September 07,2024
๔๑๕....สิบปีอาเซียน อะไร ยังไง (๑)

วันนี้เรานั่งคุยเรื่องรอบๆ บ้านเราดีกว่าว่า สิบปีที่เราอาเซียนรื้อรั้วบ้านเข้าหากันมีอะไรเปลี่ยนแปลงไปบ้าง คือมันมีเยอะมาก จากที่เคยต่างคนต่างอยู่ก็ได้ไปมาหาสู่กันง่ายขึ้น รู้จักกันมากขึ้นผ่านสื่อออนไลน์ซึ่งสื่อออนไลน์นี่ละที่มันมีทั้งดีและไม่ดี ผม ยกตัวอย่างที่เห็นความเปลี่ยนแปลงไปชนิดที่สี่ห้าเดือนผ่านก็จำทางกลับบ้านไม่ได้แล้ว เพราะความเจริญมันเข้าไปทุกพื้นที่ ทุกซอย
ตัวเลขที่เพื่อนบ้านอิจฉา
ไม่ใช่ความร่ำรวยของเมืองไทย
แต่เป็นตัวเลขนักท่องเที่ยว
นั่งเล่าไปเรื่อยๆ ครับ น่าจะพูดคุยกันหลายตอน โดยเฉพาะลาว กัมพูชาและเมียนมาที่ใกล้ชิดกับไทย ผมพาไปดูตัวเลขชุดหนึ่งก่อน ผมได้ลองกดเครื่องคิดเลขเล่นๆ ไม่แปลกที่เพื่อนบ้านอยากได้เงินตัวเลขนี้มาอยู่หมุนเวียนในประเทศตัวเองบ้าง ไม่ต้องสมมุติละ เอาตัวเลขกลมๆ ก็ได้ คำนวณง่ายดี เรามีนักท่องเที่ยวเฉลี่ย ๓๐ ล้านคนต่อปี ปีนี้น่าจะทะลุเป้าที่ ๔๐ ล้านคน เพราะแค่ปลายเดือนกรกฎาคมไทยมีนักท่องเที่ยวเข้าไปแล้ว ๒๓ ล้านคน อีกห้าเดือนที่เหลือถึง ๔๐ ล้านคนสบายๆ
เราได้อะไรจากตัวเลขคนต่างชาติเข้าเมือง เอาตัวเลขแรกก่อน จาก ๓๐ ล้านคนคิดแค่ ๒๐ ล้านคนที่เข้าไปเที่ยวพระราชวัง คนต่างชาติจ่าย ๕๐๐ บาท ได้เงิน ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท ไปเที่ยววัดโพธิ์เก็บ ๓๐๐ บาทได้อีก ๖,๐๐๐ ล้านบาท และถึงแม้เรามีฟรีวีซ่าสองเดือน แต่ผมให้หนึ่งในสามที่ขออยู่เที่ยวไทยต่อ ขอขยายวีซ่าอีกสิบล้านคน เก็บเงินเข้าหลวงได้อีก ๑,๕๐๐ คูณสิบล้านคนได้อีก ๑๕,๐๐๐ ล้าน
ส่วนตัวเลขนี้หนัก ผมเข้าไปดูข้อมูลกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา คนต่างชาติที่เข้ามาเที่ยวเมืองไทยใช้จ่ายเงินต่อคนต่อหัวอยู่ที่ ๕-๖๐,๐๐๐ บาท ผมให้ ๕.๕ หมื่น เอาไปคูณกับ ๓๕ ล้านคน ไทยได้เงินอีก ๑,๙๒๕,๐๐๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท ทีนี้เอาตัวเลขทั้งหมดมัดรวมกันจะได้ ๑,๙๕๖,๐๐๐,๐๐๐,๐๐๐ เกือบจะสองล้านล้านบาทเข้าไปแล้ว

ยังมีอีก ไม่ได้มีแค่สองล้านล้านบาท
ผมขาดตัวเลขไปอีกตัวที่เพื่อนบ้านไม่มี คือแรงงานต่างด้าวที่เข้ามาทำงานในไทย ผมเข้าไปดูตัวเลขแรงงานที่ขึ้นทะเบียนกับสำนักบริหารแรงงานต่างด้าว เรามีแรงงานต่างด้าวที่เข้ามาทำงานอย่างถูกระเบียบ ตัวเลขกลมๆ ถึงสามล้านคน คนเหล่านี้ต้องทำบัตรแรงงาน ซึ่งมีหลายประเภท ผมเอาเฉลี่ยกลางๆ แล้วกัน ต้องเสียคนละ ๑๒,๐๐๐ บาทต่อปี เอาตัวเลขนี้ไปคูณกับสามล้านคน หนึ่งปีเงินค่าทำบัตรจากแรงงานต่างด้าวสี่หมื่นล้านบาทเข้าไทย มันเป็นตัวเลขที่เพื่อนบ้านอยากได้มาก มีเมืองไทยเท่านั้นที่มีศักยภาพได้ตัวเลขนี้ มันเป็นเงินที่ไม่ต้องไปเดินเก็บภาษี ผมถึงบอกว่าบ้านเราเหมือนเรามีกระเป๋างบประมาณประเทศสองกระเป๋า ปีหน้า ๒๕๖๘ ไทยตั้งวงเงินงบประมาณประเทศไว้ ๓.๔ ล้านล้านบาท ลองเอาตัวเลขทั้งหมดที่ผมเล่าให้ฟังวันนี้รวมกัน มันก็เลยสองล้านล้านบาทเข้าไปแล้ว ใกล้จะแซงหน้าวงเงินงบประมาณประจำปี
ตัวเลขเงินจำนวนมหึมานี้
หาชาติอื่นใดในโลก เทียบทันได้ยาก
ผมอยากให้ดูรายจ่ายต่อหัวของนักท่องเที่ยวที่เข้ามาประเทศไทย เฉลี่ยอยู่ที่ ๕๕,๐๐๐ บาทต่อคน รวมแล้วสองล้านล้านบาท เงินจำนวนนี้เข้ากระเป๋าคนไทยโดยตรง โรงแรมร้านอาหาร ร้านค้า ตลาดกลางคืน รถโดยสาร แท็กซี่ สามล้อร้านขายอาหารข้างทาง พวกนี้ได้อานิสงส์จากสองล้านล้านบาทที่นักท่องเที่ยวนำมาใช้จ่าย เชียงใหม่ เชียงราย หาดใหญ่ ภูเก็ต และอีกหลายๆ เมือง

ถ้าไม่มีเงินสองล้านล้านบาทนี้เข้าไปหมุนเวียนในระบบ ยังไม่รู้เลยว่าเศรษฐกิจเมืองไทยจะเป็นยังไง รัฐบาลมีดมยาดมทุกวันแน่ ฉะนั้นเราไม่เพียงต้องรักษาตัวเลขนี้ไว้ แต่เราต้องช่วยกันผลักดันให้ตัวเลขนี้สูงกว่าปีงบประมาณของไทยมากยิ่งขึ้นไปอีกในทุกๆ ปี และผมพนันเอาไว้ตรงนี้เลยว่า เมื่อรถไฟความเร็วสูงของไทยเปิดครบทุกเส้นทาง รายได้จากตัวเลขทั้งหมดที่คุยกันวันนี้ เกินงบประมาณประจำปีแน่นอน เราจะได้เงินจากนักท่องเที่ยวมาบริหารจัดการงบประมาณประจำปีแบบฟรีๆ ไม่รวมการเก็บภาษี ไทยจะตั้งวงเงินงบประมาณแบบเกินดุลทุกปี ประเทศที่มีเงินเหลือเฝือ
ทีนี้มาเริ่มเข้าเรื่องกันได้แล้ว สิบปีที่เรารื้อรั้วบ้านอาเซียนเข้าหากัน ใครอยู่ ใครไปผมจะพูดเรื่องเมียนมากับลาว และกัมพูชาเป็นหลัก เพราะถือว่าสามชาตินี้ผมเริ่มเข้าไปตั้งแต่ปี ๒๐๑๓ ที่กำลังรื้อรั้วประเทศเข้าหากันใหม่ๆ วันนี้ความเปลี่ยนแปลงมีมาก ขอพูดถึงเรื่องพม่าก่อน ผมใช้สลับกันครับ คนที่นั่นเรียกแทนตัวเอง บางทีก็เมียนมา บางทีก็พม่า
จากเคยถืออาวุธเข้าห้ำหั่นกัน
วันนี้พม่าคือมิตรที่น่ารักมากที่สุด
เชียงตุง เมืองลา เมืองยาง เมืองล่าเสี้ยว เป็นเมืองหลักในรัฐฉานที่ผมแบกเป้เดินผ่านด่านแม่สายที่ท่าขี้เหล็กบ่อยๆ แม้การเข้าไปพม่าในวันนั้นจะยุ่งยาก แต่ก็สะดวกกว่าในทุกวันนี้ วันนี้มีเพียงเชียงตุงที่ไม่ใช่พื้นที่การสู้รบ นอกนั้นน่าสงสารผู้คนในเมืองที่ต้องอพยพหนีภัยสงครามลงมาทางเชียงตุง ที่อยู่ใกล้ชายแดนไทย

ทำไมผมถึงว่า พม่าจากศัตรูกลายมาเป็นมิตร ปี ๒๐๑๓ ปลายๆ ปีผมเข้าไปเชียงตุง ไปแบบไม่มีข้อมูลอะไรในหัวเลย ในวันนั้นข้อมูลในอินเทอร์เน็ตไม่มีหรอก มีแต่ข้อมูลเก่าๆ อ่านเอามันเอาสนุกพอได้อยู่ ทำวีซ่าได้ก็ไปข้ามด่านท่าขี้เหล็กกันเลย ผมไปถึงเชียงตุงวันนั้นแปลกใจคนที่เชียงตุงพูดภาษาไทย ทำให้ผมรู้แล้วว่าเมืองนี้อยู่สบาย พูดคุยกันรู้เรื่อง ไม่ใช่แค่คนขายของในตลาดหรือคนขับรถ แม้แต่แม่ค้าขายก๋วยเตี๋ยวก็ยังพูดไทยกับผม แถมที่ฝาผนังหลังตู้เย็นยังมีรูปรัชกาลที่ ๙ มันทำให้ผมรู้สึกอบอุ่นปลอดภัย แม้แต่เด็กๆ ลูกแม่ค้านั่งเล่นขายของที่ข้างร้านก็คุยภาษาไทยกัน เธอจะซื้ออันนี้กี่บาท เธอเอากี่อันคือถ้าได้ยินแต่เสียงไม่เห็นตัว ผมคงนึกว่าผมนั่งอยู่เมืองไทย
เงินบาทสามารถใช้ได้ในเชียงตุง ยิ่งวันนี้ไม่ต้องห่วง เงินบาทเป็นของมีค่าอันดับสองรองจาก ทองคำ เพราะเป็นเงินที่มีค่าเสถียร ใช้ซื้อขายรถ บ้าน และที่ดิน หรือทรัพย์สินอื่นๆ ที่มีราคาสูงได้ เรียกว่าเขียนป้ายตั้งราคาเป็นเงินบาทกันเลย นั่นคือความรู้สึกเมื่อสิบปีที่แล้ว ส่วนความจริงในวันนี้เงินบาทมีความสำคัญมากขึ้น และพนันได้เลยว่าเด็กๆ เมื่อสิบปีที่แล้ว วันนี้คงโตเป็นหนุ่มเป็นสาว และมีเด็กรุ่นใหม่พูดไทยกันมากขึ้นอีก เพราะเมืองไทยคือเป้าหมายของคนพม่าที่ต้องการเข้ามาทำงาน

เชียงตุงน่าเที่ยวไหม... ไปเลยครับ สิบปีที่แล้วผมยังประทับใจ ความปลอดภัยผมให้เต็มสิบไม่หัก บ้านเมืองนั้นเดินแล้วไม่ต้องพะวง คนเชียงตุงเป็นมิตร และรักคนไทยมาก วันนี้เชียงตุงยังไม่ใช่ตำบลกระสุนตก การสู้รบยังมาไม่ถึง แต่ถ้าให้ผมแนะนำนะ เว้นสักพักครับ รอให้พม่าจัดระเบียบภายในกันเองก่อน แล้วค่อยเข้าไปใช้เวลาช้าๆ ที่เชียงตุง
คนเชียงตุงไม่เรียกตัวเองว่าเป็นคนพม่า คนเชียงตุงเรียกตัวเองว่าไทใหญ่หรือคนไต พม่าสู้รบกันเองมาก จะไม่มีสาธารณรัฐเมียนมาอีกต่อไป ไม่เหมือนเดิมแน่นอน คือวันนี้มีทั้งส่วนตะวันตกหนุนกับจีนหนุน และยังมีกลุ่มที่อิสระไม่ขึ้นกับใครอีก อย่างรัฐฉานถ้าเป็นทางตอนเหนือตั้งแต่เมืองล่าเสี้ยวขึ้นไปเป็นของจีน ในตัวเมืองมีแต่ภาษาจีน ส่วนฉานใต้เชียงตุงและรอบๆ นั้น ย่านนี้รักประเทศไทย
สิบปีที่เปิดอาเซียนด้วยกัน พม่าแย่ที่สุด แย่ถึงขั้นอาจต้องเปลี่ยนแผนที่ เปลี่ยนรูปร่างหน้าตาประเทศกันเลย ผมเอารูปคนรัฐฉานเหนือมาให้ดู วัยขนาดนี้ อายุขนาดนี้ น่าจะอยู่ในช่วงที่สดใส แต่ต้องมาจับอาวุธเพื่อปกป้องตัวเอง ส่วนคนแก่และเด็กอพยพหนีภัยสงครามลงมาทางใต้เรื่อยๆ อยากให้สงครามจบลงเร็วๆ คนไทยไม่รู้สึกกับปัญหานี้ แต่เชื่อเถอะเพื่อนบ้านกำลังอิจฉาประเทศไทยที่มีแต่ความสงบสุข ไม่ได้มีแค่พม่าเท่านั้นที่น้อยใจ เดี๋ยวคุยกันต่อครับ หมดเวลาแล้ว

นสพ.โคราชคนอีสาน ปีที่ ๕๐ ฉบับที่ ๒๗๖๘ วันที่ ๑๕ เดือนสิงหาคม - วันที่ ๑๔ เดือนกันยายน พ.ศ.๒๕๖๗
59 635



