October 16,2025
อาจารย์ราชภัฏโคราชเปิดตัวเยลลี่ข้าวระยะเม่า แก้ปัญหาเด็กไม่ชอบทานข้าว สารอาหารครบถ้วน ผู้ใหญ่ทานดี ลดความเสี่ยงโรคหัวใจ มะเร็ง และเบาหวาน

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 9 ตุลาคม 2568 ผศ.ดร.วาสนา ภานุรักษ์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา พร้อมทีมนักวิจัยนำผลิตภัณฑ์ที่ได้จากข้าวระยะเม่า ร่วมออกบูธจัดแสดงทางวิชาการที่ จ.ขอนแก่น โดยเปิดโอกาสให้ชาวนาที่ประสบปัญหาน้ำท่วมข้าวได้นำไปต่อยอดสร้างรายได้จากข้าวที่ถูกน้ำท่วมดีกว่าปล่อยทิ้งเสียเปล่า รวมทั้งการนำเสนอผลิตภัณณฑ์ที่ได้จากข้าวระยะเม่าของสถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา ซึ่งประกอบด้วย ข้าวสารหอมมะลิระยะเม่า, โจ๊กระยะเม่า และเยลลี่ข้าวระยะเม่า 10 รสชาติ
โดยเฉพาะเยลลี่ข้าวระยะเม่านั้น ทางสถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมาเพิ่งวิจัยคิดค้นออกมาเป็นตัวผลิตภัณฑ์ ซึ่งเหมาะอย่างยิ่งกับเด็กที่ไม่ชอบทานข้าว ซึ่งผู้ที่ได้ลิ้มลองต่างบอกว่าอร่อย โดยมีเนื้อหนุบหนับ และความหวานจากธรรมชาติไม่มีส่วนผสมจากน้ำตาล ก็เหมาะที่จะเป็นขนมทานเล่นให้เด็กได้ทานโดยไม่รู้ตัวว่ากำลังทานข้าวอยู่

ผศ.ดร.วาสนา ภานุรักษ์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา
ผศ.ดร.วาสนา กล่าวว่า ข้าวระยะเม่า คือข้าวที่รู้จักกันในชื่อว่าข้าวเม่า ที่หลายคนเคยกินในรูปแบบของหวาน ทำจากข้าวเหนียว แต่ข้าวระยะเม่าที่ทำการวิจัยนี้ เป็นข้าวที่ผ่านการวิจัยในปี 2560 โดยการทำข้าวหอมมะลิระยะเม่า เป็นการเก็บเกี่ยวในระยะน้ำนม ประมาณ 7-10 วัน ซึ่งมีลักษณะพิเศษคือมีแป้งอ่อน นุ่ม มีกลิ่นหอมอ่อนๆ ของนมข้าว และมีคุณค่าทางอาหารสูง โดยเฉพาะโฟเลต นิยมนำไปทำเป็นข้าวกล้อง หรือผลิตภัณฑ์สำหรับเด็กอ่อนและผู้ใหญ่ที่ต้องการสารอาหารสูง

"ขณะนั้นเป็นการทำวิจัยเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรแก้ปัญหาเรื่องราคาข้าวหอมมะลิตกต่ำ โดยช่วงแรกทำการวิเคราะห์ดูพบว่า ข้าวระยะเม่านั้นจะมีสารอาหารที่สูง เมื่อทำเป็นข้าวสารในระยะเม่าจะมีสารโฟเลตสูงมาก มีแอนโทไซยานิน ลดการอักเสบ ลดความเสี่ยงโรคหัวใจ มะเร็ง เบาหวาน และมีวิตามินที่หลากหลาย เหมาะสำหรับดูแลสุขภาพ บำรุงสมอง บำรุงร่างกาย ซึ่งในกระบวนการทำข้าวระยะเม่านั้น พอเกี่ยวได้แล้วก็นำมาผ่านกระบวนการทำความสะอาด ก่อนจะนึ่ง 15-20 นาที เพื่อให้แป้งที่เป็นระยะน้ำนมอยู่ ยังไม่เป็นเม็ดข้าวสาร ให้เกิดความหนืดในการเรียงตัวโดยผ่านไอน้ำ ซึ่งเดิมทีใช้หวดนึ่งข้าวทั่วไป ก่อนที่ปัจจุบันจะพัฒนาเป็นเครื่องนึ่ง เพื่อเพิ่มปริมาณได้เยอะและเร็วขึ้น เมื่อนึ่งเสร็จก็นำไปตากแดดเพื่อลดความชื้นให้ข้าว ก่อนจะเก็บเป็นข้าวเปลือกที่สามารถเก็บไว้ได้ตลอดทั้งปี เมื่อจะนำมาทาน หรือมีออเดอร์ในการสั่งผลิตภัณฑ์ก็จะนำมาสีเป็นข้าวกล้องกระเทาะเปลือก ซึ่งจากการวิจัยในห้องทดลองกับหนูเม้าส์ พบว่าสามารถช่วยในเรื่องของการรักษาระดับน้ำตาลในเลือด ลดการเกิดเส้นเลือดอุดตัน"

ผศ.ดร.วาสนา กล่าวต่อว่า ปีนี้มีการทดลองต่อเนื่องเข้าสู่ปีที่ 8 และได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ สวก. ในการขยายผลต่อยอดไปให้กับเกษตรกร โดยเฉพาะคนที่เจอวิกฤตน้ำท่วมข้าว ที่จะสามารถพลิกวิกฤตเป็นโอกาสได้ โดยในปีแรกนั้นเจอปัญหาน้ำท่วมที่จ.นครราชสีมา จึงทำการเก็บเกี่ยวทันทีในระยะเม่า พอเกี่ยวแล้ว ก็จะมีข้าวที่เก็บไว้ขายได้ตลอดทั้งปี และได้ราคาดีกว่าเดิม ซึ่งคือสิ่งที่เกษตรกรพอใจและทำต่อเนื่องมา พอมาปีนี้เรามีการต่อยอดทดลองกับสายพันธุ์อื่นๆ โดยเฉพาะข้าวหอมปทุม ก็พบว่าตัวโฟเลตสูงเช่นเดียวกับข้าวหอมมะลิ รวมไปถึงข้าวเหนียวทางกลุ่มอีสานเหนือ ในพื้นที่นครพนม, สกลนคร, หนองบัวลำภู ที่รับการถ่ายทอดจากเรา ซึ่งมีการทำข้าวเหนียวเป็นหลัก เรามีการทดลองและพบว่าได้ผลเป็นอย่างดีเช่นกัน สามารถที่จะต่อยอดในเชิงของการค้าการตลาดได้

"ผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่ได้จากข้าวระยะเม่านั้น นอกจากเป็นข้าวสารหอมมะลิระยะเม่าแล้ว ต่อมาได้ทำเป็นรูปแบบของโจ๊กกึ่งสำเร็จรูประยะเม่าสำหรับเด็ก ที่ได้โจทย์จากผู้ประกอบการมา ซึ่งต่อมาปีนี้มีการต่อยอดในปีนี้ให้กลายเป็นโจ๊กระยะเม่าที่เหมาะสำหรับทุกวัย ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ โดยได้เพิ่มสารสกัดและคุณค่าทางอาหารเข้าไป โดยเฉพาะโฟเลต เพื่อดูแลสุขภาพให้กับทุกคนทุกเพศทุกวัย และในปีนี้ยังได้ตัวผลิตภัณฑ์จากข้าวระยะเม่าเพิ่มอีก 1 ผลงาน คือเยลลี่จากข้าวระยะเม่า ซึ่งมีทั้งหมด 10 รสชาติ ภายใต้โจทย์เดิมคือแก้ปัญหาเด็กไม่ชอบทานข้าว จึงทำขึ้นมาในรูปแบบของขนม หรือของทานเล่น ซึ่งเด็กจะรับประทานโดยไม่รู้สึกว่าเป็นการทานข้าว จะรู้สึกว่าเป็นการทานขนมมากกว่า แต่ประโยชน์ที่เกิดขึ้นนั้นมีคุณค่าทางสารอาหารหลายตัว ทั้งโฟเลต วิตามินต่างๆ ในส่วนความหวานนั้นเราไม่ใช้น้ำตาล แต่จะสกัดความหวานจากวัตถุดิบทางธรรมชาติ"

ผศ.ดร.วาสนา กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากนี้ทางทีมนักวิจัยกำลังพัฒนาผลิตภัณฑ์เพิ่มอีกหนึ่งตัว เป็นผลิตภัณฑ์รูปแบบแท่ง เหมาะแก่การพกพารับประทานได้ทุกที่ทุกเวลาเพื่อเพิ่มพลังงาน คาดว่าจะสมบูรณ์แบบในอีก 2 เดือนข้างหน้า และผลิตภัณฑ์อื่นๆ ยังมีอีกหลายตัว ซึ่งทางเกษตรกรหรือกลุ่มวิสาหกิจชุมชนได้รับการถ่ายทอดจากเราไปต่อยอด มีทั้งตัวแป้งอเนกประสงค์ ไดฟูกุ และขนมในรูปแบบต่างๆ อย่างไรก็ตาม ในฐานะนักวิจัย อยากจะให้เกิดการต่อยอดไปสู่เกษตรกรในเชิงพาณิชย์ หรือขยายผลเพื่อเกิดการค้าที่เหมาะสมกับกลุ่มเกษตรกรเพื่อเป็นต้นน้ำที่ดีให้กับผู้ประกอบการกับการทำข้าวระยะเม้าให้มีผลประกอบการสร้างรายได้สู่ชุมชนต่อไป ซึ่งเกษตรกรรายใดที่สนใจ สามารถประสานงานข้อมูลได้ที่สถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฎนครราชสีมา หรือที่ สวก.ได้โดยตรง เพราะเราจะทำงานร่วมกับ สวก.ต่อเนื่อง รวมไปถึงในมหาวิทยาลัยต่างๆ ที่อยู่ในเครือข่ายทางภาคอีสานด้วยเช่นกัน


38 967



