17thAugust

17thAugust

17thAugust

 

August 17,2026

คาดครึ่งปีหลังศก.อีสานขยายตัว ปัจจัยจากภาคเอกชน มาตรการภาครัฐ ท่องเที่ยว แต่ต้องจับตาสถานการณ์ตะวันออกกลาง

ดร.ทรงธรรม ปิ่นโต ผู้อำนวยการอาวุโส ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สำนักงานภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หรือ แบงก์ชาติอีสาน แถลงข่าวในวันที่ 17 สิงหาคม 2569 สรุปใจความสำคัญ ดังนี้

เศรษฐกิจอีสาน “ทรงตัว” จากไตรมาสก่อน ตามการบริโภคภาคเอกชนที่หดตัว จากค่าครองชีพโดยรวมที่สูงขึ้น จากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซ้ำเติมกำลังซื้อที่ยังเปราะบาง แม้ช่วงปลายไตรมาสจะได้รับแรงสนับสนุนจากมาตรการภาครัฐ เช่นเดียวกับด้านรายได้ภาคการท่องเที่ยวที่หดตัว จากกลุ่มนักท่องเที่ยวกำลังซื้อสูงจากนอกภาคที่ลดลงตามการปรับลดจำนวนเที่ยวบิน ขณะที่กลุ่มนักท่องเที่ยวระยะใกล้ในภูมิภาคขยายตัว ด้านรายได้เกษตรกรและการผลิตภาคอุตสาหกรรมกลับมาขยายตัว ตามผลผลิตยางพาราและราคามันสำปะหลังที่ปรับดีขึ้น รวมถึงความต้องการชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์จากคู่ค้าที่ยังมีต่อเนื่อง แต่ผลดีที่เกิดขึ้นยังส่งต่อไปยังคนส่วนใหญ่ในอีสานได้จำกัด เนื่องจากต้นทุนเกษตรที่สูงขึ้น และอุตสาหกรรมที่ขยายตัวมีสัดส่วนการจ้างงานไม่มากนัก

ดร.ทรงธรรม ปิ่นโต ผู้อำนวยการอาวุโส  ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

มองไปข้างหน้า เศรษฐกิจอีสานในช่วงครึ่งปีหลัง 2569 คาดว่า “กลับมาขยายตัว” ตามการบริโภคภาคเอกชนที่ปรับดีขึ้นจากผลของมาตรการสนับสนุนการใช้จ่ายของภาครัฐ และการท่องเที่ยวที่กลับมาฟื้นตัวได้ อย่างไรก็ตาม ยังต้องติดตาม (1) ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งอาจส่งผลต่อราคาน้ำมันและค่าครองชีพแม้แรงกดดันดังกล่าวมีแนวโน้มผ่อนคลายลง (2) ความเสี่ยงจากภาวะเอลนีโญในครึ่งปีหลังที่อาจกระทบต่อผลผลิตทางการเกษตร

ท่ามกลางเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวได้อย่างจำกัด ธนาคารแห่งประเทศไทยจึงดำเนินนโยบายดูแลเศรษฐกิจการเงินมหภาค ควบคู่กับมาตรการเฉพาะจุดและการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง เพื่อสนับสนุนการปรับตัวของประชาชนและ SMEs ใน 3 ด้านสำคัญ ได้แก่ การเพิ่มโอกาสเข้าถึงแหล่งเงินทุน ผ่านโครงการ SMEs Credit Boost ซึ่งปัจจุบันมียอดอนุมัติสินเชื่อราว 50,000 ล้านบาท รวมถึง SMEs Secure+ และ SMEs Credit Portal เพื่อช่วยให้ธุรกิจที่มีศักยภาพสามารถลงทุน ปรับตัว และรักษาการจ้างงาน การช่วยแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนผ่านโครงการ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” ซึ่งปัจจุบันมีการปรับโครงสร้างหนี้แล้วเกือบ 140,000 บัญชี และการลดต้นทุนทางการเงินและเพิ่มความเป็นธรรมในการเข้าถึงบริการทางการเงิน ผ่านการปรับลดหรือยกเลิกค่าธรรมเนียมหลายรายการ ซึ่งคาดว่าจะช่วยลดภาระประชาชนและภาคธุรกิจได้ราว 5,000 ล้านบาทต่อปี

 


3 137