14thSeptember

14thSeptember

14thSeptember

 

September 14,2026

‘พม.-สธค.’อนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ร่วมสร้างเศรษฐกิจชุมชนให้เข้มแข็ง ปลูกต้นไม้ที่ ‘นิคมสร้างตนเองพิมาย’ พร้อมเปิดโรงจำนำกลางเมืองโคราช ดอกเบี้ยต่ำสุด 0.25 บาทต่อเดือน

เมื่อวันศุกร์ที่ 11 กันยายน 2569 เวลา 15.00 น. สำนักงานธนานุเคราะห์ หรือ สธค. จัดกิจกรรมปลูกต้นไม้อนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ณ พื้นที่นิคมสร้างตนเองพิมาย อำเภอพิมาย จังหวัดนครราชสีมา โดยมีนายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เป็นประธาน พร้อมด้วย นางสาวแรมรุ้ง สุบรรณเสนีย์ อธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ นายประสงค์ พันธ์ลิมา ผู้อำนวยการสำนักงานธนานุเคราะห์ (สธค.) นพ.วัชรากร เลิศด้วยลาภ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวง พม. รวมทั้งคณะผู้บริหาร ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่สังกัดส่วนราชการระดับกรม รัฐวิสาหกิจ และองค์การมหาชน กระทรวง พม. นอกจากนี้ ยังมีนายสาทิช บวชสันเทียะ รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา พร้อมทั้งนายศิวะเสก สินโทรัมย์ นายอำเภอพิมาย เป็นผู้แทนผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา กล่าวต้อนรับ ท่ามกลาง คณะผู้บริหาร ข้าราชการ ในจังหวัดนครราชสีมา รวมทั้ง พันธมิตร ภาคีเครือข่าย และสมาชิกชุมชน เข้าร่วมกิจกรรมกว่า 300 คน และร่วมปลูกต้นไม้ 300 ต้น โดยเป็นไม้ผลและไม้เชิงเศรษฐกิจ เช่น มะยงชิด มะม่วง และไม้สัก เป็นต้น

นางสาวแรมรุ้ง สุบรรณเสนีย์ อธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ กล่าวว่า กิจกรรมปลูกต้นไม้อนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ภายใต้ “โครงการสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจชุมชนปลูกป่าอนุรักษ์พื้นที่สีเขียวร่วมกับพันธมิตร” มีวัตถุประสงค์ เพื่อสนับสนุนชุมชนดำเนินกิจกรรมเชิงอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ เพิ่มพื้นที่สีเขียวใช้ประโยชน์จากไม้ที่ปลูกสร้างรายได้ให้ชุมชน และเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและชุมชนในการฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมและสร้างจิตสำนึกด้านการอนุรักษ์ธรรมชาติ ตลอดทั้งสร้างพลังบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานในสังกัดกระทรวง พม. พันธมิตร ภาคีเครือข่ายภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน ในการส่งเสริมคุณภาพชีวิตให้แก่ประชาชน รวมทั้งเป็นการส่งเสริมภาพลักษณ์ของสำนักงานธนานุเคราะห์ในการสร้างความสัมพันธ์อันดีกับชุมชนในจังหวัดนครราชสีมา อีกด้วย อีกทั้ง มีการเปิดให้บริการรับจำนำของสถานธนานุเคราะห์ 52 ซึ่งตั้งอยู่บริเวณถนนประจักษ์ ตําบลในเมือง อําเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา ให้บริการแก่ประชาชนแล้ว เพื่อให้ความช่วยเหลือทางการเงินฉุกเฉิน บรรเทาความเดือดร้อนเฉพาะหน้าแก่ประชาชนทั่วไป เพื่อให้ความช่วยเหลือทางการเงินฉุกเฉิน บรรเทาความเดือดร้อนเฉพาะหน้าแก่ประชาชนทั่วไป

ในขณะที่นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวง พม. กล่าวว่า กิจกรรมปลูกต้นไม้ในวันนี้ ไม่ใช่ต้นไม่ธรรมดา แต่เป็นต้นไม้ที่จะออกดอกออกผลให้ชาวนิคมสร้างตนเองพิมายด้วย ให้ร่วมกันดูแลเพื่อให้ออกผลผลิต จากนั้น มอบต้นไม้แก่ผู้นำชุมชนและโรงเรียน รวม 25 แห่ง เป็นกำนันผู้ใหญ่บ้าน 22 หมู่บ้าน และโรงเรียน 3 แห่ง เพื่อนำไปปลูกในพื้นที่ที่จัดเตรียมไว้ นอกจากนี้ยังมอบทุนการศึกษาจำนวน 50 ทุนสำหรับบุตรของกลุ่มเปราะบาง และถุงยังชีพ 50 ชุดแก่ประชาชนกลุ่มเปราะบางในพื้นที่นิคมสร้างตนเองพิมาย พร้อมทั้งร่วมกันปลูกไม้ผลทั้ง 300 ด้วย

ปลูกต้นไม้อนุรักษ์ธรรมชาติ

นายประสงค์ พันธ์ลิมา ผู้อำนวยการสำนักงานธนานุเคราะห์ (สธค.) ให้สัมภาษณ์ถึงกิจกรรมปลูกต้นไม้อนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติครั้งนี้ว่า กิจกรรมนี้มีความสำคัญทั้งในด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางและครอบครัวที่มีข้อจำกัดในการดำรงชีวิต ซึ่งเป็นกลุ่มที่อาจได้รับผลกระทบจากปัญหาสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากกว่ากลุ่มอื่น การเพิ่มพื้นที่สีเขียวและการฟื้นฟูพื้นที่ป่าเสื่อมโทรม จะช่วยรักษาสมดุลของระบบนิเวศ ลดปัญหาฝุ่นและมลพิษ ช่วยลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการดำรงชีวิตของประชาชนในชุมชน ขณะเดียวกัน กิจกรรมนี้ยังเป็นการเปิดโอกาสให้ประชาชน กลุ่มเปราะบาง หน่วยงานภาครัฐ และภาคีเครือข่าย ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการดูแลชุมชนของตนเอง ซึ่งวันนี้มีผู้เข้าร่วมกิจกรรมประมาณ 300 คน และร่วมกันปลูกต้นไม้จำนวน 300 ต้น ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงพลังความร่วมมือของทุกภาคส่วนในการสร้างชุมชนที่น่าอยู่และมีความเข้มแข็งอย่างยั่งยืน

ช่วยกลุ่มเปราะบางสร้างเศรษฐกิจชุมชน

“กิจกรรมนี้ สะท้อนบทบาทของ สธค. ในการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางและสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน เนื่องจาก สธค.ให้ความสำคัญกับการดำเนินภารกิจโดยคำนึงถึงประชาชนทุกกลุ่ม โดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อย ผู้ที่มีความจำเป็น และกลุ่มเปราะบาง ซึ่งเป็นกลุ่มที่ สธค. ให้ความสำคัญในการช่วยเหลือและสร้างโอกาส ดังนั้น การดำเนินงานของ สธค. จึงไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะการให้บริการด้านการรับจำนำ แต่ยังมุ่งเชื่อมโยงภารกิจด้านสังคมกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน ทั้งการสนับสนุนการศึกษา การช่วยเหลือผู้ที่ประสบความเดือดร้อน การส่งเสริมอาชีพ ตลอดทั้ง การสนับสนุนกิจกรรมที่สร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน การปลูกต้นไม้ในครั้งนี้จึงเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินงานด้านความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม โดยมุ่งให้ประชาชนและกลุ่มเปราะบางมีส่วนร่วมในการพัฒนาชุมชน และมีสภาพแวดล้อมที่ดี ซึ่งจะนำไปสู่คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นในระยะยาว” ผู้อำนวยการ สธค. กล่าว

สนับสนุนทุนการศึกษา

สำหรับการมอบทุนการศึกษา จำนวน 50 ทุนนั้น นายประสงค์ พันธ์ลิมา กล่าวว่า สธค. ต้องการส่งเสริมและสนับสนุนโอกาสทางการศึกษาให้แก่เด็กและเยาวชน โดยเฉพาะผู้ที่อาจมีข้อจำกัดหรือมีความจำเป็นด้านค่าใช้จ่ายทางการศึกษา เราเชื่อว่าการศึกษาเป็นพื้นฐานสำคัญในการพัฒนาคุณภาพชีวิต เพราะหากเด็กและเยาวชนได้รับโอกาสทางการศึกษาอย่างต่อเนื่อง จะช่วยให้สามารถพัฒนาความรู้ ทักษะ และศักยภาพของตนเอง และมีโอกาสประกอบอาชีพที่มั่นคงในอนาคต สำหรับเด็กและเยาวชนจากครอบครัวที่มีข้อจำกัด การได้รับทุนการศึกษายังช่วยลดภาระของครอบครัว และช่วยให้เด็กสามารถเดินหน้าต่อในเส้นทางการศึกษาได้โดยไม่ต้องหลุดออกจากระบบการศึกษา ดังนั้น ทุนการศึกษาในวันนี้จึงไม่ใช่เพียงการช่วยเหลือเฉพาะหน้า แต่เป็นการ “ส่งต่อโอกาส” และเป็นการลงทุนเพื่ออนาคตของเด็ก เยาวชน ครอบครัว และชุมชน ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางของกระทรวง พม. ที่มุ่งสร้างสังคมที่อยู่ดี มีโอกาส และมีคุณภาพชีวิตที่ดีสำหรับคนไทยทุกคน

 

ถุงยังชีพช่วยกลุ่มเปราะบาง

“ในวันนี้ สธค.ยังมีการมอบถุงยังชีพจำนวน 50 ชุด เพื่อเป็นการช่วยบรรเทาความเดือดร้อนและลดภาระค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันให้แก่ประชาชนที่มีความจำเป็น โดยเฉพาะครอบครัวที่มีข้อจำกัดทางเศรษฐกิจหรืออยู่ในกลุ่มเปราะบาง สิ่งสำคัญคือ เราต้องการให้การช่วยเหลือเข้าถึงประชาชนอย่างตรงจุดและทันท่วงที เพราะในบางช่วงเวลา เพียงภาระค่าใช้จ่ายพื้นฐานในชีวิตประจำวันก็อาจส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของครอบครัวได้ ซึ่ง สธค. มองว่าการช่วยเหลือไม่ควรหยุดอยู่เพียงการบรรเทาความเดือดร้อนเฉพาะหน้า แต่ควรดำเนินควบคู่ไปกับการสร้างโอกาสให้ประชาชนสามารถพึ่งพาตนเองได้ในระยะยาว ทั้งการส่งเสริมอาชีพ การพัฒนาทักษะ การเข้าถึงแหล่งทุน และการสร้างความเข้มแข็งให้กับครอบครัวและชุมชน” นายประสงค์ พันธ์ลิมา กล่าว

 

เปิดสถานธนานุเคราะห์ 52 ที่โคราช

ผู้อำนวยการ สธค. ยังกล่าวถึงการเปิดสถานธนานุเคราะห์ สาขา 52 และเป็นสาขาแรกในจังหวัดนครราชสีมา ว่า การเปิดให้บริการสถานธนานุเคราะห์ 52 ถือเป็นอีกหนึ่งช่องทางในการขยายโอกาสให้ประชาชนในจังหวัดนครราชสีมา โดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อย ผู้ที่มีความจำเป็นต้องใช้เงินฉุกเฉิน และประชาชนที่ประสบปัญหาด้านค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน สธค. ต้องการให้ประชาชนสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบได้อย่างสะดวก เป็นธรรม โปร่งใส และมีความรับผิดชอบ เพื่อช่วยลดความเสี่ยงที่ประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง อาจต้องพึ่งพาแหล่งเงินกู้นอกระบบที่มีภาระสูง ขณะเดียวกัน สธค. ไม่ได้มองบทบาทของตนเองเพียงการช่วยเหลือด้านการเงินในระยะสั้น แต่ต้องการเชื่อมโยงการให้บริการกับการสร้างความเข้มแข็งให้กับประชาชนในระยะยาว ทั้งการส่งเสริมการออม การสร้างวินัยทางการเงิน การสนับสนุนโอกาสทางการศึกษา การส่งเสริมอาชีพ และการประสานความร่วมมือกับภาคีเครือข่ายในพื้นที่ เป้าหมายสำคัญคือ การช่วยให้ประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง สามารถก้าวผ่านช่วงเวลาที่มีความเดือดร้อน และมีโอกาสกลับมายืนได้ด้วยตนเองอย่างมั่นคงและยั่งยืน

นายประสงค์ พันธ์ลิมา ผู้อำนวยการสำนักงานธนานุเคราะห์ (สธค.)

อัตราดอกเบี้ยต่ำ 0.25 บ.ต่อเดือน

นายประสงค์ กล่าวอีกว่า ในความที่เป็นโรงรับจำนำของรัฐ ที่อยู่ภายใต้กระทรวง พม. มีการทำวิจัยช่วงดอกเบี้ยสำหรับประชาชนที่ขัดสน พบว่าทรัพย์ที่นำมาจำนำไม่เกิน 5,000 บาท จึงลดอัตราดอกเบี้ยเหลือเพียง 0.25 บาทต่อเดือน หรือร้อยละ 3 ต่อปี ซึ่งไม่มีสินเชื่อใดในประเทศไทยที่ต่ำขนาดนี้ ถือว่าทาง สธค.ขาดทุนด้วยซ้ำไป แต่ก็ยินดีที่จะดูแลประชาชนกลุ่มนี้ และเรายังมีดอกเบี้ยอีก 3 กลุ่ม มีทั้ง 0.75 บาท, 1 บาท และ 1.25 บาทตามกฎหมาย ดังนั้น การมาเปิดสาขาที่จังหวัดนครราชสีมา ประชาชนในพื้นที่สามารถเข้ามาใช้บริการในอัตราดอกเบี้ยต่ำได้ ทั้งนี้ จากที่มีการดำเนินการมาแล้วคือในช่วงเปิดเทอมไม่มีการคิดดอกเบี้ย หรือบางช่วงยังมีชุดนักเรียนให้ฟรีด้วย หรือในช่วงที่เกษตรกรต้องปลูกพืชผล ต้องการทุนไปซื้อปุ๋ย ทาง สธค.ก็ให้ดอกเบี้ย 0% อีกด้วย

ผู้บริหารสำนักงานธนานุเคราะห์ (สธค.)

ขอรับทุนการศึกษา-ทุนการเกษตรได้

นายประสงค์ พันธ์ลิมา ผู้อำนวยการ สธค. เชิญชวนไปใช้บริการสถานธนานุเคราะห์ เพราะนอกจากคิดดอกเบี้ยในอัตราต่ำแล้ว สิ่งที่จะได้ต่อมาคือ หากนำสิ่งของมาจำนำในราคา 300 บาท หรือ 500 บาท ก็ยังสามารถขอทุนการศึกษาจาก สธค.ได้ ซึ่งทุนการศึกษาที่จัดไว้สำหรับนักเรียน ม.1-6 ทุนละ 4,000 บาท ปริญญาตรีทุนละ 24,500 บาทต่อปี โดย สธค.ยินดีที่จะมอบทุนการศึกษาให้กับนักเรียนที่อยู่ในพื้นที่นั้นๆ โดยเฉพาะที่ต้องการย้ำคือในช่วงเปิดเทอมและฤดูกาลเพาะปลูก ทาง สธค.คิดดอกเบี้ย 0%

ร่วมมือทุกภาคส่วนเพื่อช่วยกลุ่มเปราะบาง

ท้ายสุด นายประสงค์ พันธ์ลิมา ผู้อำนวยการ สธค. กล่าวถึงการทำงานร่วมกับชุมชนและภาคีเครือข่ายในพื้นที่เพื่อให้การช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางเกิดผลอย่างยั่งยืนนั้น สธค. เชื่อว่าการดูแลกลุ่มเปราะบางไม่สามารถดำเนินการโดยหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งเพียงลำพัง แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งหน่วยงานภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม ผู้นำชุมชน และประชาชนในพื้นที่ กิจกรรมในวันนี้จึงเป็นตัวอย่างของการนำภารกิจหลายด้านมาทำงานร่วมกัน ทั้งการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม การสร้างโอกาสทางการศึกษา การช่วยเหลือประชาชน และการสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน เราต้องการให้การทำงานลักษณะนี้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การช่วยเหลือไม่ได้เป็นเพียงการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า แต่สามารถนำไปสู่การสร้างโอกาส ลดความเหลื่อมล้ำ และทำให้กลุ่มเปราะบางสามารถพึ่งพาตนเองและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้ในระยะยาว

 

 


9 319