเรียกร้องของแต่ละวงการ

 

ลิซ่า แบล็คพิงค์ หรือ ลลิสา มโนบาล

และมีคณะกรรมการแห่งชาติช่วยการดำเนินงานภาครัฐ ดูแล อนุมัติงบประมาณ และการปลดล็อกข้อกฎหมาย โดยจัดตั้งในรูปแบบนิติบุคคลมหาชนจัดตั้งผ่านกฎหมาย แบบเดียวกับไทยพีบีเอสไม่ใช่องค์การมหาชน 

โมเดลแท็กก้าของรัฐบาลเพื่อไทย เหมือนรัฐบาลเกาหลีใต้ จัดตั้งองค์กรที่ชื่อ Korea Creative Content Agency (KOCCA) ทำหน้าที่ดูแลเนื้อหา (Content) ครอบคลุมอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของเกาหลีใต้ทั้งหมด

อย่างต่อมา คือ นโยบาย “๑ ครอบครัว ๑ ซอฟต์พาวเวอร์” หรือ One Family One Soft Power (OFOS) เป็นโครงการพัฒนาคน ที่จะส่งเสริมคนไทย ๒๒ ล้านครอบครัว ให้ได้โอกาสในการเรียนรู้ ทักษะที่ฝันที่อยากจะเรียน

โดยไม่ต้องกังวลถึงข้อจำกัดด้านทุนทรัพย์ ปลดล็อกข้อจำกัดด้านพื้นที่ เพราะมีฮับ (Hub) ประจำชุมชน หรือกองทุนหมู่บ้าน ที่ก่อตั้งมาตั้งแต่สมัยพรรคไทยรักไทย ต่อยอดไปสู่การเป็นหน่วยติดต่อโครงการในชุมชน

โครงการ ๑ ครอบครัว ๑ ซอฟต์พาวเวอร์ จะช่วยจับคู่สถาบันการศึกษาและผู้เรียนในด้านต่างๆ เช่น คนอยากเป็นเชฟทำอาหาร คนอยากเป็นนักมวย และ   วงการอื่นๆ อีกมากมาย จะใช้ในการผลิตคนที่มีทักษะออกมา

อ้างว่า พร้อมอบรม “คนอยากเป็นเชฟ” เบื้องต้น ๑ ล้านคนได้สบายๆ

นอกจากนี้ยังอ้างว่า ปัจจุบันมีงบเศรษฐกิจสร้างสรรค์และกองทุนต่างๆ รวม ๒ หมื่นล้านบาท ทั้งงบประมาณกระจายอยู่ในเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ๗ พันล้านบาท กองทุนกีฬา ๔ พันล้านบาท และงบอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องอีก ๙ พันล้านบาท

แท็กก้าจะมีบทบาทสำคัญ ที่ทำให้งบประมาณเดิมถูกจัดสรรอย่างมีประสิทธิภาพ และเพิ่มเติมคือการลงทุนจากเอกชน ที่เข้ามาลงทุนมากขึ้น จากประสิทธิภาพของอุตสาหกรรม มั่นใจว่าจะฝึกทักษะ ๒๐ ล้านคนภายใน ๔ ปี

ฟังดูแล้วเคลิบเคลิ้มใช่ไหม ... แต่ถึงขณะนี้งบประมาณรายจ่ายประจำปี ๒๕๖๗ ยังอยู่ในกระบวนการจัดทำงบประมาณอยู่เลย กว่าจะผ่านคณะรัฐมนตรี ผ่านด่านสภาผู้แทนราษฎร แล้วเสร็จก็กลางปีหน้า

แล้วงบประมาณซอฟต์พาวเวอร์ ๕,๑๖๔ ล้านบาท รัฐบาลจะเอามาจากไหน?

งบประมาณซอฟต์พาวเวอร์ ๑๑ ด้านแบบกว้างๆ มากที่สุดคืออุตสาหกรรมเทศกาล ๑,๐๐๙ ล้านบาท รองลงมาคือ สาขาอาหาร ๑,๐๐๐ ล้านบาท อุตสาหกรรมท่องเที่ยว ๗๑๑ ล้านบาท สาขาภาพยนตร์ ละคร และซีรีย์ ๕๔๕ ล้านบาท

สาขากีฬา ๕๐๐ ล้านบาท สาขาศิลปะไทย ๓๘๐ ล้านบาท สาขาเกมพัฒนาหลักสูตร ๓๗๔ ล้านบาท สาขาออกแบบ ๓๑๐ ล้านบาท สาขาแฟชั่น ๒๖๘ ล้านบาท สาขาดนตรี ๑๔๔ ล้านบาท น้อยที่สุดคือ สาขาหนังสือ ๖๙ ล้านบาท

ถึงต่อให้อุ๊งอิ๊งเสนอ เศรษฐาสนองแบบไม่มีใครค้าน เพราะเป็นลูกเทวดาชั้น ๑๔ โรงพยาบาลตำรวจ แต่ก็ต้องเจอด่านอรหันต์จาก ส.ส.ฝ่ายค้านในสภาฯ อย่างพรรคก้าวไกล ซึ่งเป็นคู่รักคู่แค้น เตรียมมีดรอชำแหละเอาไว้แล้ว

ไม่ปฏิเสธว่า ซอฟต์พาวเวอร์เป็นเครื่องมือกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ถ้ามาดูไส้ในแล้ว ส่วนใหญ่กลายเป็นกิจกรรม หรืออีเวนต์ที่วางไว้กว้างๆ เล่นสงกรานต์ทั้งเดือน ปั้นเชฟ ๑ ล้านคน น่าคิดว่าเรากำลังถูกนักการเมืองปั่นหัวด้วยคำๆ นี้หรือไม่? 

ไม่นับรวมเสียงวิจารณ์ว่า ซอฟต์   พาวเวอร์จะกลายเป็นเครื่องมือหารับประทานของนักการเมืองและคนที่ละโมบโลภมาก อยากได้เงินก้อนนี้ก็พยายามทำโครงการที่มีคำว่า “ซอฟต์พาวเวอร์” รวมอยู่ด้วยเพื่อหวังให้ผ่านงบประมาณ 

บอกตามตรงว่า ไม่อยากให้ซอฟต์พาวเวอร์ กลายเป็นมหกรรม Soft Eating “กินกันแบบนิ่มๆ” อาศัยกระแสของประเทศผลาญงบประมาณเล่นๆ แต่ดูห่างไกลและละเลยความหมายของซอฟต์พาวเวอร์ที่แท้จริง

นสพ.โคราชคนอีสาน ปีที่ ๔๙ ฉบับที่ ๒๗๖๐ วันที่ ๑๕ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๖๖- วันที่ ๑๔ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๖๗
 


128 1,804