December 25,2023
๔๑๐....อิจฉาคนไทยปี ๒๐๓๐ (๑)

อิจฉาคนไทยปี ๒๐๓๐ มันเป็นแบบนั้นจริงๆ ไม่ใช่ว่าเมืองไทยในวันนี้ไม่ดีนะ แต่ในอีกเจ็ดปีข้างหน้ามันดีแบบที่ไม่เคยมีในประเทศไทยมาก่อน ผมจะทยอยเล่าให้คุณผู้อ่านได้อ่านตามมาเรื่อยๆ แล้วค่อยมาตัดสินว่า..ผมพูดผิดหรือเปล่า
ปี ๒๐๓๐ ไทยจะโดดเด่น
ระดับท็อปทรีในเอเชีย
ผมเล่าปูพื้นถอยหลังไปสัก ๓๐-๔๐ ปีที่แล้วก่อน ในวันนั้นไทยเราก็อาศัยรายได้จากนักท่องเที่ยวเป็นหลักเหมือนกัน องค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวไทย นำเสนอภาพชีวิตชนบทเป็นหลัก อันนี้พอเข้าใจได้ เพราะในกรุงเทพฯ สภาพบ้านเมืองในวันนั้นไม่ได้เจริญหูเจริญตา คลองแสนแสบยังเต็มไปด้วยขยะ สลัมมีอยู่เกลื่อนกรุง สุขอนามัยและโภชนาการไม่สามารถนำมาเสนอแขกบ้านแขกเมืองได้ ภาพเมืองไทยที่ฉายออกไปแรกๆ บนโลกก็คือคนขี่ช้าง คนพายเรือที่ตลาดน้ำ แต่นั่นก็ต้องนับว่าไทยเราเป็นชาติแรกๆ ที่ส่งเสริมการท่องเที่ยว ในขณะที่บ้านอื่นเมืองอื่นยังรบกัน ไทยทำได้ดีที่สุดเมื่อเทียบกับชาติอื่นๆ
ตอนผมเรียนจบหมาดๆ เคยสนุกกับชีวิตด้วยการไปเป็นไกด์ทัวร์วัด ทัวร์วัง เพราะผมสื่อสารกับฝรั่งได้ตั้งแต่สมัยเรียนแล้ว แต่ทำได้ปีเดียวก็เลิก เพราะมันไม่ใช่แนว แต่จำภาพที่นักท่องเที่ยวเข้ามาเที่ยวเมืองไทยได้ดี สมัยนั้นนักท่องเที่ยวมาเมืองไทยเป็นหมู่คณะ มีน้อยมากที่จะมาแบบส่วนตัว มีไกด์ดูแลตลอดเวลาที่อยู่เมืองไทย กินก็ต้องเฉพาะที่ทัวร์จัดหาไว้ให้ เที่ยวก็ต้องทำตามที่ทัวร์จัดหาไว้ให้เหมือนกัน
ผมยกตัวอย่างทัวร์อยุธยาที่ผมเคยร่วมพาฝรั่งไปเที่ยว เรามากันเป็นขบวนรถบัส ๗-๘ คันเป็นเรื่องปกติ พอถึงเวลาจะกินที หูย..วุ่นวายดีชะมัด ร้านอาหารที่ทัวร์ลงได้ ก็มีตัวเลือกน้อยมาก เรื่องสุขอนามัยอาหารในวันนั้นเป็นเรื่องสำคัญมากสำหรับคนทำทัวร์ กินแล้วขี้แตกท้องเสีย เป็นเรื่องที่ไม่อยากให้เกิดขึ้นระหว่างเดินทาง ฉะนั้นนึกออกไหมครับว่านักท่องเที่ยวก็ต้องกินอาหารได้เท่าที่ทัวร์จัดไว้ให้
การท่องเที่ยวไทย พัฒนามาไกล
ยังเป็นเสาหลักนำเงินเข้าประเทศ
ในวันนั้นการสื่อสารไม่เหมือนวันนี้ ภาพคนขี่ช้าง คนพายเรือในตลาดน้ำก็คือภาพแทนของเมืองไทย ในทุกวันนี้ก็ยังมีคนต่างชาติคิดว่าเมืองไทยยังเป็นแบบนั้นอยู่ก็มี จากวันนั้นมาถึงปี ๒๐๑๐ ผมถือว่าเป็นยุคการท่องเที่ยวอะนาล็อกที่การเปลี่ยนแปลงต่างๆ มาช้า จากปี ๒๐๑๐ เป็นต้นมาโลกเข้าสู่ยุคดิจิทัล การเข้าถึงข้อมูลทำได้รวดเร็ว จนพัฒนามาถึงยุคการสื่อสารของยูทูเบอร์ ที่ทำหน้าที่กระจายข้อมูลแบบชนิด มีอะไรตรงไหนบนโลก ทุกอย่างถูกจับมาทำคลิปอยู่ในยูทูปหมด ภาพในเมืองไทยที่เป็นแบบเรียลไทม์ก็ถูกเหล่ายูทูเบอร์จับเข้าไปแทนที่ภาพคนขี่ช้างและภาพคนพายเรือที่ตลาดน้ำในวันเก่าๆ โลกเปลี่ยนความคิดทันที เมืองไทยมีมากกว่าคนขี่ช้างหรือคนพายเรือ หรือหาดทรายสวยๆ เท่านั้น โลกรู้จักไทยมากขึ้น

นักท่องเที่ยวที่เข้ามาไทยมีหลายรูปแบบ มาแบบศิลปินเดี่ยวก็มี มาเป็นคู่รักก็มี และมาเป็นครอบครัวพ่อแม่ลูกก็มี สามกลุ่มนี้มาเองครับ หาข้อมูลจากโซเชี่ยลแล้วก็ซื้อตั๋วบินมาเลย เกือบทั้งหมดอยู่เที่ยวไทยแบบเต็มเวลา ๔๕-๖๐ วัน และนักท่องเที่ยวสามกลุ่มที่ว่านี้เติบโตขึ้นเรื่อยๆ ไกด์ตกงานตามเรื่อยๆ เพราะสามารถท่องเที่ยวได้เอง ข้อมูลท่องเที่ยวทุกอย่างมันก็มีอยู่ในวิกิพีเดีย หรือไปยืนสแกนคิวอาร์โค้ดอ่านกันสดๆ หน้าทางเข้าสถานที่ท่องเที่ยวก็ยังได้
ยูทูเบอร์เปิดโลกอาหารไทย
คนทั้งโลกรู้จักผัดไท ผัดซีอิ๊วมากขึ้น
เพราะเหล่ายูทูเบอร์นี่ละ ที่พลิกหน้าตาการท่องเที่ยวไทย ชนิดตื่นมาเห็นผลได้ โดยไทยแทบไม่ได้เหนื่อยอะไรเพิ่มขึ้นเลย กะเพรา ก๋วยเตี๋ยว ข้าวเหนียว หมูปิ้ง พล่ากุ้ง ผัดไท ผัดซีอิ๊ว ข้าวมันไก่ ข้าวขาหมู สาคูไส้หมู ส้มตำ ยำสารพัด หรือแม้แต่เล้งแซ่บ และอีกหลายๆ เมนูที่ทำเอานักท่องเที่ยวยอมสละมื้อเย็นสุดหรูหราในโรงแรม เพื่อออกมาเดินเบียดกันกินที่ตลาดกลางคืน มันได้อารมณ์ ได้สัมผัสกับวัฒนธรรมอาหารพื้นเมืองจริงๆ และมันสนุก
พูดถึงตลาดกลางคืนที่เป็นอีกหนึ่งปลายทางของนักท่องเที่ยวต่างชาติ ผมยังไม่เคยไปฝั่งยุโรปหรืออเมริกา แต่ก็พนันได้ว่าไม่มีตลาดอาหารกลางคืนแบบเมืองไทย เพราะอะไรรู้ไหมครับ เพราะสภาพอากาศมันไม่เอื้อ หน้าหนาวก็หนาวต้องอยู่กันแต่ในบ้าน หน้าฝนก็ไม่เหมือนบ้านเรา ฝนบ้านเราฝนไล่ช้าง ตกไม่นานก็หยุดแล้วค้าขายกันต่อได้ ฝนของประเทศที่มีสี่ฤดูจะตกปรอยๆ แถมตกนาน ตกน่ารำคาญ เหล่านี้ถึงไม่มีโอกาสเกิดตลาดกลางคืนแบบบ้านเรา
ส่วนในย่านอาเซียนที่ผมเดินทางไปมานั้น เอาหัวไอ้เรืองเป็นประกันได้ มีเหมือนกันครับ แต่อย่าเอามาเปรียบมวยกับไทยเลย มันต่างกันทั้งขนาดและรสชาติ พร้อมทั้งความหลากหลาย ตลาดกลางคืนไทยพัฒนามาจนรสชาติไม่หนีกุ๊กในโรงแรม ลองสิครับประเภทมือใหม่หัดขาย ลองไปเปิดในตลาดนัดที่ดังๆ ดูนะ อร่อยก็อยู่ได้ อ่อนแอก็แพ้ไป มันเลยเป็นวิธีในการคัดสรรฝีมือนักปรุงในตลาดกลางคืนได้เป็นอย่างดี
ว่าวที่ติดลมแล้ว สบาย
เมืองไทยวันนี้ก็เป็นเช่นนั้น
ยังครับ ยังไม่จบ ยังไม่ปิดตอนง่ายๆ เรื่องนี้ยังต้องเล่าอีกหลายเมา ค่อยๆ ถากผิวเล่าสู่กันฟังไปเรื่อยๆ จนกว่าจะเข้าถึงกลางแก่น แล้วจะเข้าใจอย่างที่ผมเขียนว่า ทำไมผมถึงอิจฉาคนไทยปี ๒๐๓๐ เรื่องพีคๆ สำคัญๆ ที่ทำให้คนเอเชียอิจฉาเมืองไทย เดี๋ยวทยอยเล่าเรื่อยๆ ผมไม่เหนื่อย
โคราชเมืองหลัก แต่ทำหน้าที่เมืองรอง
ก่อนจบ วกเข้าโคราชหน่อย โคราชเราเจริญขึ้นเยอะมาก กำลังจะมีรถไฟฟ้า และรถไฟความเร็วสูง แต่ทุกวันนี้ก็ยังทำหน้าที่เป็นเมืองรอง ทั้งๆ ที่เราเป็นเมืองหลัก ใครมาก็ผ่านโคราช ซึ่งมันเป็นแบบนี้มาตั้งแต่ผมเกิด ในตัวเมืองไม่คึกคัก แสงสีไฟนีออนน้อยมาก สำหรับผมแล้วแสงไฟนีออนยามค่ำคืนนี่มันเป็นดัชนีชี้วัดความคึกคักของเมืองได้เลยนะ..ทำไมโคราชเงียบ

ผมอยากให้โคราชมีอะไรที่มันถาวร และสามารถดึงคนต่างถิ่น ดึงนักท่องเที่ยวมากินมานอน มาใช้ชีวิตในโคราชให้นานมากขึ้น ตอนนี้ตลาดกลางคืนของโคราชดัง มีชื่อเสียงดีแล้ว แต่ขาดแม่เหล็กที่เรายังไม่สร้างเพื่อดึงและตรึงคนไว้ในตัวเมืองโคราช นอนโรงแรมโคราช ใช้ชีวิตราตรีที่โคราช
ผมเห็นถนนในเมืองจีน ที่โคราชเราสามารถหยิบมาต่อยอดได้สบายมาก ดูที่รูปสิครับ มันอาจไม่ชัด เพราะผมแคปมาจากหน้าจอมือถือ ความสว่างไสว ความสวยงามจากดอกไม้ มันดึงสายตาได้ดีมากๆ ไม่มีใครไม่อยากลงไปเซลฟี่ตัวเอง
สมมตินะสมมติ ถ้าเราเอาถนนสายปักธงชัยโคราช เริ่มจากค่ายสุรธรรมไล่ยาวไปจนถึงปักธงชัย มีต้นไม้แบบนี้สองข้างทาง ถึงฤดูออกดอก ลองคิดดูมันจะเป็นถนนที่คนสนใจเข้ามาดู มาถ่ายรูปมากมายแค่ไหน กลางวันเราก็อัดกิจกรรมเข้าไปเพิ่ม เพื่อตรึงคนไว้ในตัวเมืองโคราช วิ่งมาราธอนหรือแข่งจักรยาน กีฬาพวกนี้ไม่ได้จัดเช้าบ่ายเลิก ต้องนอนในโคราชหลายคืน เพื่อเข้าร่วมกิจกรรมบนถนนสายดอกไม้ยาวร่วมยี่สิบกิโล แม้ดอกไม้มันจะมีช่วงเวลา แต่มันก็ไม่ได้แค่วันสองวัน ช่วงที่มันให้ดอก คือช่วงที่ดึงคน และตรึงคนต่างถิ่นไว้ในโคราช
เวลาตั้ง ๒-๓ สัปดาห์เงินสะพัด ปีนี้ไม่ได้มา ปีหน้ามาแน่ เพราะโคราชมีโฟกัสประจำปีแล้ว
หมดพื้นที่อีกแล้ว ใกล้ปีใหม่รักษาสุขภาพครับ และขอถือโอกาสสวัสดีปีใหม่กันไว้ตรงนี้เลย หลังปีใหม่มาคุยกันต่อเรื่อง.. อิจฉาคนไทยปี ๒๐๓๐
นสพ.โคราชคนอีสาน ปีที่ ๔๙ ฉบับที่ ๒๗๖๐ วันที่ ๑๕ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๖๖- วันที่ ๑๔ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๖๗
49 2,046



