5thApril

5thApril

5thApril

 

February 24,2017

ตอน ๗๐...ทำไมเราเรียกคนเวียดนามว่าแกว

 

          ทำไมเราเรียกคนเวียดนามว่าแกว คืออย่างนี้ครับ มันเป็นเรื่องราวมาร้อยกว่าปีแล้ว สมัยที่เวียดนามยังมีสงครามกลางเมือง และก็มีมาตลอดทั้งสงครามจากศัตรู  ต่างชาติศัตรูจากคนเวียดนามด้วยกันเอง จนมาถึงสงครามอินโดจีน ที่เป็นยุคล่าเมืองขึ้นสร้างอาณานิคม

          เวียดนามก็เป็นแผ่นดินที่ฝรั่งเศสครอบครอง แต่ก็มีคนเวียดนามไม่ชอบการปกครองแบบชนชั้น จึงมีการต่อต้าน เมื่อการต่อต้านรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ สงครามกวาดล้างผู้ต่อต้านจึงเริ่มเปิดฉากขึ้น

สงคราม ตัวเร่งการเปลี่ยนแปลง

          คนเวียดนามที่ต่อต้านฝรั่งเศสนั้น เมื่อต่อสู้กันด้วยกำลังอาวุธไม่ได้ ก็อพยพหนีภัยสงครามกลางเมืองลงมาทางใต้เรื่อยๆ เดินทางผ่านพรมแดนเข้ามาในประเทศลาว และเดินตัดแผ่นดินส่วนที่แคบที่สุดตามขวางของประเทศลาว มาจนถึงอีกฝั่งของลาวคือลำน้ำโขงที่อยู่ติดกับแผ่นดินไทย ปัจจุบันนี้ก็คือเมืองท่าแขก แขวงคำม่วน ตรงข้ามกับจังหวัดนครพนม

          ทีนี้เมื่อคนเวียดนามมาถึงชายฝั่งโขง ก็ได้ตั้งบ้านปลูกเรือนทำมาค้าขายกัน แต่ก็ใช่ว่าสงครามกวาดล้างผู้ต่อต้านจะหยุดลง ฝรั่งเศสยังขยายสงครามกวาดล้างผู้ต่อต้าน การปกครองลงมาในแผ่นดินลาว ซึ่งเป็นอาณานิคมเรื่อยๆ บ้าน ชุมชนของคนเวียดนามที่ท่าแขกนี้ก็ไม่รอด เมื่อมีกวาดล้าง คนเวียดนามที่ตายก็จะถูกทิ้งศพลงแม่น้ำโขง

          ผู้นำเวียดนามอพยพในขณะนั้น มองเห็นเพียงฝั่งประเทศสยามที่ไม่ได้เป็นอาณานิคมของฝรั่งเศส จึงทิ้งบ้านทิ้งถิ่น อพยพหนีลงแม่น้ำโขงไปอยู่ฝั่งประเทศสยาม เรือแพที่ถ่อข้ามลำน้ำโขงมานั้น ช่วงแรกก็ได้อยู่อาศัยกันที่ริมฝั่งของจังหวัดนครพนม เป็นมนุษย์น้ำไม่สามารถขึ้นฝั่งได้ เพราะชายฝั่งลำโขงด้านไทยลึก และสูงเกินกว่าจะปีนขึ้นไปได้

คนแกว..คือคนเวียดนาม

ทำไมเราเรียกคนเวียดนามว่า..แกว

          เมื่อชาวเวียดนามยังหนีภัยสงครามข้ามน้ำโขงมาเรื่อยๆ แพเรือก็มีมากขึ้นตามจำนวน คนไทยและเจ้าหน้าที่มาพบกลุ่มคนเวียดนามที่อยู่ด้านล่าง ซึ่งต้องการขึ้นมาบนตลิ่งยืนโบกไม้โบกมืออยู่ในเรือ พร้อมกับตะโกนว่า..แกว แกว แกว สมัยนั้นไม่มีใครรู้จักภาษาเวียดนาม แต่เห็นอาการโบกไม้โบกมือ พร้อมส่งเสียงว่าแกว แกว แกว คงน่าจะเป็นให้เรียกผู้คนที่อยู่ในเรือแพด้านล่างว่า..แกว

           คนไทยจึงเริ่มเรียกคนกลุ่มนั้นว่า คนแกว และเรียกมาตั้งแต่คนกลุ่มนั้นยังไม่ขึ้นฝั่งที่นครพนม แต่ในความเป็นจริงการตะโกนบอกคนบนฝั่งว่าแกว แกว แกว นั่นเป็นการร้องขอความช่วยเหลือ แกวเป็นภาษาเวียดนามครับแปลว่า ดึง แกวๆๆ ก็คือดึงๆๆ เขาต้องการให้คนไทยที่อยู่ด้านบนช่วยดึงพวกเขาขึ้นไปบนฝั่ง แต่ไม่รู้จะพูดสื่อสารกันยังไงให้เข้าใจ มันก็เลยถูกเข้าใจไปแล้วว่า แกวคือชื่อเรียกคนเวียดนาม

          เอามาเล่าสู่กันฟังครับ ผมเองก็ไม่รู้ความมาก่อน เห็นคนเวียดนามเมื่อไหร่ก็เรียกคนแกว คนแกวทุกที ตอนนี้เรียกถูกแล้วครับคนเวียดนามก็คนเวียดนาม ส่วนเรื่องทำไมเราเรียก มันที่มีหัวใต้ดินสีขาวๆ รสหวานนิดๆ ว่ามันแกวนั้น อันนี้ตอนนี้ยังไม่รู้ครับ ไว้หาคำตอบได้จะมาเล่าแก้มเบียร์สู่กันฟังอีก

           ฉบับนี้ยกยอดเรื่องเกร็ดประเทศเล็กๆ น้อยๆ แปะโต๊ะทำงานไว้ก่อน เล่าเรื่องคนแกวไม่กี่อึดใจก็กินพื้นที่ไปเกือบครึ่งแล้ว คราวที่แล้วให้ดูริมโขงเมืองท่าแขกที่อยู่ตรงกันข้ามกับฝั่งนครพนมของเราไปแล้ว เป็นไงครับ อยากซื้อตั๋วข้ามฝั่งไปนั่งกินอาหาร และดูแสงสีสวยๆ กลับมาฝั่งไทยอย่างที่ผมบอกหรือเปล่า ลองดูครับบัตรประชาชนใบเดียวก็ข้ามไปได้

          วันนี้พาเดินทำความรู้จักท่าแขกเพิ่ม ตลาดท่าเรือ เป็นสีสันยามกลางคืนครับ อยู่ใกล้ๆ กับร้านอาหารริมโขงสวยๆ ที่ผมเคยเอารูปให้ดูแล้ว เขียนให้ชัดอธิบายให้แจ้งก็คือริมโขงนั้นเหมาะกับคนต่างชาติเงินหนาหน่อย ส่วนตลาดท่าเรือมีรูปแบบบ้านๆ คล้ายตลาดโต้รุ่งบ้านเรา รูปแบบเลยสบายๆ ของกินมีให้เลือกเยอะ และราคาก็พอๆ กับฝั่งนครพนม

ตลาดท่าเรือคึกคักยามเย็น

เรือถึงฝั่ง เดินขึ้นไปเลี้ยวขวา

เลือกที่พักได้ที่นี่..เยอะ

 

          ให้ดูอิ่มๆ เลย บรรยากาศความเป็นท่าแขกในแบบวิถีชุมชน กลางวันไม่มีอะไรนะครับ พอบ่ายแก่ๆ แผงโต๊ะต่างๆ ก็มารวมกัน เป็นที่เดียวในเมืองที่ผู้คนมารวมตัวกัน สังเกตดีๆในรูป ชุดนี้จะไม่มี    นักท่องเที่ยวมานั่ง ย่านนี้เป็นย่านพบปะเฮฮาของชุมชน แต่ก็ไม่ได้ห้ามคนต่างชาติครับ นั่งกินอาหารได้

          ฮันแน่..อยากรู้อาหารละซิ เมืองนี้คนเวียดนามอยู่กันเยอะ ก็เป็นชนเวียดนามที่สมัครใจไม่อพยพกลับบ้านเกิด ขอปลูกเรือนทำมาค้าขายที่ท่าแขกอยู่กันมาหนึ่งรุ่นชีวิตแล้วครับ บางคนก็ได้คู่ชีวิตเป็นคนลาว ท่าแขกก็เลยมีอาหารเวียดนามให้ได้เลือกกิน วัฒนธรรมการกินอาหารของคนเวียดนามจะนั่งชันเข่า มีโต๊ะเตี้ยๆตรงกลางวางอาหาร ที่นี่ท่าแขกก็มีวัฒนธรรมการกินอาหารแบบนั้น ลองกลับไปดูโต๊ะที่วางอยู่ในลานสิครับ

           มันมีรูปเกี่ยวเนื่องกันของนครพนมกับท่าแขก เป็นรูปสมัยที่คนแกว (เวียดนาม) มาอาศัยหลบหนีภัยสงครามอยู่ในเมืองนครพนมนานหลายปี เมื่อสงครามอินโดจีนสงบ คนเวียดนามก็กลับบ้านเกิด เพื่อเป็นการตอบแทนบุญคุณแผ่นดินสยาม จึงได้รวบรวมกำลังเงิน สร้างหอนาฬิกาให้แก่เมืองเป็นการตอบแทน รูปที่มีหอนาฬิกาสีชมพูนั่นละครับ ความจริงมันมีหลายสี เขาใช้ไฟประดับเอา ผมเลือกถ่ายช่วงสีแป๋นแป๋นมาฝาก

          เรื่องคนเวียดนามมาอาศัยอยู่ในแผ่นดินไทย วันหลังจะเล่าสู่กันเพิ่มเติม รู้จักบ้านลุงโฮใช่ไหมครับ อดีตผู้นำคนแรกของเวียดนามโฮจิมินห์ที่โลกรู้จักดี ท่านเป็นลุงโฮในฝั่งไทย แต่เป็นลุงจินในฝั่งลาว เป็นคนหลายชื่อ มีบ้านหลายหลัง ตามรูปแบบนักเคลื่อนไหวใต้ดิน อยู่ไม่เป็นที่เป็นทาง

          คนลาวกับคนเวียดนามจะสนิทกันมากกว่าคนไทย เพราะคนทั้งสองชาตินี้มีศัตรูต่างชาติคนเดียวกัน และลุงโฮนี่ละที่เป็นคนจุดชนวนปลดแอกอิสรภาพให้กับประเทศในอาณานิคม คนลาวก็เลยให้ความนับถือลุงโฮมาก นั่นไงเขียนแป๊บเดียวไหลลื่นเลยผมยิ่งเล่ายิ่งสนุกครับ เรื่องเก่าๆ ที่มีข้อยืนยัน มันสนุกตรงที่เราโยงเรื่องราวไปได้ทุกเมืองทุกที่ในเวลานั้น พอก่อนดีกว่า เรากลับไปหาอะไรกินที่ท่าแขกคืน สัญญาว่าจะหยิบเรื่องลุงโฮมาเล่าสู่ฟังในแบบถากผิวออก..เอาแต่แก่น

      

          เห็นรูปร้านที่มีมอเตอร์ไซค์หรือเปล่าครับ มันก็เกี่ยวเนื่องกับกลุ่มรูปตลาดท่าเรือนั่นละ อยู่บริเวณเดียวกันเดินถึงกันได้เลย เพียงแต่ตลาดท่าเรือจะเป็นแบบชุมชนเมือง ส่วนนักท่องเที่ยวจะมานั่งย่านริมน้ำโขง ร้านนี้ค่อนข้างมี  ชื่อเสียงอยู่ ตรงหัวถนนพอดี อิ่มจากลานอาหารผมก็จะเดินไปเล่นริมโขง ถ้ามองจากในรูปก็เลือกเลี้ยวซ้ายขวาได้เลย เลือกเดินตากลมย่อยอาหารริมโขงเย็นๆ และร้านสวยๆมากมายที่ได้อ่านไปคราวที่แล้ว เริ่มที่สามแยกนี้ละครับ

          อากาศปีนี้สวิงแรง อยู่ๆ ก็ลงมาเฉยเลย ๓ องศา ระวังสุขภาพครับ เจ็บป่วยอย่าว่าแต่ไปเที่ยวเลย นั่งทำงานก็ไม่มีอารมณ์ ไม่มีอารมณ์งานก็ไม่ดี สุขภาพที่ดี จะทำงานได้ดี และงานดีๆ ก็ออกมาจากคนที่สุขภาพดีๆ เช่นกัน

นสพ.โคราชคนอีสาน ปีที่ ๔๒ ฉบับที่ ๒๔๑๗ วันอังคารที่ ๒๑ - วันเสาร์ที่ ๒๕ เดือนกุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๖๐


15 3,929