April 11,2026
3 องค์กรเอกชนโคราชตั้งวงหารือ ยื่นข้อเสนอพยุงธุรกิจ ลดภาระ ปชช. หลังเผชิญวิกฤตพลังงาน

เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2569 เวลา 10.30 น. ณ ห้องโฮมฮัก 2 โรงแรมไอซาน่า อำเภอเมืองนครราชสีมา คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบันนครราชสีมา (กกร.นม.) ประกอบด้วย สภาอุตสาหกรรมจังหวัดนครราชสีมา หอการค้าจังหวัดนครราชสีมา และสมาคมธนาคารจังหวัดนครราชสีมา ร่วมประชุมหารือเพื่อนำเสนอปัญหา ผลกระทบ พร้อมทั้งยื่นข้อเสนอไปยังภาคส่วนราชการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อบรรเทาผลกระทบลดภาระผู้ประกอบการและค่าครองชีพของประชาชน โดยมีนายมนัส สุวรรณรินทร์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา เข้าร่วมด้วย ทั้งนี้สืบเนื่องมาจากสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง ที่ส่งผลกระทบอย่างหนักต่อผู้ประกอบธุรกิจในพื้นที่ โดยเฉพาะต้นทุนพลังงาน (ราคาน้ำมันเชื้อเพลิง) ที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง กระทบเป็นลูกโซ่ไปยังต้นทุน วัตถุดิบ ค่าขนส่ง และสภาพคล่องของเอกชน พร้อมยื่นมาตรการต่อภาครัฐ

ทั้งนี้ ภายหลังการหารือ นางสาวเจนจิรา กงทอง ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดนครราชสีมา ในฐานะประธาน กกร. พร้อมด้วยนายไพจิตร มานะศิลป์ ประธานหอการค้าจังหวัดนครราชสีมา พร้อมด้วยนายกสมาคมธนาคารฯ ร่วมแถลงข้อหารือและข้อเสนอต่อสื่อมวลชน
นางสาวเจนจิรา กงทอง แถลงว่า สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศและราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อโครงสร้างต้นทุนในทุกภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะอุตสาหกรรมก่อสร้าง การผลิต และโลจิสติกส์ ซึ่งมาตรการช่วยเหลือจากภาครัฐในปัจจุบันยังขาดความครอบคลุมและไม่ทั่วถึง ส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการจำนวนมาก เนื่องจากไม่สามารถแบกรับภาระต้นทุนที่ผันผวนได้ สภาอุตสาหกรรมจังหวัดนครราชสีมา จึงนำเสนอแนวทางการขับเคลื่อน ดังนี้
มาตรการเชิงนโยบายที่เสนอต่อภาครัฐ ประกอบด้วย
1.มาตรการทางการเงินและภาษี
- การผ่อนปรนภาระภาษี : เสนอให้ลดอัตราภาษีหัก ณ ที่จ่าย (Withholding Tax) ลง 50% ทุกประเภท, อนุญาตให้ผ่อนชำระภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) และภาษีเงินได้นิติบุคคลที่อัตราดอกเบี้ย 0% เป็นเวลา 6-12 เดือน
- ยกเว้นอากรนำเข้าเม็ดพลาสติก และสินค้าทดแทนที่ขาดแคลนอื่นๆ
- สิทธิประโยชน์ด้านการลงทุน: เสนอให้นำค่าใช้จ่ายในการลงทุนเพื่อปรับเปลี่ยนเครื่องจักรหรืออุปกรณ์ประหยัดพลังงานไปหักเป็นรายจ่ายของกิจการได้ 2 เท่า โดยไม่จำกัดวงเงิน
- การประกันสังคม: ลดอัตราเงินสมทบประกันสังคมเหลือ 1% ทั้งในส่วนของนายจ้างและลูกจ้าง เป็นระยะเวลา 6-12 เดือน
- ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง: ขอให้เลื่อนการจ่ายหรือผ่อนชำระโดยไม่มีดอกเบี้ย เนื่องจากปีปัจจุบันมีการปรับเพิ่มภาระภาษีในบางกรณีถึง 2 เท่า
2.มาตรการด้านสินเชื่อและแหล่งเงินทุน ดังนี้
- การพักชำระหนี้ : เสนอให้มีการพักชำระทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย เป็นเวลา 6 เดือน
- Soft Loan : เร่งรัดการออกสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (1%) โดยเสนอให้มีการจัดสรรโควต้าตามรายภูมิภาคและรายอุตสาหกรรม เพื่อกระจายความช่วยเหลือให้ถึงระดับท้องถิ่น
- ผ่อนปรนเงื่อนไขการกู้ : ปรับปรุงเกณฑ์การพิจารณาสินเชื่อให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้นสำหรับผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤต โดยไม่ใช้เพียงเกณฑ์สถานะทางการเงินที่มั่นคงหรือประวัติเครดิตบูโรแบบปกติเท่านั้น

3.มาตรการด้านพลังงาน ดังนี้
- ขอให้ กกพ. เร่งรัดการออกใบอนุญาตการประกอบกิจการไฟฟ้า และใบอนุญาตผลิตพลังงานควบคุม สำหรับผู้ติดตั้ง Solar Roof/ Solar Farm ทั้งผลิตเพื่อใช้เอง และเพื่อจำหน่าย
- ขอให้มีมาตรการจูงใจ และเงินสนับสนุนการติดตั้งอุปกรณ์ประหยัดพลังงาน และเงินทุนสนับสนุนการปรับเปลี่ยนเครื่องจักร เครื่องยนต์ มาใช้พลังงานไฟฟ้า /พลังงานหมุนเวียน
4.มาตรการลดผลกระทบแก่ผู้ประกอบการรับเหมาก่อสร้าง และผู้ค้ากับภาครัฐเพิ่มเติม ได้แก่
1.ยกเลิกเงื่อนไขที่ผู้รับจ้างต้องแบกรับความเสี่ยงเอง 4% แรกของค่าความผันผวน
2.ให้จ่ายเงินส่วนเพิ่มค่า K พร้อมกับการเบิกจ่ายเงินในแต่ละงวดงาน
3.กำหนดให้ใช้ค่า ในเดือนที่มีการคิดราคากลาง แทนเดือนที่เสนอราคา
4.ขยายขอบเขตความช่วยเหลือให้ครอบคลุมถึงรายการครุภัณฑ์

ส่วนแผนการดำเนินงานภายในสภาอุตสาหกรรมและระดับจังหวัดนั้น สภาฯ มุ่งเน้นการดำเนินงานที่ “ทำได้ทันที” ในพื้นที่ ดังนี้ 1.การผลักดันระบบขนส่งทางราง : ประสานงานกับจังหวัดและรถไฟแห่งประเทศไทยเพื่อเพิ่มขบวนรถและจำนวนตู้สินค้า รองรับความต้องการขนส่งของผู้ประกอบการในพื้นที่นครราชสีมาเพื่อลดต้นทุนน้ำมัน 2.ศูนย์กลางการจัดซื้อร่วม (Joint Procurement) : ศึกษาความเป็นไปได้ในการรวมกลุ่มสมาชิกเพื่อจัดซื้อวัตถุดิบหลัก เช่น เหล็ก เม็ดพลาสติก หรือน้ำมัน เพื่อสร้างอำนาจต่อรองด้านราคา 3.การคัดกรองและแนะนำ Vender ด้านพลังงาน : คัดเลือกบริษัทผู้ให้บริการติดตั้งโซลาร์เซลล์หรืออุปกรณ์ประหยัดพลังงานที่มีมาตรฐานและให้ส่วนลดพิเศษสำหรับสมาชิก เพื่อเป็นทางเลือกในการลดต้นทุนระยะยาว และ 4.กิจกรรมจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) : จัดกิจกรรมทั้งแบบออนไลน์และออฟไลน์เพื่อหาช่องทางตลาดใหม่ๆ (SME Go Global) และการทำ e-Catalog ของจังหวัดเพื่อส่งเสริมสินค้าท้องถิ่น
สำหรับด้านการสื่อสารและการจัดการความรู้ มีข้อเสนอ ดังนี้ 1.Executive Summary รายวัน : จัดทำบทสรุปข้อมูลข่าวสารและมาตรการช่วยเหลือจากภาครัฐที่สำคัญ เพื่อให้ผู้ประกอบการระดับบริหารเข้าถึงข้อมูลได้รวดเร็ว 2.การใช้เทคโนโลยี AI : ส่งเสริมให้ผู้ประกอบการใช้เทคโนโลยี AI และ iOT เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนการผลิต และ 3.เวทีเสวนา และนำเสนอทางรอดของผู้ประกอบการ : จัดการสัมมนาให้ความรู้ จัดหาโครงการให้คำปรึกษา และแสดงสินค้าเทคโนโลยีในการประหยัดพลังงาน หรือการปรับเปลี่ยนไปใช้พลังงานทดแทน เพื่อช่วยผู้ประกอบการรายเล็ก และรายกลางในการปรับตัว และสร้างความเข้มแข็งให้ธุรกิจในระยะยาว

ทางด้านประธานหอการค้าจังหวัดฯ นายไพจิตร มานะศิลป์ แถลงว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริหารหอการค้าจังหวัดนครราชสีมา ครั้งที่ 4/2569 มีมติเห็นชอบในการจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายต่อภาครัฐ จากสถานการณ์ราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น จากปัจจัยความไม่แน่นอนในสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง ส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาคธุรกิจทุกระดับ โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายย่อยและประชาชนทั่วไปที่ต้องแบกรับภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งหอการค้าจังหวัดนครราชสีมา ในฐานะตัวแทนภาคเอกชนในพื้นที่ จัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายต่อภาครัฐ โดยข้อเสนอหลัก 4 มาตรการ ได้แก่
1. มาตรการระดับจังหวัด (Local Action) ซึ่งที่ประชุมเสนอให้จัดตั้ง “War Room ควบคุมราคาสินค้าจังหวัดนครราชสีมา” โดยมีหอการค้าฯ สภาอุตสาหกรรม และสมาคมธนาคารไทยจังหวัดนครราชสีมา เข้าร่วมเป็นคณะทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทำหน้าที่ติดตามสถานการณ์ต้นทุนและราคาสินค้าอย่างใกล้ชิด พร้อมรายงานข้อมูลแบบรายสัปดาห์ (Monitoring) และเผยแพร่สู่สาธารณะอย่างโปร่งใส เพื่อป้องกันการปรับขึ้นราคาที่ไม่สอดคล้องกับต้นทุนจริง และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน
นอกจากนี้ ยังเสนอให้มีมาตรการรณรงค์ลดการใช้พลังงานในช่วงเทศกาล เช่น การปรับรูปแบบกิจกรรมช่วงเทศกาลสงกรานต์เป็น “ถนนคนเดินเล่นน้ำ” เพื่อลดการใช้ยานพาหนะ รวมถึงส่งเสริมมาตรการ “Car Pool” หรือการเดินทางร่วมกัน โดยร่วมกับอุทยานวิทยาศาสตร์ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง จังหวัดนครราชสีมา ในการสนับสนุนการใช้แอปพลิเคชัน LILUNA เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเดินทางและลดค่าใช้จ่ายของประชาชน ส่งเสริม Work From Home ให้ภาคราชการและภาคเอกชน อนุญาตให้เจ้าหน้าที่และพนักงาน สามารถทำงานจากที่พักอาศัยได้
2. มาตรการลดต้นทุน “หน้างานจริง” ที่ประชุมเห็นว่าการลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์เป็นหัวใจสำคัญ จึงเสนอให้มีการ “รวมเที่ยวรถ” และพัฒนาศูนย์กระจายสินค้า (Logistics Hub) ในระดับจังหวัดและภูมิภาค เพื่อลดเที่ยวรถเปล่า เพิ่มประสิทธิภาพการขนส่ง และลดต้นทุนพลังงาน พร้อมกันนี้ ควรมีการเชื่อมโยงเครือข่ายระหว่างผู้ผลิต ผู้ค้าส่ง ผู้ค้าปลีก และตลาดในพื้นที่ เพื่อให้เกิดการบริหารจัดการสินค้าอย่างมีประสิทธิภาพ ลดความซ้ำซ้อน และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการในจังหวัด
3. มาตรการช่วย “พ่อค้า แม่ค้า” และผู้ประกอบการรายย่อย โดยที่ประชุมเสนอให้ภาครัฐเร่งผลักดันโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) สำหรับผู้ประกอบการรายย่อย ร้านค้า ตลาดสด และ SME ให้สามารถเข้าถึงแหล่งทุนได้ง่ายขึ้น เพื่อเสริมสภาพคล่องในช่วงต้นทุนปรับสูง ควบคู่กับมาตรการพักชำระหนี้ระยะสั้น และการพิจารณายกเว้นหรือผ่อนปรนค่าเช่าพื้นที่ตลาดของภาครัฐเป็นระยะเวลา 6 เดือน เพื่อลดภาระค่าใช้จ่าย
นอกจากนี้ หอการค้าฯ ยังเสนอให้สนับสนุนช่องทางการจำหน่ายสินค้าออนไลน์มากยิ่งขึ้น เช่น การเข้าร่วมแพลตฟอร์ม D-Market ซึ่งอยู่ในแอปพลิเคชั่นเป๋าตัง ซึ่งสามารถทำได้ทันที รวมถึงเร่งรัดและขยายโครงการธงฟ้า และโครงการ “ไทยช่วยไทย” เพื่อช่วยลดค่าครองชีพของประชาชน และเพิ่มช่องทางการระบายสินค้าให้ผู้ประกอบการ

4. มาตรการเปิดใช้โครงการมอเตอร์เวย์ M6 เป็น “เครื่องมือขับเคลื่อนเศรษฐกิจ” โดยที่ประชุมเสนอให้เร่งรัดการเปิดใช้งานมอเตอร์เวย์สายบางปะอิน–นครราชสีมา (M6) อย่างต่อเนื่อง ภายหลังช่วงทดลองใช้งานในเทศกาลสงกรานต์ เพื่อช่วยลดระยะเวลาและต้นทุนการเดินทาง รวมถึงลดการใช้พลังงานในภาพรวม
ขณะเดียวกัน ควรใช้โอกาสจากโครงสร้างพื้นฐานดังกล่าวในการต่อยอดเศรษฐกิจท้องถิ่น โดยการพัฒนา Rest Area ให้เป็นพื้นที่จำหน่ายสินค้าท้องถิ่น สินค้า OTOP และสินค้าเกษตรแปรรูป เพื่อสร้างรายได้ใหม่ให้กับผู้ประกอบการ และยกระดับให้พื้นที่เป็น “จุดแวะ” ทางเศรษฐกิจ ไม่ใช่เพียงเส้นทางผ่าน
“หากข้อเสนอเหล่านี้ได้รับการผลักดันอย่างเป็นรูปธรรม จะสามารถช่วยลดผลกระทบด้านต้นทุน และเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจในพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน” นายไพจิตร กล่าวในท้ายสุด

4 211



