April 23,2015
Fast & Furious 7 บทอำลาพอล วอล์คเกอร์อย่างเป็นทางการ

….ก็เกือบไปแล้วเหมือนกัน....
ก่อนที่หนังฟอร์มยักษ์ภาคต่อซึ่งโด่งดังสุดๆ เรื่องหนึ่งกำลังจะถูกแบนไม่ให้เข้าฉายก่อนกำหนดเข้าฉายราวๆ ๑ อาทิตย์ อันสืบเนื่องมาจากข้อพิพาทระหว่างเสี่ยเจ้าของค่ายหนังดังค่ายหนึ่งกับนักแสดงในสังกัดคนหนึ่ง ซึ่งนักแสดงคนนี้ก็รับงานร่วมแสดงหนังเรื่องนี้แบบไม่ได้บอกกล่าวให้ต้นสังกัดรับทราบอย่างเป็นเรื่องเป็นราวซะด้วยสิ
แต่แล้ว..... ในไม่กี่วันต่อมา เรื่องราวกลับคลี่คลายในทางที่ดี เมื่อศาลมีคำสั่งให้หนังเรื่องนี้เข้าฉายตามกำหนดเดิม ซึ่งดูๆ ไปแล้ว ผมรู้สึกเหมือนกับว่าเป็นไปตามทฤษฎีสมคบคิด โปรโมตหนังเรื่องนี้ไปในตัว ถ้าหากดูจากกระแสตอบรับ นับว่าได้ผลมากเลยล่ะ

ยามเย็นแต่อากาศอันแสนโคตรร้อนอบอ้าวของวันอาทิตย์ที่ ๕ เมษายน ๒๕๕๘ หลังจากหนังเรื่องนี้เข้าฉายมาได้เกือบ ๕ วันเต็มๆ แต่กระแสตอบรับก็หาได้ลดลงไปจากเดิม ผู้คนก็ยังเข้าแถวซื้อตั๋วดูหนังเรื่องนี้เต็มทุกรอบ นอกจากเสี่ยเจ้าของค่ายหนังจะก่อดราม่าช่วยโปรโมตหนังทางอ้อมแล้ว กระแสบอกกันปากต่อปากว่า คุ้มค่าสมการรอคอย โดยเฉพาะในสื่อออนไลน์ก็นับว่า มีผลต่อการตัดสินใจไม่แพ้กัน
แต่เหตุผลหลักๆ ผมว่า น่าจะเป็นเพราะความต้องการดูนักแสดงนำชายที่มีนามว่า พอล วอล์คเกอร์ โลดแล่นบนแผ่นฟิล์มเป็นครั้งสุดท้ายมากกว่าเหตุผลที่จะดูนักแสดงหนังแอ็กชั่นขวัญใจชาวไทย ซึ่งเล่นหนังฮอลลีวู้ดฟอร์มยักษ์เป็นครั้งแรก โดยพอล วอล์คเกอร์เสียชีวิตทางอุบัติเหตุทางรถยนต์เมื่อวันที่ ๓๐ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๕๖ ซึ่งอยู่ช่วงเวลาคาบเกี่ยวกับการถ่ายทำหนังเรื่องนี้นั่นเอง
Fast and Furious 7 เร็ว..แรงทะลุนรก ๗ ซึ่งก็คือหนังฟอร์มยักษ์เรื่องดังกล่าว สำหรับ Fast and Furious ภาคนี้กำกับโดยเจมส์ วาน ผู้กำกับชาวออสเตรเลีย เชื้อสายมาเลเซีย ซึ่งผ่านผลงานกำกับจากเรื่อง Saw ซอว์ เกมต่อตาย..ตัดเป็น (๒๕๔๗) Death Sentence (๒๕๕๑) Insidious วิญญาณตามติด (๒๕๕๔) The Conjuring คนเรียกผี (๒๕๕๖) และ Insidious: Chapter 2 วิญญาณยังตามติด (๒๕๕๖)

ตลอดความยาว ๒ ชั่วโมงเศษของ Fast and Furious 7 เล่าเรื่องราวการรวมพลปกป้องครอบครัวของโดมินิค โทเรตโต (วิน ดีเซล) หรือ ดอม เมื่อเดคการ์ด ชอว์ (เจสัน สเตทแธม) อดีตมือสังหารหน่วยรบพิเศษ ซึ่งเป็นพี่ชายขาโหดของโอเว่น ชอว์ (ลุค อีแวนส์) จอมวายร้ายจากภาคที่แล้ว เริ่มปฏิบัติการล่าหัวดอมและพรรคพวก เพื่อล้างแค้นให้กับน้องชายของตน
เดคการ์ด ชอว์ เริ่มต้นเปิดเกมโดยไล่อัดลุค ฮ็อบ (ดเวย์น จอห์นสัน) เจ้าหน้าที่เอฟบีไอฝีมือดี เพื่อนสนิทของดอมเสียจนปางตาย จากนั้นก็บินข้ามโลกตามไปสังหารฮาน (ซุน คัง) ถึงญี่ปุ่น และปิดท้ายออเดิร์ฟด้วยระเบิดบ้านดอมเสียจนวินาศสันตะโรเลยทีเดียว

เมื่อการไล่ล่าสังหารเป็นไปอย่างเปิดเผยเยี่ยงนี้ มีหรือดอมและพรรคพวกของเขาจะอยู่เฉยๆ ให้โดนไล่ล่าอยู่เพียงฝ่ายเดียว ขณะเดียวกันมิสเตอร์โนบอดี้ (เคิร์ท รัสเซล จาก Poseidon, Dreamer และ Grindhouse - DeathProof) หัวหน้าทีมสังกัดเอฟบีไอก็เสนอให้ดอมและทีมงานช่วยเหลือแรมซีย์ (นาตาลี เอ็มมานูเอล นักแสดงซีรีส์อังกฤษ) แฮกเกอร์สาวผู้สร้างโปรแกรมดวงตาเทพจากเงื้อมมือโมซี่ จาคานดี้ (ดิจิมอน ฮาวน์ซู จาก The Island, Blood Diamond และ Seventh Son) หัวหน้าผู้ก่อการร้ายกลุ่มหนึ่ง เพื่อแลกกับโปรแกรมดวงตาเทพ ซึ่งสามารถแกะรอยค้นหาเดคการ์ด ชอว์ อย่างง่ายดายราวกับใช้นิ้วจิ้มแป้นคีย์บอร์ดเลยล่ะ

แต่ทว่า.... สิ่งที่ดอมและพรรคพวกกับเจ้าหน้าที่เอฟบีไอยังไม่รู้ก็คือ โมซี่ จาคานดี้ และเดคการ์ด ชอว์ ต่างก็จับมือเป็นพันธมิตรกันมาก่อนอยู่แล้ว และทั้งคู่ก็เตรียมพร้อมจัดหนัก จัดเต็มศัตรูคู่แค้น ซึ่งกำลังจะมาติดกับถึงที่ มาอย่างดีแล้วเช่นกัน
ผมว่า Fast and Furious 7 อุดมไปด้วยฉากประเภทระเบิดภูเขา เผากระท่อม อลังการเสียยิ่งกว่าภาคก่อนๆ เพียงแค่นั้นก็ทำให้ผมรู้สึกว่าคุ้มค่าตั๋วอยู่แล้ว ถึงแม้ว่าตัวบทออกแนวเดิมๆ ไม่ต่างจากภาคก่อนๆ ก็ตาม
จากทีแรกผมคิดว่านักแสดงหนังแอ็กชั่น ขวัญใจชาวไทยจะได้โชว์คิวบู๊เพียงแค่ไม่กี่ฉาก แล้วก็ถูกยิงหรือไม่ก็ตกเหวตายไปตามบท แต่เอาเข้าจริง นักแสดงผู้นี้กลับมีบทเข้าฉากเยอะกว่าที่คิด แถมยังได้เข้าฉากบู๊ตามสไตล์ถนัดกับพอล วอล์เกอร์ ผู้ล่วงลับทั้งในช่วงต้น และช่วงท้ายเรื่อง แถมยังมีทีท่าว่าน่าจะกลับมาเล่นภาค ๘ อีกต่างหาก

อีกอย่าง ที่เจ๋งไปกว่านั้นก็คือทีมกราฟิก ซึ่งตกแต่งนักแสดงตัวแทนพอล วอร์คเกอร์ กลมกลืนกับตัวจริง ซึ่งน่าจะเข้าฉากมาได้ไม่กี่ฉากอย่างแนบเนียนยิ่งนัก ดูราวกับพอลยังโลดแล่นบนแผ่นฟิล์มตามปกติ และที่สำคัญ หากสังเกตดูให้ดี ทีมกราฟิกตกแต่งลูกตาพอลให้เป็นสีฟ้า เพื่อดึงความสนใจไม่ให้สายตาผู้ชมจับผิด ส่วนอื่นอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม บทอำลาพอลผู้ล่วงลับก็นับว่า ทำออกมาอย่างสมบูรณ์แบบมาก สามารถเรียกน้ำตามแฟนๆ ฟาสต์ได้เป็นอย่างดี นับจากนี้ Fast and Furious ภาคต่อไป ก็ไม่มีตัวละครที่มีชื่อว่า ไบรอัน โอคอนเนอร์ อีกแล้ว ดังนั้น ผมขอปิดท้ายด้วยบทสนทนาอำลาระหว่างไบรอันและดอมก็แล้วกันครับ
ไบรอัน : “เฮ้ นี่นายกะจะไปไม่ลากันเลยเหรอ”
ดอม : “ฉันเคยบอกกับนายว่า จะใช้ชีวิตทีละหนึ่งส่วนสี่ไมล์ ก็เพราะอย่างนี้ เราถึงรักกันเหมือนพี่น้อง เพราะนายก็เหมือนกัน
ไม่ว่านายจะอยู่ที่ไหน จะห่างแค่หนึ่งส่วนสี่ไมล์ หรือว่าอีกซีกโลกหนึ่ง นายจะอยู่กับฉันเสมอ.....”
“และเป็นพี่น้องกันตลอดไป”
ดินสอ 2B
ฉบับที่ ๒๒๘๖ วันอังคารที่ ๒๑ - วันเสาร์ที่ ๒๕ เดือนเมษายน พุทธศักราช ๒๕๕๘
944 3,196



